🌸 เว็บรีวิวท่องเที่ยวญี่ปุ่น โดยคนไทย สำหรับคนไทย

สถานที่ทั้งหมด

ค้นพบสถานที่น่าสนใจทั่วญี่ปุ่น

พบ 289 สถานที่
ปราสาทโอซาก้า 🏛️ ที่เที่ยว
📍 โอซาก้า

ปราสาทโอซาก้า

ปราสาทที่งดงามสร้างปี 1583 โดย Toyotomi Hideyoshi ล้อมรอบด้วยคูน้ำสองชั้น มีพิพิธภัณฑ์ 8 ชั้นภายใน สวนซากุระกว่า 600 ต้นรอบปราสาท

สวนชิจูกุ เกียวเอน 🏛️ ที่เที่ยว
📍 โตเกียว

สวนชิจูกุ เกียวเอน

สวนชินจูกุ เกียวเอน (Shinjuku Gyoen National Garden) เป็นหนึ่งในสวนสาธารณะขนาดใหญ่และสวยงามที่สุดของกรุงโตเกียว ตั้งอยู่บริเวณเขตชินจูกุและชิบูย่า มีพื้นที่รวมกว่า 58.3 เฮกตาร์ เดิมเป็นที่ดินของตระกูลซามูไรในยุคเอโดะ ต่อมาถูกดัดแปลงเป็นสวนของราชวงศ์ในยุคเมจิ ก่อนจะเปิดเป็นสวนสาธารณะแห่งชาติให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมตั้งแต่ปี ค.ศ. 1949 จุดเด่นที่ทำให้สวนชินจูกุ เกียวเอนแตกต่างจากสวนญี่ปุ่นทั่วไปคือ การผสมผสานสวนสามรูปแบบไว้ในพื้นที่เดียวกัน ได้แก่ สวนภูมิทัศน์แบบฝรั่งเศส (French Formal Garden) ที่มีการจัดแปลงดอกไม้เป็นรูปทรงเรขาคณิตอย่างเป็นระเบียบ สวนภูมิทัศน์แบบอังกฤษ (English Landscape Garden) ที่มีสนามหญ้าโล่งกว้างและต้นไม้ใหญ่ และสวนญี่ปุ่นดั้งเดิม (Japanese Traditional Garden) ที่มีบ่อน้ำ สะพานไม้ และศาลาชมวิวตามแบบสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นโบราณ ในด้านพันธุ์ไม้ สวนนี้ขึ้นชื่อเรื่องต้นซากุระที่มีความหลากหลายมากกว่า 1,000 ต้น จากกว่า 65 สายพันธุ์ ทำให้ฤดูชมซากุระที่นี่ยาวนานกว่าที่อื่น เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมไปจนถึงปลายเดือนเมษายน โดยพันธุ์ Somei Yoshino สีขาวอมชมพูจะบานก่อน ตามด้วยพันธุ์ Yaezakura ดอกซ้อนสีชมพูเข้มที่บานทีหลังและบานได้นานกว่า นอกจากซากุระแล้ว สวนยังมีความสวยงามในทุกฤดูกาล ฤดูร้อนมีสนามหญ้าเขียวขจีให้นั่งพักผ่อน ฤดูใบไม้ร่วงมีต้นเมเปิ้ลและแปะก๊วยที่เปลี่ยนเป็นสีแดงและสีทอง และฤดูหนาวมีต้นสนเขียวตัดกับฟ้าใส ภายในสวนยังมีเรือนกระจก (Greenhouse) ขนาดใหญ่ที่ปลูกพืชเขตร้อนและกล้วยไม้หลากสายพันธุ์ เปิดให้เข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ข้อกำหนดที่สำคัญของสวนนี้คือ ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และห้ามเล่นกีฬาภายในสวน ทำให้บรรยากาศโดยรวมเงียบสงบและเหมาะสำหรับการพักผ่อนมากกว่าสวนสาธารณะทั่วไปอย่าง Ueno Park ที่อนุญาตให้จัดปาร์ตี้ฮานามิแบบดื่มสุราได้ ค่าเข้าชมสวนอยู่ที่ 500 เยนสำหรับผู้ใหญ่ เปิดให้บริการตั้งแต่ 9.00-16.00 น. (ปิดประตูเข้า 16.00 น. แต่อนุญาตให้อยู่ในสวนได้ถึง 16.30 น.) และปิดให้บริการในวันจันทร์ ยกเว้นช่วงฤดูซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีที่อาจเปิดทุกวัน การเดินทางสามารถเข้าทางประตู Shinjuku Gate ซึ่งใกล้กับสถานี Shinjuku Gyoenmae บนรถไฟใต้ดินสาย Marunouchi Line เพียงเดินไม่กี่นาที หรือเข้าทางประตู Okido Gate ใกล้สถานี Shinjuku San-chome สวนชินจูกุ เกียวเอนจึงเป็นสถานที่พักผ่อนใจกลางเมืองที่เหมาะสำหรับทุกฤดูกาล ทั้งสำหรับการปิกนิก เดินเล่น หรือถ่ายภาพธรรมชาติ การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินสาย Marunouchi Line ลงสถานี Shinjuku Gyoenmae Station แล้วเดินเท้าประมาณ 3 นาทีไปทางประตู Shinjuku Gate หรือสาย Fukutoshin Line ลงสถานี Shinjuku Sanchome แล้วเดินไปทางประตู Okido Gate

พิพิธภัณฑ์ทีมแล็บ ทีมเลสส์ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 โตเกียว

พิพิธภัณฑ์ทีมแล็บ ทีมเลสส์

teamLab Borderless เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะดิจิทัลแบบอินเตอร์แอคทีฟที่ก่อตั้งโดยกลุ่มศิลปินและนักออกแบบ teamLab จากญี่ปุ่น ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ Mori Building Digital Art Museum บนเกาะโอไดบะ (Odaiba) กรุงโตเกียว เปิดให้บริการตั้งแต่ปี ค.ศ. 2018 ที่เดิมในย่าน Toyosu ก่อนย้ายมาที่ Azabudai Hills ในปี ค.ศ. 2024 ซึ่งเป็นที่ตั้งปัจจุบัน แนวคิดหลักของ teamLab Borderless คือการสร้างพื้นที่ศิลปะที่ไม่มีขอบเขตระหว่างห้องต่างๆ งานศิลปะแต่ละชิ้นสามารถ "ไหล" ออกจากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่งได้ และตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของผู้ชมในแบบเรียลไทม์ ทำให้ไม่มีผู้ชมคนใดเห็นภาพเดียวกันซ้ำสองครั้ง เป็นการผสานเทคโนโลยีดิจิทัล แสง เสียง และการเคลื่อนไหวเข้ากับพื้นที่ทางกายภาพอย่างไร้รอยต่อ ห้องจัดแสดงที่มีชื่อเสียงที่สุดได้แก่ Forest of Resonating Lamps ห้องที่มีโคมไฟแก้วหลายร้อยดวงแขวนเป็นแถวยาว แต่ละดวงจะเปลี่ยนสีและส่งสัญญาณแสงไปยังโคมไฟดวงใกล้เคียงเมื่อมีคนเดินผ่าน สร้างคลื่นแสงที่กระจายไปทั่วทั้งห้องอย่างต่อเนื่อง อีกห้องที่โดดเด่นคือ Crystal World ที่เต็มไปด้วยแท่งแสง LED หลายหมื่นแท่งที่เปลี่ยนสีตามจังหวะดนตรี สร้างบรรยากาศคล้ายอยู่ในจักรวาลแห่งแสง ห้อง Athletics Forest เป็นโซนที่ออกแบบมาสำหรับครอบครัวและเด็ก มีการผสานองค์ประกอบของสนามเด็กเล่นเข้ากับงานศิลปะดิจิทัล เช่น ตาชั่งแสงที่เปลี่ยนสีตามน้ำหนัก หรือ Trampoline ที่มีภาพดิจิทัลตอบสนองต่อการกระโดด ส่วนห้อง En Tea House เป็นพื้นที่พักผ่อนที่เสิร์ฟชาในถ้วยพิเศษ เมื่อเทน้ำชาลงในถ้วย จะมีดอกไม้ดิจิทัลบานขึ้นรอบถ้วยบนโต๊ะ ตั๋วเข้าชม teamLab Borderless ต้องซื้อล่วงหน้าทางออนไลน์เท่านั้น ไม่มีจำหน่ายหน้างาน ราคาสำหรับผู้ใหญ่ประมาณ 3,200-3,800 เยน ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่จอง เนื่องจากความนิยมสูงมาก ตั๋วในวันหยุดและช่วงเทศกาลอาจขายหมดล่วงหน้าหลายสัปดาห์ ระยะเวลาที่ใช้ในการเดินชมทั้งหมดประมาณ 2-3 ชั่วโมง ข้อแนะนำสำหรับผู้เข้าชมคือควรสวมเสื้อผ้าสีขาวหรือสีอ่อน เนื่องจากภาพดิจิทัลจะ Projection ลงบนตัวผู้ชมด้วย ทำให้ภาพถ่ายดูสวยงามมากขึ้น บางโซนจำเป็นต้องถอดรองเท้าเนื่องจากพื้นเป็นกระจกสะท้อนหรือมีน้ำ จึงควรสวมถุงเท้าหรือเตรียมไว้ การเดินทางมา Azabudai Hills สามารถลงสถานีรถไฟใต้ดิน Kamiyacho หรือ Roppongi-itchome แล้วเดินต่อประมาณ 5 นาที teamLab Borderless จึงเป็นจุดหมายที่เหมาะสำหรับทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นคู่รัก ครอบครัวที่มีเด็ก หรือผู้ที่สนใจศิลปะและเทคโนโลยี เป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาได้จากพิพิธภัณฑ์รูปแบบดั้งเดิม การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินสาย Hibiya Line ลงสถานี Kamiyacho Station (ทางออก 5) แล้วเดินต่อประมาณ 5 นาที หรือสาย Nanboku/Oedo Line ลงสถานี Roppongi-itchome Station แล้วเดินต่อประมาณ 7 นาที

ป่าไผ่อาราชิยาม่า 🏛️ ที่เที่ยว
📍 เกียวโต

ป่าไผ่อาราชิยาม่า

ป่าไผ่อาราชิยาม่า (Arashiyama Bamboo Grove) เป็นหนึ่งในจุดถ่ายภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดของเกียวโต ตั้งอยู่ในเขตอาราชิยาม่าทางตะวันตกของเมือง เส้นทางเดินผ่านป่าไผ่มีความยาวประมาณ 500 เมตร เชื่อมระหว่างวัดเทนริวจิ (Tenryu-ji Temple) และศาลเจ้าโนโนะมิยะ (Nonomiya Shrine) ป่าไผ่แห่งนี้ประกอบด้วยต้นไผ่สายพันธุ์ Moso Bamboo ซึ่งเป็นไผ่ที่มีขนาดใหญ่และสูงที่สุดในญี่ปุ่น สามารถสูงได้ถึง 20-25 เมตร ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่และเรียงตัวกันแน่นจนปิดบังแสงแดดเกือบทั้งหมด เมื่อแสงแดดส่องผ่านใบไผ่ลงมาจะเกิดแสงสีเขียวอมเหลืองที่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้สถานที่นี้ได้รับความนิยมในการถ่ายภาพ นอกจากความสวยงามทางสายตา ป่าไผ่อาราชิยาม่ายังมีเอกลักษณ์ทางเสียง รัฐบาลญี่ปุ่นได้ขึ้นทะเบียนเสียงลมพัดผ่านป่าไผ่ที่นี่เป็นหนึ่งใน "100 เสียงแห่งญี่ปุ่นที่ควรอนุรักษ์" (Soundscapes of Japan) เนื่องจากเสียงที่เกิดจากลำไผ่เสียดสีกันเมื่อมีลมพัดมีความเป็นเอกลักษณ์และไม่สามารถหาได้จากที่อื่น บริเวณทางเข้าฝั่งหนึ่งของป่าไผ่ติดกับวัดเทนริวจิ ซึ่งเป็นวัดเซนที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1339 โดยโชกุน Ashikaga Takauji เพื่อรำลึกถึงจักรพรรดิ Go-Daigo ภายในวัดมีสวนแบบ Kare-sansui หรือสวนหินเซน และบ่อน้ำ Sogenchi Garden ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และทัศนียภาพของญี่ปุ่น ค่าเข้าชมสวนของวัดอยู่ที่ประมาณ 500 เยน อีกฝั่งของป่าไผ่เชื่อมต่อกับศาลเจ้าโนโนะมิยะ ซึ่งเป็นศาลเจ้าเล็กๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับวรรณกรรมคลาสสิกเรื่อง Tale of Genji ในอดีตเป็นสถานที่ที่เจ้าหญิงจะมาทำพิธีชำระล้างก่อนเข้ารับหน้าที่ในศาลเจ้าอิเสะ ปัจจุบันเป็นที่นิยมของคู่รักที่มาขอพรด้านความรัก การเดินทางมาป่าไผ่อาราชิยาม่าสามารถนั่งรถไฟสาย JR Sagano Line จากสถานีเกียวโต ลงที่สถานี Saga-Arashiyama ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที หรือนั่งรถไฟสาย Randen Tram ลงที่สถานี Arashiyama ก็ได้ ทั้งสองสถานีอยู่ใกล้กับทางเข้าป่าไผ่ ป่าไผ่อาราชิยาม่าไม่มีค่าเข้าชมและเปิดให้เดินผ่านได้ตลอดเวลา แต่ในช่วงเวลาทำการของวัดและศาลเจ้า (ประมาณ 8.00-17.00 น.) จะมีนักท่องเที่ยวหนาแน่นมาก ช่วงเวลาที่แนะนำในการมาเยือนคือช่วงเช้าตรู่ก่อน 8 โมง เพื่อหลีกเลี่ยงความแออัดและได้สัมผัสบรรยากาศที่เงียบสงบของป่าไผ่อย่างเต็มที่ บริเวณรอบๆ ยังมีร้านอาหาร ร้านชา และร้านขายของฝากมากมายที่เปิดให้บริการตลอดทั้งวัน การเดินทาง: นั่งรถไฟสาย JR Sagano Line จากสถานีเกียวโต ลงสถานี Saga-Arashiyama ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที หรือนั่งรถไฟ Randen Tram ลงสถานี Arashiyama ทั้งสองสถานีอยู่ใกล้กับทางเข้าป่าไผ่

สวนดอกไม้ ฟาร์ม โทมิตะ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 ฮอกไกโด

สวนดอกไม้ ฟาร์ม โทมิตะ

ฟาร์มโทมิตะ (Farm Tomita) เป็นฟาร์มลาเวนเดอร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในเมืองนากะฟุราโนะ (Nakafurano) จังหวัดฮอกไกโด ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1958 โดยตระกูลโทมิตะ ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกการปลูกลาเวนเดอร์เพื่อการค้าในประเทศญี่ปุ่น และเป็นฟาร์มที่ยังคงดำเนินกิจการมาจนถึงปัจจุบันโดยทายาทรุ่นที่สาม ฟาร์มโทมิตะมีพื้นที่ปลูกดอกไม้รวมกว่า 15 เฮกตาร์ แบ่งออกเป็นหลายโซน โซนที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Saika no Oka ซึ่งเป็นแปลงดอกไม้สีรุ้งที่ปลูกดอกไม้หลากสีเรียงเป็นแถบขนานกัน ได้แก่ ลาเวนเดอร์สีม่วง ป๊อปปี้สีแดงและส้ม คอสมอสสีชมพู และดอกคาโมมายล์สีขาว สร้างภาพแถบสีสันสดใสที่ทอดตัวไปบนเนินเขาคล้ายผ้าทอ ฤดูที่ลาเวนเดอร์บานสะพรั่งที่สุดคือช่วงกลางเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคมของทุกปี ในช่วงนี้ทุ่งลาเวนเดอร์จะเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มทั่วทั้งเนินเขา ส่งกลิ่นหอมของลาเวนเดอร์อบอวลไปทั่วบริเวณ เป็นภาพที่ได้รับความนิยมในการถ่ายภาพมากที่สุดของฮอกไกโดในช่วงฤดูร้อน นอกจากลาเวนเดอร์แล้ว ฟาร์มโทมิตะยังปลูกดอกไม้ตามฤดูกาลอื่นๆ อีกมากมาย ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนจะมีทุ่งดอกทิวลิปและไอริส ส่วนช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายนจะมีดอกซัลเวียสีแดงและดอกทานตะวันบาน ทำให้ฟาร์มแห่งนี้มีความสวยงามที่แตกต่างกันไปตลอดช่วงฤดูร้อนของฮอกไกโด ภายในฟาร์มมีร้านค้าและร้านอาหารหลายแห่ง โดยร้านที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Lavender Ice Cream Shop ที่จำหน่ายไอศกรีมรสลาเวนเดอร์สีม่วงซึ่งเป็นเมนูขึ้นชื่อ นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากลาเวนเดอร์ เช่น น้ำหอม สบู่ น้ำมันหอมระเหย และถุงหอมลาเวนเดอร์แห้ง ซึ่งเป็นของฝากที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว การเดินทางมาฟาร์มโทมิตะสามารถนั่งรถไฟสาย JR Furano Line จากสถานีฟุราโนะ (Furano Station) ลงที่สถานี Lavender Farm Station ซึ่งเป็นสถานีรถไฟที่เปิดให้บริการเฉพาะช่วงฤดูร้อน (ประมาณกลางเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนตุลาคม) จากสถานีเดินไปยังฟาร์มเพียง 7 นาที หรือสามารถนั่งรถไฟลงที่สถานี Naka-Furano แล้วเดินต่ออีกประมาณ 25 นาที ฟาร์มโทมิตะเปิดให้เข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เวลาเปิดให้บริการแตกต่างกันตามฤดูกาล โดยทั่วไปเปิดตั้งแต่ 8.30-17.00 น. ในช่วงฤดูร้อนอาจเปิดยาวถึง 18.00 น. ฟาร์มโทมิตะจึงเป็นจุดหมายที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่เดินทางมาฮอกไกโดในช่วงฤดูร้อน นอกจากฟาร์มโทมิตะแล้ว ตัวเมืองฟุราโนะยังเป็นที่ตั้งของไร่ไวน์ Furano Winery ที่ผลิตไวน์จากองุ่นที่ปลูกในพื้นที่ และยังเป็นจุดหมายปลายทางด้านสกีรีสอร์ตที่มีชื่อเสียงในช่วงฤดูหนาว ทำให้พื้นที่นี้มีความน่าสนใจตลอดทั้งปี ไม่ใช่เพียงช่วงฤดูดอกไม้บานเท่านั้น สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีเวลาจำกัด แนะนำให้จัดสรรเวลาอย่างน้อยครึ่งวันเพื่อเดินชมทุ่งดอกไม้ ชิมไอศกรีมและอาหารท้องถิ่น รวมถึงเลือกซื้อผลิตภัณฑ์แปรรูปจากลาเวนเดอร์เป็นของฝาก การเดินทาง: นั่งรถไฟ JR Furano Line ลงสถานี Lavender Field Station (เฉพาะช่วงฤดูร้อน ก.ค. - ส.ค.) หรือสถานี Nakafurano Station แล้วนั่งแท็กซี่ต่อประมาณ 10 นาที

สวนกวางนารา 🏛️ ที่เที่ยว
📍 นารา

สวนกวางนารา

สวนนารา (Nara Park) เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมืองนารา จังหวัดนารา มีพื้นที่ครอบคลุมกว่า 660 เฮกตาร์ เป็นที่ตั้งของวัดและศาลเจ้าสำคัญหลายแห่ง รวมถึงเป็นที่อยู่อาศัยของกวางป่าซิกะ (Sika Deer) ที่เดินอย่างเสรีกว่า 1,200 ตัว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้สวนนาราเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น กวางในสวนนาราได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น "สมบัติของชาติ" (National Treasure) ตามความเชื่อดั้งเดิมของศาสนาชินโต กวางถือเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นทูตของเทพเจ้า Kasuga ซึ่งเป็นเทพประจำศาลเจ้า Kasuga Taisha ตำนานเล่าว่าเทพเจ้า Takemikazuchi เสด็จมายังนาราโดยทรงกวางสีขาว ทำให้กวางในพื้นที่นี้ได้รับการคุ้มครองมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน นักท่องเที่ยวสามารถซื้อขนมสำหรับกวางที่เรียกว่า Shika Senbei ซึ่งเป็นข้าวเกรียบไม่ปรุงรสที่ทำขึ้นเฉพาะสำหรับกวาง จำหน่ายโดยร้านค้าที่ได้รับอนุญาตในราคาประมาณ 200 เยนต่อแพ็ค กวางในสวนนาราคุ้นเคยกับมนุษย์มากจนบางตัวจะโค้งคำนับเพื่อขอขนม ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ได้รับความนิยมในการถ่ายภาพ อย่างไรก็ตามนักท่องเที่ยวควรระมัดระวัง เนื่องจากกวางบางตัวอาจมีพฤติกรรมก้าวร้าวเมื่อต้องการอาหาร ภายในสวนนาราเป็นที่ตั้งของวัดโทไดจิ (Todai-ji) ซึ่งเป็นวัดที่มีอาคารไม้ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 752 เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไดบุตสึ (Daibutsu) ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น สูงประมาณ 15 เมตร น้ำหนักกว่า 500 ตัน ภายในอาคารยังมีเสาไม้ขนาดใหญ่ที่มีรูเจาะขนาดเท่ารูจมูกของพระพุทธรูป ตามความเชื่อว่าผู้ที่สามารถลอดผ่านรูนี้ได้จะได้รับพรให้มีสุขภาพแข็งแรงและตรัสรู้ในชาติหน้า อีกสถานที่สำคัญคือศาลเจ้า Kasuga Taisha ซึ่งมีเส้นทางเดินที่รายล้อมด้วยตะเกียงหินและตะเกียงทองสัมฤทธิ์กว่า 3,000 ดวง ซึ่งบางส่วนมีอายุมากกว่า 800 ปี ตะเกียงเหล่านี้จะถูกจุดไฟในช่วงเทศกาล Mantoro ปีละสองครั้ง สร้างบรรยากาศที่งดงามและลึกลับ สวนนารายังเป็นจุดชมซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีที่ได้รับความนิยม ในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนจะมีต้นซากุระบานทั่วสวน ส่วนช่วงเดือนพฤศจิกายนจะมีต้นเมเปิ้ลและแปะก๊วยเปลี่ยนเป็นสีแดงและสีทอง การเดินทางมาสวนนาราสะดวกมาก โดยนั่งรถไฟสาย JR Nara Line หรือ Kintetsu Nara Line จากเกียวโตหรือโอซาก้า ลงที่สถานี JR Nara หรือ Kintetsu Nara แล้วเดินต่ออีกประมาณ 5-15 นาที สวนนาราเปิดให้เข้าชมตลอดเวลาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่การเข้าชมพระพุทธรูปไดบุตสึในวัดโทไดจิมีค่าเข้าชม 600 เยน เปิด 7.30-17.30 น. ในฤดูร้อน และ 8.00-17.00 น. ในฤดูหนาว การเดินทาง: นั่งรถไฟ Kintetsu Nara Line ลงสถานี Kintetsu Nara Station แล้วเดินเท้าประมาณ 5 นาที หรือ JR Nara Line ลงสถานี Nara Station แล้วเดินประมาณ 20 นาที หรือนั่งรถบัสเมือง

เกาะมิยาจิมะ ศาลเจ้าอิซึกุชิมะ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 ฮิโรชิมา

เกาะมิยาจิมะ ศาลเจ้าอิซึกุชิมะ

ศาลเจ้าอิสึคุชิมะ (Itsukushima Shrine) ตั้งอยู่บนเกาะมิยาจิมะ (Miyajima) จังหวัดฮิโรชิมา เป็นหนึ่งในศาลเจ้าชินโตที่มีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่นและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1996 จุดเด่นที่ทำให้ศาลเจ้านี้มีชื่อเสียงไปทั่วโลกคือ ประตูโทริอิสีแดงขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในทะเล ซึ่งเป็นหนึ่งในสามทัศนียภาพที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น (Nihon Sankei) ร่วมกับ Matsushima และ Amanohashidate ศาลเจ้าอิสึคุชิมะมีประวัติยาวนานกว่า 1,400 ปี โดยมีการบันทึกครั้งแรกในปี ค.ศ. 593 รูปแบบสถาปัตยกรรมปัจจุบันถูกสร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1168 โดย Taira no Kiyomori ผู้นำตระกูล Taira ซึ่งมีอำนาจในยุคเฮอัน ลักษณะพิเศษของศาลเจ้าคือถูกสร้างบนเสาที่ปักลงบนพื้นทะเล ทำให้ในช่วงน้ำขึ้นตัวศาลเจ้าและประตูโทริอิจะดูเหมือนลอยอยู่บนผิวน้ำ ประตูโทริอิหลักมีความสูงประมาณ 16 เมตร สร้างจากไม้การบูร (Camphor Wood) ซึ่งทนทานต่อการกัดกร่อนของน้ำเค็ม ประตูปัจจุบันที่เห็นเป็นโครงสร้างที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1875 ซึ่งเป็นรุ่นที่ 8 ของประตูโทริอิที่ถูกสร้างขึ้นใหม่หลายครั้งตลอดประวัติศาสตร์ น้ำหนักของประตูทำให้สามารถยืนหยัดอยู่ได้โดยไม่ต้องใช้ฐานยึดในดิน เพียงอาศัยน้ำหนักของตัวเองในการทรงตัว ปรากฏการณ์ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาชมคือความแตกต่างระหว่างช่วงน้ำขึ้นและน้ำลง ในช่วงน้ำขึ้น ประตูโทริอิและศาลเจ้าจะดูเหมือนลอยอยู่บนทะเล สร้างภาพที่งดงามและเป็นที่นิยมในการถ่ายภาพมากที่สุด ส่วนในช่วงน้ำลง นักท่องเที่ยวสามารถเดินไปสัมผัสฐานของประตูโทริอิได้โดยตรงบนพื้นทรายที่โล่งออกมา ซึ่งเป็นอีกประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป นักท่องเที่ยวจึงควรตรวจสอบตารางน้ำขึ้นน้ำลงล่วงหน้าเพื่อวางแผนการมาเยือน นอกจากศาลเจ้าแล้ว เกาะมิยาจิมะยังเป็นที่อยู่อาศัยของกวางป่าซิกะที่เดินอย่างเสรีคล้ายกับที่นารา แต่มีจำนวนน้อยกว่า บนเกาะยังมีภูเขา Misen ซึ่งเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่มีกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไปยังยอดเขาเพื่อชมทัศนียภาพรอบเกาะ และมีวัด Daisho-in ซึ่งเป็นวัดพุทธนิกายชินงอนที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ การเดินทางมาเกาะมิยาจิมะ ต้องนั่งรถไฟสาย JR Sanyo Line จากสถานีฮิโรชิมา ลงที่สถานี Miyajimaguchi แล้วต่อเรือเฟอร์รี่ที่ดำเนินการโดย JR หรือ Miyajima Matsudai Kisen ใช้เวลาข้ามฟากประมาณ 10 นาที ค่าเรือประมาณ 200 เยน ค่าเข้าชมศาลเจ้าอิสึคุชิมะอยู่ที่ 300 เยน เปิดให้บริการตั้งแต่ 6.30-18.00 น. โดยเวลาเปิดปิดอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล เกาะมิยาจิมะจึงเป็นจุดหมายที่ผสมผสานความสวยงามทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมไว้ในที่เดียว การเดินทาง: นั่งรถไฟ JR Sanyo Line จากสถานี Hiroshima ลงสถานี Miyajimaguchi แล้วต่อเรือข้ามฟาก JR Ferry ใช้เวลา 10 นาที ถึงเกาะ Miyajima

วัดเซ็นโซจิ อาซากุซะ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 โตเกียว

วัดเซ็นโซจิ อาซากุซะ

เซ็นโซจิ อาซากุซะ (Senso-ji Asakusa) เป็นชื่อเรียกของวัดเซ็นโซจิที่ตั้งอยู่ในย่านอาซากุซะ ซึ่งเป็นชื่อที่นักท่องเที่ยวมักใช้เพื่อระบุตำแหน่งที่ตั้งของวัดให้ชัดเจน วัดแห่งนี้คือวัดพุทธที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงโตเกียว มีประวัติยาวนานกว่า 1,400 ปี นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 645 และเป็นศูนย์กลางของย่านอาซากุซะที่ยังคงรักษาบรรยากาศแบบโตเกียวยุคเก่าไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ย่านอาซากุซะรอบวัดเซ็นโซจิเป็นพื้นที่ที่สะท้อนวิถีชีวิตแบบเอโดะ (Edo) ได้ดีที่สุดในโตเกียว ตึกอาคารส่วนใหญ่ยังคงความสูงไม่เกิน 4-5 ชั้น แตกต่างจากย่านธุรกิจสมัยใหม่อย่างชินจูกุหรือชิบูย่า ถนนสายหลักที่นำไปสู่วัดคือถนน Nakamise Dori ความยาวประมาณ 250 เมตร มีร้านค้ากว่า 90 ร้านจำหน่ายสินค้าหัตถกรรม เครื่องประดับ ชุดยูกาตะ และอาหารว่างแบบดั้งเดิม อาคารสำคัญของวัดเริ่มจากประตู Kaminarimon หรือประตูสายฟ้า ที่มีโคมไฟกระดาษสีแดงขนาดใหญ่แขวนตรงกลาง จากนั้นเป็นถนน Nakamise นำไปสู่ประตู Hozomon ซึ่งเป็นประตูชั้นสองที่มีรูปปั้นเทพผู้พิทักษ์สององค์ ก่อนถึงวิหารหลัก Hondo ที่ประดิษฐานรูปปั้นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ด้านข้างมีเจดีย์ห้าชั้นสูง 53 เมตรซึ่งเป็นจุดสังเกตสำคัญของย่าน ในวันธรรมดาวัดเซ็นโซจิเปิดให้เข้าชมวิหารหลักตั้งแต่ 6.00 น. ส่วนวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์เปิดตั้งแต่ 6.30 น. ปิดเวลา 17.00 น. ทุกวัน แต่บริเวณลานวัดและประตูต่างๆ เปิดให้เข้าชมได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทำให้สามารถมาเยือนได้ทุกช่วงเวลาของวัน ช่วงเช้าตรู่ก่อน 7 โมงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการถ่ายภาพ เนื่องจากนักท่องเที่ยวยังน้อย และยังสามารถเห็นภาพพระสงฆ์ทำวัตรเช้าในวิหารหลัก ส่วนช่วงหลัง 17.00 น. ที่ร้านค้าบน Nakamise ปิดแล้ว วัดจะมีการเปิดไฟประดับบริเวณประตูและเจดีย์ สร้างบรรยากาศที่สวยงามแตกต่างจากกลางวัน นอกจากวัดแล้ว ย่านอาซากุซะยังมีสถานที่น่าสนใจใกล้เคียงอีกมาก เช่น Asakusa Culture Tourist Information Center ที่มีจุดชมวิวชั้น 8 สามารถมองเห็นวัดและตึก Tokyo Skytree ในมุมเดียวกัน หรือแม่น้ำสุมิดะที่มีเรือสำราญล่องไปยังโอไดบะ การเดินทางมาอาซากุซะสามารถใช้รถไฟใต้ดินสาย Ginza Line, Asakusa Line หรือ Tobu Skytree Line ลงที่สถานี Asakusa แล้วเดินเพียง 5 นาทีถึงประตู Kaminarimon เซ็นโซจิ อาซากุซะจึงเป็นจุดหมายที่ทุกคนที่มาเยือนโตเกียวควรมาสัมผัสบรรยากาศแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมที่หาได้ยากในเมืองใหญ่

พิพิธภัณฑ์ teamLab Planets 🏛️ ที่เที่ยว
📍 โตเกียว

พิพิธภัณฑ์ teamLab Planets

teamLab Planets TOKYO เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะดิจิทัลแบบอินเตอร์แอคทีฟ ตั้งอยู่ในย่านโทโยสุ (Toyosu) กรุงโตเกียว เปิดให้บริการในปี ค.ศ. 2018 โดยกลุ่มศิลปิน teamLab ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันที่สร้าง teamLab Borderless แต่ teamLab Planets มีแนวคิดที่แตกต่างออกไป โดยเน้นการให้ผู้ชมเดินเท้าเปล่าลุยน้ำและสัมผัสกับงานศิลปะโดยตรงผ่านประสาทสัมผัสทั้งร่างกาย จุดเด่นที่ทำให้ teamLab Planets แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะทั่วไปคือ ผู้เข้าชมต้องถอดรองเท้าและถุงเท้าตั้งแต่ทางเข้า เพื่อเดินผ่านพื้นที่จัดแสดงที่มีทั้งน้ำลึกระดับเข่าและพื้นผิวสัมผัสต่างๆ ทำให้ประสบการณ์การชมงานศิลปะกลายเป็นการมีส่วนร่วมทางกายภาพอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ใช่เพียงการมองดูเฉยๆ ห้องจัดแสดงที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Drawing on the Water Surface ซึ่งเป็นพื้นที่น้ำตื้นที่มีภาพปลาคาร์พดิจิทัลแหวกว่ายไปมา เมื่อผู้ชมเดินผ่าน ปลาเหล่านี้จะแตกกระจายเป็นดอกไม้ดิจิทัลที่บานออกรอบเท้า สร้างเอฟเฟกต์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามการเคลื่อนไหวของผู้ชม อีกห้องที่ได้รับความนิยมคือ Floating Flower Garden ห้องที่มีดอกไม้สดจริงนับพันดอกแขวนลงมาจากเพดาน ดอกไม้เหล่านี้จะถูกยกขึ้นและลงโดยอัตโนมัติตามการเคลื่อนไหวของผู้ชม ทำให้บางครั้งดอกไม้จะอยู่เหนือศีรษะ และบางครั้งจะลอยลงมาใกล้ใบหน้า สร้างบรรยากาศราวกับเดินอยู่ในสวนดอกไม้ที่มีชีวิต ห้อง Infinite Crystal Universe เป็นห้องที่ประกอบด้วยหลอด LED นับหมื่นดวงแขวนเป็นโครงสร้างสามมิติ แสงไฟจะเปลี่ยนสีและรูปแบบตามการเคลื่อนไหวและการสัมผัสของผู้ชมผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ สร้างความรู้สึกเหมือนอยู่ในจักรวาลที่เต็มไปด้วยดวงดาว เนื่องจากต้องเดินลุยน้ำ ผู้เข้าชมจึงควรเตรียมตัวด้วยการสวมกางเกงที่สามารถพับขาขึ้นได้ หรือสวมกางเกงขาสั้น พิพิธภัณฑ์มีจุดให้เช็ดเท้าและทำความสะอาดก่อนออกจากแต่ละโซน ใช้เวลาเดินชมทั้งหมดประมาณ 1.5-2 ชั่วโมง ตั๋วเข้าชมต้องซื้อล่วงหน้าทางออนไลน์เท่านั้น ราคาประมาณ 3,200-3,800 เยนสำหรับผู้ใหญ่ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่จอง เนื่องจากความนิยมสูง ตั๋วในช่วงวันหยุดอาจขายหมดล่วงหน้าหลายสัปดาห์ การเดินทางมา teamLab Planets สามารถนั่งรถไฟสาย Yurikamome หรือรถไฟใต้ดินสาย Yurakucho Line ลงที่สถานี Shin-Toyosu แล้วเดินต่ออีกประมาณ 3 นาที teamLab Planets จึงเป็นจุดหมายที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการประสบการณ์ศิลปะดิจิทัลที่แตกต่างจากการชมงานศิลปะแบบดั้งเดิมโดยสิ้นเชิง

ป่าไผ่ อาราชิยาม่า 🏛️ ที่เที่ยว
📍 เกียวโต

ป่าไผ่ อาราชิยาม่า

อาราชิยาม่า บัมบู โกรฟ (Arashiyama Bamboo Grove) คือเส้นทางเดินผ่านป่าไผ่ในเขตอาราชิยาม่า ทางตะวันตกของเกียวโต ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิทัศน์ธรรมชาติที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น เส้นทางหลักมีความยาวประมาณ 500 เมตร เชื่อมต่อระหว่างบริเวณวัดเทนริวจิและศาลเจ้าโนโนะมิยะ ไผ่ที่ปลูกในป่าแห่งนี้เป็นสายพันธุ์ Moso Bamboo (Phyllostachys edulis) ซึ่งเป็นไผ่สายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น สามารถเจริญเติบโตได้สูงถึง 20-25 เมตร และมีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วมาก ในบางช่วงสามารถเติบโตได้มากกว่า 1 เมตรต่อวัน ลำต้นไผ่ที่หนาแน่นและสูงทำให้เกิดเอฟเฟกต์การบังแสงที่สร้างบรรยากาศเฉพาะตัว คุณค่าทางวัฒนธรรมของป่าไผ่อาราชิยาม่าได้รับการยอมรับในระดับประเทศ โดยกระทรวงสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่นได้บรรจุเสียงลมพัดผ่านป่าไผ่นี้ไว้ในรายการ "100 Soundscapes of Japan" ซึ่งเป็นโครงการอนุรักษ์เสียงที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมของประเทศ เสียงที่เกิดจากการเสียดสีของลำไผ่เมื่อมีลมพัดถือเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางเสียงของญี่ปุ่น บริเวณทางเข้าด้านหนึ่งของป่าไผ่เชื่อมต่อกับวัดเทนริวจิ (Tenryu-ji) วัดเซนอันดับหนึ่งในห้าวัดเซนสำคัญของเกียวโต (Kyoto Gozan) ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1339 โดยโชกุน Ashikaga Takauji สวนของวัดที่เรียกว่า Sogenchi Garden ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์และทัศนียภาพพิเศษของญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในสวนเซนที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ อีกฝั่งของป่าไผ่เชื่อมต่อกับศาลเจ้าโนโนะมิยะ (Nonomiya Shrine) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในวรรณกรรมคลาสสิกเรื่อง Tale of Genji ในฐานะสถานที่ที่เจ้าหญิงในราชวงศ์ต้องมาทำพิธีชำระล้างก่อนเข้ารับหน้าที่ในศาลเจ้าอิเสะ ปัจจุบันศาลเจ้านี้เป็นที่นิยมของผู้ที่มาขอพรด้านความรักและการแต่งงาน นอกจากการเดินชมป่าไผ่แล้ว บริเวณใกล้เคียงยังมี Okochi Sanso Villa ซึ่งเป็นบ้านพักของนักแสดงภาพยนตร์ชื่อดังในอดีต ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีสวนญี่ปุ่นสวยงามและจุดชมวิวภูเขา Arashiyama การเดินทางมาป่าไผ่อาราชิยาม่าสะดวกที่สุดโดยนั่งรถไฟ JR Sagano Line จากสถานีเกียวโต ลงสถานี Saga-Arashiyama ใช้เวลาประมาณ 15 นาที หรือรถไฟ Randen Tram ลงสถานี Arashiyama ป่าไผ่ไม่มีค่าเข้าชมและเปิดให้เดินผ่านได้ตลอดเวลา แนะนำให้มาเยือนในช่วงเช้าตรู่ก่อน 8 โมงเพื่อหลีกเลี่ยงความแออัดของนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวที่มีเวลามากสามารถต่อกระเช้าลอยฟ้า Arashiyama Monkey Park Iwatayama จากบริเวณใกล้สะพาน Togetsukyo ขึ้นไปชมลิงป่าญี่ปุ่นและทัศนียภาพของเกียวโตจากมุมสูง ทำให้การมาเยือนป่าไผ่อาราชิยาม่าสามารถผสมผสานกับกิจกรรมอื่นๆ ได้อย่างหลากหลายในพื้นที่เดียวกัน

ทุ่งลาเวนเดอร์ ฟาร์มโทมิตะ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 ฮอกไกโด

ทุ่งลาเวนเดอร์ ฟาร์มโทมิตะ

ทุ่งลาเวนเดอร์ฟาร์มโทมิตะ (Farm Tomita Lavender Fields) เป็นส่วนหนึ่งของฟาร์มโทมิตะ ตั้งอยู่ในเมืองนากะฟุราโนะ จังหวัดฮอกไกโด ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกลาเวนเดอร์เพื่อการท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น ฟาร์มก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1958 และได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของฤดูร้อนในฮอกไกโด พื้นที่ปลูกลาเวนเดอร์หลักของฟาร์มโทมิตะมีชื่อว่า Saika no Oka ซึ่งหมายถึง "เนินดอกไม้สี่ฤดู" เป็นเนินเขาที่ปลูกดอกไม้หลากสีเรียงเป็นแถบขนานกันอย่างมีระเบียบ ได้แก่แถบลาเวนเดอร์สีม่วง แถบป๊อปปี้สีแดงและสีส้ม แถบดอกคาโมมายล์สีขาว และแถบดอกไม้สีเหลืองอย่างมาริโกลด์ การจัดเรียงสีดอกไม้เป็นแถบขนานบนพื้นเนินลาดเอียงทำให้เกิดภาพที่มีมิติคล้ายผ้าทอลายสีรุ้ง ฤดูที่ลาเวนเดอร์บานสะพรั่งที่สุดอยู่ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงพีคของฤดูร้อนในฮอกไกโด ในช่วงนี้อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20-25 องศาเซลเซียส เหมาะสำหรับการเดินเล่นกลางแจ้ง กลิ่นหอมของลาเวนเดอร์จะอบอวลไปทั่วทั้งพื้นที่ฟาร์ม นอกจาก Saika no Oka แล้ว ฟาร์มโทมิตะยังมีโซนอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น Traditional Lavender East ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกลาเวนเดอร์พันธุ์ดั้งเดิมที่ปลูกมาตั้งแต่ยุคก่อตั้งฟาร์ม และ Flower Field ซึ่งปลูกดอกไม้หมุนเวียนตามฤดูกาล ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนจะมีทุ่งทิวลิปและไอริส และในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายนจะมีดอกซัลเวียสีแดงสดและดอกทานตะวัน ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของฟาร์มโทมิตะคือ Lavender Soft Cream หรือไอศกรีมซอฟต์ครีมรสลาเวนเดอร์สีม่วงอ่อน ซึ่งทำจากน้ำมันลาเวนเดอร์ที่สกัดจากฟาร์มเอง มีรสชาติหอมละมุนไม่หวานจัด นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่นๆ เช่น น้ำหอมลาเวนเดอร์ สบู่ ถุงหอม และน้ำมันหอมระเหยที่ผลิตจากโรงกลั่นในฟาร์มเอง การเดินทางมาทุ่งลาเวนเดอร์ฟาร์มโทมิตะสะดวกที่สุดในช่วงฤดูร้อน โดยรถไฟสาย JR Furano Line จะเปิดสถานีพิเศษชื่อ Lavender Farm Station ซึ่งเปิดให้บริการเฉพาะช่วงกลางเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนตุลาคมเท่านั้น จากสถานีนี้เดินไปยังฟาร์มเพียง 7 นาที ในช่วงนอกฤดูสามารถลงที่สถานี Naka-Furano แล้วเดินต่ออีกประมาณ 25 นาที หรือใช้แท็กซี่ ฟาร์มโทมิตะเปิดให้เข้าชมฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เวลาเปิดให้บริการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล ช่วงฤดูร้อนเปิดประมาณ 8.30-18.00 น. ทุ่งลาเวนเดอร์ฟาร์มโทมิตะจึงเป็นจุดหมายที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่เดินทางมาฮอกไกโดในช่วงเดือนกรกฎาคม

บึงน้ำสีฟ้า ชิโรกาเนะ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 ฮอกไกโด

บึงน้ำสีฟ้า ชิโรกาเนะ

บึงสีฟ้าชิโรกาเนะ (Shirogane Blue Pond) เป็นบึงน้ำขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในเมืองบิเอะ จังหวัดฮอกไกโด ห่างจากตัวเมืองบิเอะประมาณ 20 นาทีโดยรถยนต์ บึงน้ำแห่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติแต่เกิดจากผลพวงของโครงการป้องกันภัยจากภูเขาไฟ Tokachidake ในปี ค.ศ. 1988 หลังจากภูเขาไฟ Tokachidake ปะทุในปี ค.ศ. 1988 รัฐบาลท้องถิ่นได้สร้างเขื่อนกั้นน้ำเพื่อป้องกันโคลนภูเขาไฟ (Lahar) ไม่ให้ไหลลงไปทำลายเมืองบิเอะ การกั้นน้ำนี้ทำให้น้ำจากแม่น้ำ Biei สะสมตัวในพื้นที่ลุ่มจนเกิดเป็นบึงน้ำขนาดเล็กขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ และต้นไม้ในป่าที่อยู่ในบริเวณนั้นก็จมอยู่ในน้ำ สีฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์ของบึงน้ำเกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่หาได้ยาก น้ำจากแม่น้ำ Biei มีแร่อะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ (Aluminum Hydroxide) ที่ละลายมาจากน้ำพุร้อนตามธรรมชาติในพื้นที่ภูเขาไฟ เมื่อแร่นี้สัมผัสกับน้ำเย็นจะเกิดการตกตะกอนเป็นอนุภาคขนาดเล็กที่กระจายตัวอยู่ในน้ำ อนุภาคเหล่านี้จะสะท้อนแสงสีน้ำเงินและทำให้แสงสีอื่นถูกดูดกลืน คล้ายกับปรากฏการณ์ที่ทำให้ท้องฟ้าเป็นสีฟ้า สีของน้ำในบึงไม่คงที่ และเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพอากาศ ปริมาณแร่ธาตุ และมุมของแสงอาทิตย์ ในบางวันน้ำอาจเป็นสีฟ้าอมเขียวเข้ม ในขณะที่บางวันอาจเป็นสีฟ้าอ่อนใกล้เคียงสีเทอร์ควอยซ์ ความไม่แน่นอนนี้ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนในต่างเวลากันจะได้เห็นภาพที่ไม่เหมือนกัน ต้นไม้ที่ยืนตายอยู่ในน้ำเป็นต้น Larch (เกียะ) ซึ่งเป็นไม้สนผลัดใบที่จมน้ำตายจากการสร้างเขื่อน แต่ลำต้นยังคงตั้งตระหง่านอยู่ สร้างความแตกต่างของสีระหว่างลำต้นสีเทาน้ำตาลกับน้ำสีฟ้าสด ทำให้ภาพถ่ายมีมิติและความน่าสนใจเป็นพิเศษ บึงสีฟ้าชิโรกาเนะมีชื่อเสียงไปทั่วโลกหลังจากถูกใช้เป็นภาพพื้นหลังในผลิตภัณฑ์ของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในปี ค.ศ. 2012 ทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศหลั่งไหลมาเยือนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ฤดูที่แนะนำในการมาเยือนคือฤดูใบไม้ร่วงช่วงเดือนตุลาคม เมื่อใบของต้นไม้รอบบึงเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองตัดกับน้ำสีฟ้า และฤดูหนาวช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคมที่บึงน้ำบางส่วนจะแข็งตัวและมีการเปิดไฟประดับยามค่ำคืน (Light-up) ทำให้น้ำที่ยังไม่แข็งตัวเรืองแสงสีฟ้าสวยงามเป็นพิเศษ การเดินทางมาบึงสีฟ้าชิโรกาเนะสามารถนั่งรถไฟมาลงสถานี Biei แล้วต่อแท็กซี่หรือรถเช่าประมาณ 20 นาที ไม่มีระบบขนส่งสาธารณะเข้าถึงโดยตรง บึงน้ำเปิดให้เข้าชมได้ตลอดเวลาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ในช่วง Light-up ฤดูหนาวอาจมีการจำกัดเวลาเข้าชมในช่วงค่ำ