พบ 289 สถานที่
เซ็นโซจิ อาซากุซะ (Senso-ji Asakusa) เป็นชื่อเรียกของวัดเซ็นโซจิที่ตั้งอยู่ในย่านอาซากุซะ ซึ่งเป็นชื่อที่นักท่องเที่ยวมักใช้เพื่อระบุตำแหน่งที่ตั้งของวัดให้ชัดเจน วัดแห่งนี้คือวัดพุทธที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงโตเกียว มีประวัติยาวนานกว่า 1,400 ปี นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 645 และเป็นศูนย์กลางของย่านอาซากุซะที่ยังคงรักษาบรรยากาศแบบโตเกียวยุคเก่าไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ย่านอาซากุซะรอบวัดเซ็นโซจิเป็นพื้นที่ที่สะท้อนวิถีชีวิตแบบเอโดะ (Edo) ได้ดีที่สุดในโตเกียว ตึกอาคารส่วนใหญ่ยังคงความสูงไม่เกิน 4-5 ชั้น แตกต่างจากย่านธุรกิจสมัยใหม่อย่างชินจูกุหรือชิบูย่า ถนนสายหลักที่นำไปสู่วัดคือถนน Nakamise Dori ความยาวประมาณ 250 เมตร มีร้านค้ากว่า 90 ร้านจำหน่ายสินค้าหัตถกรรม เครื่องประดับ ชุดยูกาตะ และอาหารว่างแบบดั้งเดิม อาคารสำคัญของวัดเริ่มจากประตู Kaminarimon หรือประตูสายฟ้า ที่มีโคมไฟกระดาษสีแดงขนาดใหญ่แขวนตรงกลาง จากนั้นเป็นถนน Nakamise นำไปสู่ประตู Hozomon ซึ่งเป็นประตูชั้นสองที่มีรูปปั้นเทพผู้พิทักษ์สององค์ ก่อนถึงวิหารหลัก Hondo ที่ประดิษฐานรูปปั้นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ด้านข้างมีเจดีย์ห้าชั้นสูง 53 เมตรซึ่งเป็นจุดสังเกตสำคัญของย่าน ในวันธรรมดาวัดเซ็นโซจิเปิดให้เข้าชมวิหารหลักตั้งแต่ 6.00 น. ส่วนวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์เปิดตั้งแต่ 6.30 น. ปิดเวลา 17.00 น. ทุกวัน แต่บริเวณลานวัดและประตูต่างๆ เปิดให้เข้าชมได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทำให้สามารถมาเยือนได้ทุกช่วงเวลาของวัน ช่วงเช้าตรู่ก่อน 7 โมงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการถ่ายภาพ เนื่องจากนักท่องเที่ยวยังน้อย และยังสามารถเห็นภาพพระสงฆ์ทำวัตรเช้าในวิหารหลัก ส่วนช่วงหลัง 17.00 น. ที่ร้านค้าบน Nakamise ปิดแล้ว วัดจะมีการเปิดไฟประดับบริเวณประตูและเจดีย์ สร้างบรรยากาศที่สวยงามแตกต่างจากกลางวัน นอกจากวัดแล้ว ย่านอาซากุซะยังมีสถานที่น่าสนใจใกล้เคียงอีกมาก เช่น Asakusa Culture Tourist Information Center ที่มีจุดชมวิวชั้น 8 สามารถมองเห็นวัดและตึก Tokyo Skytree ในมุมเดียวกัน หรือแม่น้ำสุมิดะที่มีเรือสำราญล่องไปยังโอไดบะ การเดินทางมาอาซากุซะสามารถใช้รถไฟใต้ดินสาย Ginza Line, Asakusa Line หรือ Tobu Skytree Line ลงที่สถานี Asakusa แล้วเดินเพียง 5 นาทีถึงประตู Kaminarimon เซ็นโซจิ อาซากุซะจึงเป็นจุดหมายที่ทุกคนที่มาเยือนโตเกียวควรมาสัมผัสบรรยากาศแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมที่หาได้ยากในเมืองใหญ่
teamLab Planets TOKYO เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะดิจิทัลแบบอินเตอร์แอคทีฟ ตั้งอยู่ในย่านโทโยสุ (Toyosu) กรุงโตเกียว เปิดให้บริการในปี ค.ศ. 2018 โดยกลุ่มศิลปิน teamLab ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันที่สร้าง teamLab Borderless แต่ teamLab Planets มีแนวคิดที่แตกต่างออกไป โดยเน้นการให้ผู้ชมเดินเท้าเปล่าลุยน้ำและสัมผัสกับงานศิลปะโดยตรงผ่านประสาทสัมผัสทั้งร่างกาย จุดเด่นที่ทำให้ teamLab Planets แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะทั่วไปคือ ผู้เข้าชมต้องถอดรองเท้าและถุงเท้าตั้งแต่ทางเข้า เพื่อเดินผ่านพื้นที่จัดแสดงที่มีทั้งน้ำลึกระดับเข่าและพื้นผิวสัมผัสต่างๆ ทำให้ประสบการณ์การชมงานศิลปะกลายเป็นการมีส่วนร่วมทางกายภาพอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ใช่เพียงการมองดูเฉยๆ ห้องจัดแสดงที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Drawing on the Water Surface ซึ่งเป็นพื้นที่น้ำตื้นที่มีภาพปลาคาร์พดิจิทัลแหวกว่ายไปมา เมื่อผู้ชมเดินผ่าน ปลาเหล่านี้จะแตกกระจายเป็นดอกไม้ดิจิทัลที่บานออกรอบเท้า สร้างเอฟเฟกต์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามการเคลื่อนไหวของผู้ชม อีกห้องที่ได้รับความนิยมคือ Floating Flower Garden ห้องที่มีดอกไม้สดจริงนับพันดอกแขวนลงมาจากเพดาน ดอกไม้เหล่านี้จะถูกยกขึ้นและลงโดยอัตโนมัติตามการเคลื่อนไหวของผู้ชม ทำให้บางครั้งดอกไม้จะอยู่เหนือศีรษะ และบางครั้งจะลอยลงมาใกล้ใบหน้า สร้างบรรยากาศราวกับเดินอยู่ในสวนดอกไม้ที่มีชีวิต ห้อง Infinite Crystal Universe เป็นห้องที่ประกอบด้วยหลอด LED นับหมื่นดวงแขวนเป็นโครงสร้างสามมิติ แสงไฟจะเปลี่ยนสีและรูปแบบตามการเคลื่อนไหวและการสัมผัสของผู้ชมผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ สร้างความรู้สึกเหมือนอยู่ในจักรวาลที่เต็มไปด้วยดวงดาว เนื่องจากต้องเดินลุยน้ำ ผู้เข้าชมจึงควรเตรียมตัวด้วยการสวมกางเกงที่สามารถพับขาขึ้นได้ หรือสวมกางเกงขาสั้น พิพิธภัณฑ์มีจุดให้เช็ดเท้าและทำความสะอาดก่อนออกจากแต่ละโซน ใช้เวลาเดินชมทั้งหมดประมาณ 1.5-2 ชั่วโมง ตั๋วเข้าชมต้องซื้อล่วงหน้าทางออนไลน์เท่านั้น ราคาประมาณ 3,200-3,800 เยนสำหรับผู้ใหญ่ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่จอง เนื่องจากความนิยมสูง ตั๋วในช่วงวันหยุดอาจขายหมดล่วงหน้าหลายสัปดาห์ การเดินทางมา teamLab Planets สามารถนั่งรถไฟสาย Yurikamome หรือรถไฟใต้ดินสาย Yurakucho Line ลงที่สถานี Shin-Toyosu แล้วเดินต่ออีกประมาณ 3 นาที teamLab Planets จึงเป็นจุดหมายที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการประสบการณ์ศิลปะดิจิทัลที่แตกต่างจากการชมงานศิลปะแบบดั้งเดิมโดยสิ้นเชิง
🏛️ ที่เที่ยว
อาราชิยาม่า บัมบู โกรฟ (Arashiyama Bamboo Grove) คือเส้นทางเดินผ่านป่าไผ่ในเขตอาราชิยาม่า ทางตะวันตกของเกียวโต ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิทัศน์ธรรมชาติที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น เส้นทางหลักมีความยาวประมาณ 500 เมตร เชื่อมต่อระหว่างบริเวณวัดเทนริวจิและศาลเจ้าโนโนะมิยะ ไผ่ที่ปลูกในป่าแห่งนี้เป็นสายพันธุ์ Moso Bamboo (Phyllostachys edulis) ซึ่งเป็นไผ่สายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น สามารถเจริญเติบโตได้สูงถึง 20-25 เมตร และมีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วมาก ในบางช่วงสามารถเติบโตได้มากกว่า 1 เมตรต่อวัน ลำต้นไผ่ที่หนาแน่นและสูงทำให้เกิดเอฟเฟกต์การบังแสงที่สร้างบรรยากาศเฉพาะตัว คุณค่าทางวัฒนธรรมของป่าไผ่อาราชิยาม่าได้รับการยอมรับในระดับประเทศ โดยกระทรวงสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่นได้บรรจุเสียงลมพัดผ่านป่าไผ่นี้ไว้ในรายการ "100 Soundscapes of Japan" ซึ่งเป็นโครงการอนุรักษ์เสียงที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมของประเทศ เสียงที่เกิดจากการเสียดสีของลำไผ่เมื่อมีลมพัดถือเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางเสียงของญี่ปุ่น บริเวณทางเข้าด้านหนึ่งของป่าไผ่เชื่อมต่อกับวัดเทนริวจิ (Tenryu-ji) วัดเซนอันดับหนึ่งในห้าวัดเซนสำคัญของเกียวโต (Kyoto Gozan) ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1339 โดยโชกุน Ashikaga Takauji สวนของวัดที่เรียกว่า Sogenchi Garden ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์และทัศนียภาพพิเศษของญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในสวนเซนที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ อีกฝั่งของป่าไผ่เชื่อมต่อกับศาลเจ้าโนโนะมิยะ (Nonomiya Shrine) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในวรรณกรรมคลาสสิกเรื่อง Tale of Genji ในฐานะสถานที่ที่เจ้าหญิงในราชวงศ์ต้องมาทำพิธีชำระล้างก่อนเข้ารับหน้าที่ในศาลเจ้าอิเสะ ปัจจุบันศาลเจ้านี้เป็นที่นิยมของผู้ที่มาขอพรด้านความรักและการแต่งงาน นอกจากการเดินชมป่าไผ่แล้ว บริเวณใกล้เคียงยังมี Okochi Sanso Villa ซึ่งเป็นบ้านพักของนักแสดงภาพยนตร์ชื่อดังในอดีต ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีสวนญี่ปุ่นสวยงามและจุดชมวิวภูเขา Arashiyama การเดินทางมาป่าไผ่อาราชิยาม่าสะดวกที่สุดโดยนั่งรถไฟ JR Sagano Line จากสถานีเกียวโต ลงสถานี Saga-Arashiyama ใช้เวลาประมาณ 15 นาที หรือรถไฟ Randen Tram ลงสถานี Arashiyama ป่าไผ่ไม่มีค่าเข้าชมและเปิดให้เดินผ่านได้ตลอดเวลา แนะนำให้มาเยือนในช่วงเช้าตรู่ก่อน 8 โมงเพื่อหลีกเลี่ยงความแออัดของนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวที่มีเวลามากสามารถต่อกระเช้าลอยฟ้า Arashiyama Monkey Park Iwatayama จากบริเวณใกล้สะพาน Togetsukyo ขึ้นไปชมลิงป่าญี่ปุ่นและทัศนียภาพของเกียวโตจากมุมสูง ทำให้การมาเยือนป่าไผ่อาราชิยาม่าสามารถผสมผสานกับกิจกรรมอื่นๆ ได้อย่างหลากหลายในพื้นที่เดียวกัน
ทุ่งลาเวนเดอร์ฟาร์มโทมิตะ (Farm Tomita Lavender Fields) เป็นส่วนหนึ่งของฟาร์มโทมิตะ ตั้งอยู่ในเมืองนากะฟุราโนะ จังหวัดฮอกไกโด ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกลาเวนเดอร์เพื่อการท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น ฟาร์มก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1958 และได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของฤดูร้อนในฮอกไกโด พื้นที่ปลูกลาเวนเดอร์หลักของฟาร์มโทมิตะมีชื่อว่า Saika no Oka ซึ่งหมายถึง "เนินดอกไม้สี่ฤดู" เป็นเนินเขาที่ปลูกดอกไม้หลากสีเรียงเป็นแถบขนานกันอย่างมีระเบียบ ได้แก่แถบลาเวนเดอร์สีม่วง แถบป๊อปปี้สีแดงและสีส้ม แถบดอกคาโมมายล์สีขาว และแถบดอกไม้สีเหลืองอย่างมาริโกลด์ การจัดเรียงสีดอกไม้เป็นแถบขนานบนพื้นเนินลาดเอียงทำให้เกิดภาพที่มีมิติคล้ายผ้าทอลายสีรุ้ง ฤดูที่ลาเวนเดอร์บานสะพรั่งที่สุดอยู่ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงพีคของฤดูร้อนในฮอกไกโด ในช่วงนี้อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20-25 องศาเซลเซียส เหมาะสำหรับการเดินเล่นกลางแจ้ง กลิ่นหอมของลาเวนเดอร์จะอบอวลไปทั่วทั้งพื้นที่ฟาร์ม นอกจาก Saika no Oka แล้ว ฟาร์มโทมิตะยังมีโซนอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น Traditional Lavender East ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกลาเวนเดอร์พันธุ์ดั้งเดิมที่ปลูกมาตั้งแต่ยุคก่อตั้งฟาร์ม และ Flower Field ซึ่งปลูกดอกไม้หมุนเวียนตามฤดูกาล ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนจะมีทุ่งทิวลิปและไอริส และในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายนจะมีดอกซัลเวียสีแดงสดและดอกทานตะวัน ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของฟาร์มโทมิตะคือ Lavender Soft Cream หรือไอศกรีมซอฟต์ครีมรสลาเวนเดอร์สีม่วงอ่อน ซึ่งทำจากน้ำมันลาเวนเดอร์ที่สกัดจากฟาร์มเอง มีรสชาติหอมละมุนไม่หวานจัด นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่นๆ เช่น น้ำหอมลาเวนเดอร์ สบู่ ถุงหอม และน้ำมันหอมระเหยที่ผลิตจากโรงกลั่นในฟาร์มเอง การเดินทางมาทุ่งลาเวนเดอร์ฟาร์มโทมิตะสะดวกที่สุดในช่วงฤดูร้อน โดยรถไฟสาย JR Furano Line จะเปิดสถานีพิเศษชื่อ Lavender Farm Station ซึ่งเปิดให้บริการเฉพาะช่วงกลางเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนตุลาคมเท่านั้น จากสถานีนี้เดินไปยังฟาร์มเพียง 7 นาที ในช่วงนอกฤดูสามารถลงที่สถานี Naka-Furano แล้วเดินต่ออีกประมาณ 25 นาที หรือใช้แท็กซี่ ฟาร์มโทมิตะเปิดให้เข้าชมฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เวลาเปิดให้บริการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล ช่วงฤดูร้อนเปิดประมาณ 8.30-18.00 น. ทุ่งลาเวนเดอร์ฟาร์มโทมิตะจึงเป็นจุดหมายที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่เดินทางมาฮอกไกโดในช่วงเดือนกรกฎาคม
บึงสีฟ้าชิโรกาเนะ (Shirogane Blue Pond) เป็นบึงน้ำขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในเมืองบิเอะ จังหวัดฮอกไกโด ห่างจากตัวเมืองบิเอะประมาณ 20 นาทีโดยรถยนต์ บึงน้ำแห่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติแต่เกิดจากผลพวงของโครงการป้องกันภัยจากภูเขาไฟ Tokachidake ในปี ค.ศ. 1988 หลังจากภูเขาไฟ Tokachidake ปะทุในปี ค.ศ. 1988 รัฐบาลท้องถิ่นได้สร้างเขื่อนกั้นน้ำเพื่อป้องกันโคลนภูเขาไฟ (Lahar) ไม่ให้ไหลลงไปทำลายเมืองบิเอะ การกั้นน้ำนี้ทำให้น้ำจากแม่น้ำ Biei สะสมตัวในพื้นที่ลุ่มจนเกิดเป็นบึงน้ำขนาดเล็กขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ และต้นไม้ในป่าที่อยู่ในบริเวณนั้นก็จมอยู่ในน้ำ สีฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์ของบึงน้ำเกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่หาได้ยาก น้ำจากแม่น้ำ Biei มีแร่อะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ (Aluminum Hydroxide) ที่ละลายมาจากน้ำพุร้อนตามธรรมชาติในพื้นที่ภูเขาไฟ เมื่อแร่นี้สัมผัสกับน้ำเย็นจะเกิดการตกตะกอนเป็นอนุภาคขนาดเล็กที่กระจายตัวอยู่ในน้ำ อนุภาคเหล่านี้จะสะท้อนแสงสีน้ำเงินและทำให้แสงสีอื่นถูกดูดกลืน คล้ายกับปรากฏการณ์ที่ทำให้ท้องฟ้าเป็นสีฟ้า สีของน้ำในบึงไม่คงที่ และเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพอากาศ ปริมาณแร่ธาตุ และมุมของแสงอาทิตย์ ในบางวันน้ำอาจเป็นสีฟ้าอมเขียวเข้ม ในขณะที่บางวันอาจเป็นสีฟ้าอ่อนใกล้เคียงสีเทอร์ควอยซ์ ความไม่แน่นอนนี้ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนในต่างเวลากันจะได้เห็นภาพที่ไม่เหมือนกัน ต้นไม้ที่ยืนตายอยู่ในน้ำเป็นต้น Larch (เกียะ) ซึ่งเป็นไม้สนผลัดใบที่จมน้ำตายจากการสร้างเขื่อน แต่ลำต้นยังคงตั้งตระหง่านอยู่ สร้างความแตกต่างของสีระหว่างลำต้นสีเทาน้ำตาลกับน้ำสีฟ้าสด ทำให้ภาพถ่ายมีมิติและความน่าสนใจเป็นพิเศษ บึงสีฟ้าชิโรกาเนะมีชื่อเสียงไปทั่วโลกหลังจากถูกใช้เป็นภาพพื้นหลังในผลิตภัณฑ์ของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในปี ค.ศ. 2012 ทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศหลั่งไหลมาเยือนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ฤดูที่แนะนำในการมาเยือนคือฤดูใบไม้ร่วงช่วงเดือนตุลาคม เมื่อใบของต้นไม้รอบบึงเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองตัดกับน้ำสีฟ้า และฤดูหนาวช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคมที่บึงน้ำบางส่วนจะแข็งตัวและมีการเปิดไฟประดับยามค่ำคืน (Light-up) ทำให้น้ำที่ยังไม่แข็งตัวเรืองแสงสีฟ้าสวยงามเป็นพิเศษ การเดินทางมาบึงสีฟ้าชิโรกาเนะสามารถนั่งรถไฟมาลงสถานี Biei แล้วต่อแท็กซี่หรือรถเช่าประมาณ 20 นาที ไม่มีระบบขนส่งสาธารณะเข้าถึงโดยตรง บึงน้ำเปิดให้เข้าชมได้ตลอดเวลาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ในช่วง Light-up ฤดูหนาวอาจมีการจำกัดเวลาเข้าชมในช่วงค่ำ
สวนนารา (Nara Park) เป็นพื้นที่สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองนารา อดีตเมืองหลวงแห่งแรกของญี่ปุ่นในยุค Nara Period (ค.ศ. 710-794) สวนแห่งนี้มีพื้นที่กว่า 660 เฮกตาร์ และเป็นที่ตั้งของกลุ่มอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO จุดที่ทำให้สวนนาราโดดเด่นที่สุดคือฝูงกวางป่าซิกะ (Sika Deer) จำนวนกว่า 1,200 ตัวที่อาศัยอยู่อย่างเสรีในพื้นที่สวน กวางเหล่านี้ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะ "สมบัติของชาติทางธรรมชาติ" (Natural Treasure) มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1957 ตามตำนานความเชื่อของศาสนาชินโต เทพเจ้า Takemikazuchi-no-Mikoto ได้เสด็จมายังนาราโดยทรงกวางสีขาว ทำให้กวางกลายเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้า Kasuga Taisha กวางในสวนนาราคุ้นเคยกับมนุษย์เป็นอย่างมาก เนื่องจากได้รับอาหารจากนักท่องเที่ยวมาเป็นเวลานาน ร้านค้าที่ได้รับอนุญาตจะจำหน่ายขนม Shika Senbei ซึ่งเป็นข้าวเกรียบไม่ปรุงรสที่ทำขึ้นเฉพาะสำหรับกวาง พฤติกรรมที่น่าสนใจคือกวางบางตัวจะโค้งคำนับก่อนรับขนม ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เรียนรู้จากการตอบสนองของนักท่องเที่ยว ภายในสวนนาราเป็นที่ตั้งของวัดโทไดจิ (Todai-ji) ซึ่งสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 752 ตามพระราชโองการของจักรพรรดิ Shomu เพื่อเป็นศูนย์กลางของวัดในเครือข่ายทั่วประเทศ อาคาร Daibutsuden หรือ "หอพระใหญ่" เป็นอาคารไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปไดบุตสึ ซึ่งเป็นรูปปั้นพระพุทธรูปไวโรจนะทองสัมฤทธิ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น อีกสถานที่สำคัญคือศาลเจ้า Kasuga Taisha ซึ่งก่อตั้งในปี ค.ศ. 768 มีเส้นทางเดินที่ประดับด้วยตะเกียงหินกว่า 2,000 ดวงและตะเกียงทองสัมฤทธิ์กว่า 1,000 ดวง บางส่วนมีอายุย้อนไปถึงยุค Heian ตะเกียงเหล่านี้จะถูกจุดในเทศกาล Mantoro ที่จัดขึ้นปีละสองครั้งในเดือนกุมภาพันธ์และสิงหาคม สวนนารายังเป็นจุดชมซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีที่สำคัญ ช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนซากุระจะบานทั่วสวน ส่วนช่วงเดือนพฤศจิกายนต้นเมเปิ้ลและแปะก๊วยจะเปลี่ยนเป็นสีแดงและทอง สร้างความสวยงามที่แตกต่างกันในแต่ละฤดูกาล การเดินทางมาสวนนาราสะดวกมากจากเกียวโตหรือโอซาก้า โดยนั่งรถไฟสาย JR Nara Line หรือ Kintetsu Nara Line ลงสถานี JR Nara หรือ Kintetsu Nara แล้วเดินต่ออีก 5-15 นาที สวนเปิดให้เข้าชมตลอดเวลาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ส่วนการเข้าชมพระพุทธรูปไดบุตสึมีค่าเข้าชม 600 เยน เปิด 7.30-17.30 น. ในฤดูร้อนและ 8.00-17.00 น. ในฤดูหนาว
🏛️ ที่เที่ยว
อนุสรณ์สถานสันติภาพฮิโรชิมา หรือ A-Bomb Dome (Genbaku Dome) เป็นซากอาคารที่ตั้งอยู่ในเมืองฮิโรชิมา ซึ่งรอดพ้นจากการถูกทำลายโดยสมบูรณ์เมื่อระเบิดปรมาณูถูกทิ้งลงเหนือเมืองในวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 อาคารนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1996 ในฐานะสัญลักษณ์แห่งสันติภาพและการต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ อาคารนี้เดิมมีชื่อว่า Hiroshima Prefectural Industrial Promotion Hall ออกแบบโดยสถาปนิกชาวเช็ก Jan Letzel สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1915 เพื่อใช้เป็นศูนย์จัดแสดงสินค้าและศิลปะ ตัวอาคารมีรูปแบบสถาปัตยกรรมยุโรปผสมกับองค์ประกอบบาโรก มีโดมเหล็กที่โดดเด่นอยู่ตรงกลาง ในวันที่ระเบิดปรมาณูถูกทิ้ง จุดศูนย์กลางการระเบิดอยู่สูงเหนืออาคารนี้ในระดับความสูงประมาณ 600 เมตร และอยู่ในแนวตรงเกือบเป็นแนวดิ่ง ทำให้แรงระเบิดที่กระทำต่ออาคารมาจากทิศทางด้านบนเป็นส่วนใหญ่ ส่งผลให้โครงสร้างกำแพงบางส่วนและโดมเหล็กยังคงตั้งอยู่ได้ แม้ว่าทุกคนที่อยู่ในอาคารขณะนั้นจะเสียชีวิตทันที หลังจากสงครามสิ้นสุดลง มีการถกเถียงกันอย่างมากว่าควรรื้อถอนซากอาคารนี้หรือไม่ เนื่องจากเป็นเครื่องเตือนความทรงจำที่เจ็บปวด แต่ในที่สุดเมืองฮิโรชิมาได้ตัดสินใจอนุรักษ์ไว้ในสภาพที่เป็นซากปรักหักพัง เพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนใจมนุษยชาติถึงผลกระทบของอาวุธนิวเคลียร์ และเริ่มมีการอนุรักษ์โครงสร้างอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1966 A-Bomb Dome ตั้งอยู่ในบริเวณ Hiroshima Peace Memorial Park ซึ่งเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นบนพื้นที่ที่เคยเป็นศูนย์กลางการค้าของเมืองก่อนสงคราม ภายในสวนมีอนุสรณ์สถานหลายแห่ง รวมถึง Cenotaph for the A-bomb Victims ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์ทรงโค้งที่ออกแบบให้มองเห็น A-Bomb Dome ผ่านซุ้มประตู และ Children's Peace Monument ที่อุทิศให้กับ Sadako Sasaki เด็กหญิงที่เสียชีวิตจากผลกระทบของรังสี ซึ่งเป็นที่มาของธรรมเนียมการพับนกกระเรียนกระดาษพันตัวเพื่อขอพร Hiroshima Peace Memorial Museum ที่อยู่ภายในสวนจัดแสดงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ภาพถ่าย และสิ่งของที่หลงเหลือจากเหตุการณ์ระเบิด รวมถึงคำบอกเล่าของผู้รอดชีวิต ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์อยู่ที่ 200 เยน เปิดให้บริการตั้งแต่ 8.30-18.00 น. ในฤดูร้อน และ 8.30-17.00 น. ในฤดูหนาว การเดินทางมา A-Bomb Dome สามารถนั่งรถรางสาย 2, 6 หรือ 1 จากสถานีฮิโรชิมา ลงป้าย Genbaku Dome-mae ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที ตัว A-Bomb Dome เปิดให้ชมจากภายนอกได้ตลอดเวลาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ไม่อนุญาตให้เข้าไปภายในซากอาคารเพื่อความปลอดภัย
🏛️ ที่เที่ยว
ศาลเจ้าอิสึคุชิมะ มิยาจิมะ (Itsukushima Shrine, Miyajima) เป็นศาลเจ้าชินโตที่ตั้งอยู่บนเกาะมิยาจิมะ ในจังหวัดฮิโรชิมา ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1996 และถือเป็นหนึ่งในสามทัศนียภาพที่สวยที่สุดของญี่ปุ่นตามธรรมเนียม Nihon Sankei ที่กำหนดขึ้นในยุคเอโดะ ร่วมกับ Matsushima ในจังหวัดมิยางิ และ Amanohashidate ในจังหวัดเกียวโต จุดเด่นที่ทำให้ศาลเจ้านี้มีชื่อเสียงระดับโลกคือ ประตูโทริอิสีแดงขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในทะเล ห่างจากตัวศาลเจ้าประมาณ 200 เมตร ความสูงของประตูอยู่ที่ประมาณ 16 เมตร เทียบเท่าตึก 5 ชั้น สร้างจากไม้การบูรซึ่งมีความทนทานต่อสภาพอากาศทางทะเลและแมลง ประตูที่เห็นในปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 8 สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1875 โดยใช้เทคนิคการก่อสร้างที่ให้ตัวประตูยืนหยัดอยู่ได้ด้วยน้ำหนักของตัวเองโดยไม่ต้องฝังฐานลงดิน ศาลเจ้าอิสึคุชิมะมีประวัติยาวนานกว่า 1,400 ปี โดยมีบันทึกครั้งแรกในปี ค.ศ. 593 รูปแบบสถาปัตยกรรมที่เห็นในปัจจุบันได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1168 โดย Taira no Kiyomori ผู้นำที่มีอำนาจสูงสุดในยุคปลายเฮอัน ลักษณะเด่นคือการสร้างอาคารศาลเจ้าบนเสาที่ปักลงในทะเล ทำให้ตัวอาคารดูเหมือนลอยอยู่บนผิวน้ำเมื่อน้ำขึ้น ภายในศาลเจ้าประกอบด้วยอาคารหลักหลายส่วนเชื่อมต่อกันด้วยทางเดินไม้ยาวกว่า 275 เมตร ได้แก่ Honden (ศาลเจ้าหลัก) Haiden (ห้องสวดมนต์) และเวทีแสดง Noh ซึ่งเป็นเวทีการแสดงศิลปะดั้งเดิมที่ตั้งอยู่บนน้ำ ถือเป็นเวที Noh แห่งเดียวในญี่ปุ่นที่สร้างบนทะเล ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจที่สุดของศาลเจ้าคือความเปลี่ยนแปลงตามระดับน้ำทะเล ในช่วงน้ำขึ้น (Mansion) ระดับน้ำจะสูงขึ้นมาจนถึงเสาของอาคารศาลเจ้าและประตูโทริอิ ทำให้ดูเหมือนทั้งหมดลอยอยู่บนทะเล ส่วนในช่วงน้ำลง (Kanchō) น้ำจะลดลงจนเห็นพื้นทรายโดยรอบ นักท่องเที่ยวสามารถเดินไปสัมผัสฐานของประตูโทริอิได้โดยตรง ทั้งสองช่วงเวลาให้ประสบการณ์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เกาะมิยาจิมะยังเป็นที่อยู่อาศัยของกวางป่าซิกะที่เดินเสรีคล้ายที่นารา รวมถึงเป็นที่ตั้งของภูเขา Misen ภูเขาศักดิ์สิทธิ์สูง 535 เมตรที่มีกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไปชมทัศนียภาพ และวัด Daisho-in วัดพุทธนิกายชินงอนที่มีอายุกว่า 1,200 ปี ค่าเข้าชมศาลเจ้าอิสึคุชิมะอยู่ที่ 300 เยน เปิดให้บริการตั้งแต่ 6.30-18.00 น. โดยเวลาอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล การเดินทางต้องนั่งรถไฟ JR Sanyo Line จากฮิโรชิมาลงสถานี Miyajimaguchi แล้วต่อเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากใช้เวลาประมาณ 10 นาที ค่าเรือประมาณ 200 เยน
🏛️ ที่เที่ยว
กระเช้าลอยฟ้าฮาโกเนะ (Hakone Ropeway) เป็นระบบกระเช้าลอยฟ้าที่เชื่อมต่อระหว่างสถานี Sounzan และสถานี Togendai ในเมืองฮาโกเนะ จังหวัดคานางาวะ ครอบคลุมระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ผ่านพื้นที่ภูเขาไฟ Owakudani ซึ่งเป็นปล่องภูเขาไฟที่ยังมีกิจกรรมทางความร้อนใต้พิภพอยู่จนถึงปัจจุบัน กระเช้าลอยฟ้าฮาโกเนะเปิดให้บริการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางท่องเที่ยวแบบ Hakone Round Course ซึ่งเป็นเส้นทางที่ผสมผสานการเดินทางหลายรูปแบบ ได้แก่ รถไฟภูเขา (Hakone Tozan Railway) รถราง Cable Car กระเช้าลอยฟ้า และเรือโจรสลัด (Hakone Sightseeing Cruise) ที่ล่องในทะเลสาบ Ashinoko จุดสำคัญที่สุดบนเส้นทางคือ Owakudani ซึ่งแปลว่า "หุบเขาเดือดใหญ่" เป็นพื้นที่ที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟ Hakone เมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อน ปัจจุบันยังคงมีไอน้ำและก๊าซซัลเฟอร์พวยพุ่งออกมาจากพื้นดินอย่างต่อเนื่อง สร้างกลิ่นกำมะถันที่เป็นเอกลักษณ์และกลุ่มควันสีขาวที่ลอยขึ้นมาตลอดเวลา ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Owakudani คือ Kuro-tamago หรือ "ไข่ดำ" ซึ่งเป็นไข่ไก่ต้มในน้ำพุร้อนที่มีแร่ซัลเฟอร์และเหล็กสูง ทำให้เปลือกไข่เปลี่ยนเป็นสีดำ ตามความเชื่อพื้นบ้านกล่าวว่าการกินไข่ดำหนึ่งฟองจะช่วยเพิ่มอายุขัย 7 ปี ไข่ดำมีจำหน่ายเป็นชุดๆ ที่ร้านค้าบริเวณสถานี Owakudani ในวันที่อากาศแจ่มใส กระเช้าลอยฟ้าฮาโกเนะเป็นหนึ่งในจุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิที่ดีที่สุด เนื่องจากตำแหน่งที่สูงและมุมมองที่เปิดกว้างทำให้สามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิที่มีหิมะปกคลุมยอดได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่อากาศแห้งและท้องฟ้าใส ระบบกระเช้าใช้กระเช้าแบบ Gondola ขนาด 18 คนต่อตู้ ออกเดินทางทุก 1 นาที ทำให้ไม่ต้องรอนาน ระยะเวลาเดินทางจากสถานี Sounzan ถึง Togendai ใช้เวลาประมาณ 25-30 นาที ผ่านสถานีกลาง Owakudani ซึ่งผู้โดยสารสามารถลงเดินชมและกลับมาขึ้นกระเช้าต่อได้ ค่าโดยสารกระเช้าแบบเที่ยวเดียว Sounzan ถึง Togendai อยู่ที่ประมาณ 1,500 เยน แต่หากซื้อ Hakone Free Pass ซึ่งรวมการเดินทางทั้งหมดในพื้นที่ฮาโกเนะรวมถึงรถไฟจากโตเกียว จะมีราคาประมาณ 6,000 เยน และคุ้มค่ากว่าสำหรับนักท่องเที่ยวที่วางแผนเที่ยวฮาโกเนะแบบครบวงจรในหนึ่งวัน การเดินทางมาฮาโกเนะจากโตเกียวสามารถนั่งรถไฟ Odakyu Romancecar จากสถานี Shinjuku ลงสถานี Hakone-Yumoto ใช้เวลาประมาณ 85 นาที จากนั้นต่อรถไฟภูเขาและกระเช้าตามลำดับ กระเช้าลอยฟ้าเปิดให้บริการตั้งแต่ 9.00-17.00 น. ทุกวัน ยกเว้นในกรณีที่มีการตรวจพบระดับก๊าซซัลเฟอร์สูงเกินมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งอาจมีการปิดให้บริการบางช่วงเป็นการชั่วคราว
สวนเคนโรคุเอ็ง (Kenroku-en Garden) เป็นสวนญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ในเมืองคานาซาวะ จังหวัดอิชิกาวะ ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสามสวนญี่ปุ่นที่สวยที่สุดของประเทศ (Japan's Three Great Gardens) ร่วมกับสวน Koraku-en ในเมืองโอคายาม่า และสวน Kairaku-en ในเมืองมิโตะ ชื่อ Kenroku-en มีความหมายว่า "สวนแห่งหกความงาม" ซึ่งหมายถึงคุณลักษณะหกประการที่สวนญี่ปุ่นชั้นเลิศควรมี ได้แก่ ความกว้างขวาง ความสงบเงียบ ความเป็นธรรมชาติ ความเก่าแก่ ลำธารที่ไหล และทัศนียภาพกว้างไกล สวนเคนโรคุเอ็งเริ่มสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1676 โดยตระกูล Maeda ซึ่งเป็นตระกูลไดเมียวที่มีอำนาจและความมั่งคั่งเป็นอันดับสองของญี่ปุ่นในยุคเอโดะ รองจากตระกูลโทคุงาวะ การก่อสร้างและปรับปรุงสวนใช้เวลาต่อเนื่องกันหลายชั่วอายุคนกว่า 200 ปี ทำให้สวนมีความซับซ้อนและสมบูรณ์แบบทั้งในด้านการออกแบบภูมิทัศน์และระบบชลประทาน ระบบน้ำของสวนเคนโรคุเอ็งถือเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่สำคัญ น้ำที่ไหลเข้าสวนมาจากแม่น้ำ Saigawa ผ่านคลองชลประทาน Tatsumi ซึ่งสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1632 มีความยาวกว่า 11 กิโลเมตร ระบบนี้ใช้หลักการแรงดันน้ำธรรมชาติในการสร้างน้ำพุ Kotoji-toro Fountain ซึ่งเป็นหนึ่งในน้ำพุที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นที่ยังทำงานได้โดยไม่ใช้เครื่องปั๊มไฟฟ้า สัญลักษณ์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของสวนคือ Kotoji-toro ตะเกียงหินสองขาที่ตั้งอยู่ริมบึง Kasumiga-ike ตะเกียงนี้มีรูปทรงที่ไม่เหมือนตะเกียงหินทั่วไป โดยมีขาสองข้างที่มีความยาวไม่เท่ากัน วางพาดอยู่บนริมบึงและในน้ำ ชื่อ Kotoji มาจากเครื่องดนตรี Koto ของญี่ปุ่น เนื่องจากรูปทรงของตะเกียงคล้ายกับสะพานรองสายของเครื่องดนตรีชนิดนี้ บึง Kasumiga-ike เป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในสวน มีเกาะเล็กๆ หลายเกาะที่จัดวางตามคติภูเขาในตำนานจีน รอบบึงมีต้นสนที่ถูกตัดแต่งและค้ำยันด้วยเชือกในรูปแบบ Yukizuri ซึ่งเป็นเทคนิคการป้องกันกิ่งไม้หักจากน้ำหนักหิมะในฤดูหนาว การติดตั้ง Yukizuri ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนของทุกปีถือเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นฤดูหนาวของคานาซาวะ สวนเคนโรคุเอ็งมีความสวยงามตลอดทั้งปี ฤดูใบไม้ผลิมีต้นซากุระกว่า 40 สายพันธุ์บานสะพรั่ง ฤดูร้อนมีความเขียวชอุ่มของต้นไม้ใหญ่ ฤดูใบไม้ร่วงมีต้นเมเปิ้ลเปลี่ยนสีแดงสด และฤดูหนาวมีหิมะปกคลุมต้นสนที่มี Yukizuri สร้างภาพที่มีชื่อเสียงในการถ่ายภาพมากที่สุด ค่าเข้าชมสวนอยู่ที่ 320 เยนสำหรับผู้ใหญ่ เปิดให้บริการตั้งแต่ 7.00-18.00 น. ในฤดูร้อน (มีนาคม-ตุลาคม) และ 8.00-17.00 น. ในฤดูหนาว (พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) สวนตั้งอยู่ติดกับปราสาทคานาซาวะ การเดินทางสามารถนั่งรถบัสจากสถานีคานาซาวะใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที
🏛️ ที่เที่ยว
หมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go) เป็นหมู่บ้านโบราณที่ตั้งอยู่ในจังหวัดกิฟุ ทางตอนกลางของญี่ปุ่น ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1995 ร่วมกับหมู่บ้าน Gokayama ในจังหวัดโทยามะ ภายใต้ชื่อ "Historic Villages of Shirakawa-go and Gokayama" เนื่องจากเป็นตัวแทนของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่หาดูได้ยากและยังคงสภาพสมบูรณ์ ลักษณะสถาปัตยกรรมที่ทำให้หมู่บ้านนี้มีชื่อเสียงคือบ้านทรงหลังคาแบบ Gassho-zukuri ซึ่งแปลตรงตัวว่า "ทรงมือพนม" เนื่องจากหลังคาที่มีความชันมากถึง 45-60 องศา มีลักษณะคล้ายมือสองข้างที่พนมเข้าหากัน การออกแบบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับน้ำหนักหิมะที่ตกหนักในช่วงฤดูหนาว ซึ่งพื้นที่นี้มีปริมาณหิมะสะสมสูงถึง 2-3 เมตรในบางปี บ้าน Gassho-zukuri สร้างขึ้นโดยไม่ใช้ตะปูเลย ใช้เพียงเชือกฟางและไม้ในการยึดโครงสร้างทั้งหมด ซึ่งเป็นเทคนิคที่ต้องใช้ความรู้และความชำนาญสูง การซ่อมแซมหลังคาแต่ละครั้งต้องใช้ฟางจำนวนมากและอาศัยแรงงานจากคนในชุมชนทั้งหมู่บ้านในการช่วยเปลี่ยนหลังคา ซึ่งยังคงเป็นธรรมเนียมที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน บ้านส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า 200-300 ปี และยังมีคนอาศัยอยู่จริงในปัจจุบัน บางหลังเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมวิถีชีวิตดั้งเดิม เช่น Wada House ซึ่งเป็นบ้านที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านและเคยเป็นที่อยู่ของหัวหน้าหมู่บ้าน ภายในจัดแสดงเครื่องมือทำการเกษตรและอุปกรณ์การเลี้ยงไหม ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านในอดีต ชั้นบนของบ้านที่มีหลังคาสูงถูกใช้เป็นที่เลี้ยงตัวไหมเนื่องจากมีการระบายอากาศที่ดี จุดชมวิวที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Shiroyama Viewpoint ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาเหนือหมู่บ้าน สามารถมองเห็นภาพรวมของหมู่บ้านทั้งหมดจากมุมสูง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่หิมะปกคลุมหลังคาบ้านทุกหลัง สร้างภาพที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก จุดชมวิวนี้สามารถเดินขึ้นไปได้ หรือนั่งรถบัสรับส่งที่จัดให้บริการในบางช่วงเวลา ในช่วงฤดูหนาวของทุกปี หมู่บ้านจะจัดงาน Light-up Festival ซึ่งเปิดไฟประดับหมู่บ้านในยามค่ำคืนเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ในเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ สร้างบรรยากาศที่งดงามเป็นพิเศษ แต่ต้องจองตั๋วล่วงหน้าเนื่องจากมีผู้สนใจจำนวนมาก การเดินทางมาชิราคาวาโกะสามารถนั่งรถบัสจากเมืองทาคายามะ (Takayama) ใช้เวลาประมาณ 50 นาที หรือจากนาโกย่าโดยรถบัส Nohi/Meitetsu ใช้เวลาประมาณ 2.5-3 ชั่วโมง หมู่บ้านไม่มีค่าเข้าชม แต่บ้านพิพิธภัณฑ์บางแห่งมีค่าเข้าชมประมาณ 300-500 เยน
คามิโกจิ (Kamikochi) เป็นหุบเขาที่ราบสูงธรรมชาติระดับพรีเมียมอันงดงามที่ตั้งอยู่ในเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นตอนเหนือ (Northern Japan Alps) ภายในอุทยานแห่งชาติชูบุซังงาคุ จังหวัดนากาโน ได้รับยกย่องว่าเป็น "มงกุฎแห่งเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น" เนื่องจากทัศนียภาพธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์งดงามอย่างเหลือเชื่อ น้ำในแม่น้ำอาซึสะ (Azusa River) ใสสะอาดราวกระจกสะท้อนและเย็นจัดตลอดปี และถูกโอบล้อมด้วยยอดเขาหินสูงชัน เช่น ยอดเขาโฮทากะ (Mt. Hotaka) ที่สูงกว่า 3,000 เมตร และภูเขาไฟยาเคดะเกะ (Mt. Yakedake) ที่ยังคุกรุ่น เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด คามิโกจิห้ามไม่ให้รถยนต์ส่วนบุคคลและรถทัวร์ทั่วไปวิ่งเข้าไปในพื้นที่เด็ดขาด นักท่องเที่ยวต้องเปลี่ยนมานั่งรถบัสอุทยานหรือแท็กซี่เฉพาะเท่านั้น จุดแลนด์มาร์กสำคัญคือ สะพานคัปปะ (Kappa Bridge) สะพานแขวนไม้ที่พาดผ่านแม่น้ำอาซึสะที่มีทิวเขาแอลป์หิมะปกคลุมยอดเป็นฉากหลัง เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยม ตลอดสองข้างทางมีทางเดินปูแผ่นไม้ระแนงชมธรรมชาติรอบบ่อน้ำไทโช (Taisho Pond) บึงน้ำธรรมชาติที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟที่มีต้นไม้แห้งยืนตายกลางน้ำส่งกลิ่นอายลึกลับสวยงาม และบ่อน้ำเมียวจิน (Myojin Pond) ที่มีความศักดิ์สิทธิ์และเงียบสงบ การเดินทาง: นั่งรถไฟจากโตเกียวลงที่สถานี Matsumoto Station จากนั้นต่อรถไฟสาย Alpico Matsumoto Line ลงที่สถานี Shin-Shimashima Station แล้วเปลี่ยนขึ้นรถบัสตรงมุ่งสู่ Kamikochi (ใช้เวลาเดินทางโดยรถบัสประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาที แนะนำให้ซื้อตั๋วรถบัสล่วงหน้า) เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการเฉพาะช่วงกลางเดือนเมษายนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายนของทุกปี (อุทยานจะปิดเส้นทางเดินรถและปิดให้บริการทั้งหมดในฤดูหนาวเนื่องจากหิมะตกหนาและอันตราย) ค่าเข้าชม: ฟรีค่าธรรมเนียมการเข้าสู่อุทยานแห่งชาติสาธารณะทั่วไป (นักท่องเที่ยวรับผิดชอบค่ารถบัสไป-กลับจากจุดเปลี่ยนรถ Sawando หรือ Hirayu ราคาประมาณ 2,400 - 2,800 เยนต่อคน)