🌸 เว็บรีวิวท่องเที่ยวญี่ปุ่น โดยคนไทย สำหรับคนไทย
🌸 รีวิวโดยคนไทย · อัปเดตทุกสัปดาห์

เที่ยวญี่ปุ่น
อย่าง Chill Chill

รวมรีวิวสถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร และที่พักทั่วญี่ปุ่น จากนักท่องเที่ยวชาวไทยตัวจริง

290+ สถานที่
43+ รีวิว
20 เมือง

เมืองยอดนิยม

เลือกเมืองที่คุณอยากไป แล้วค้นหาสถานที่น่าสนใจ

ดูทั้งหมด →

เที่ยวญี่ปุ่นตามฤดูกาล

ทุกฤดูมีเสน่ห์ที่ต่างกัน วางแผนให้ตรงกับช่วงที่คุณอยากไป

🌸

ฤดูใบไม้ผลิ

มีนาคม – พฤษภาคม
ซากุระบาน • ทิวลิป • อากาศเย็นสบาย

🎆

ฤดูร้อน

มิถุนายน – สิงหาคม
เทศกาลดอกไม้ไฟ • ทะเล • ฮาแนบิ

🍁

ฤดูใบไม้ร่วง

กันยายน – พฤศจิกายน
โคโยมิจิ • ใบไม้เปลี่ยนสี

❄️

ฤดูหนาว

ธันวาคม – กุมภาพันธ์
หิมะ • ออนเซ็น • อิลลูมิเนชั่น

สถานที่แนะนำ

คัดมาให้แล้ว สถานที่น่าไปที่ได้รับรีวิวดีที่สุด

ดูทั้งหมด →
ปราสาทโอซาก้า 🏛️ ที่เที่ยว ⭐ แนะนำ
📍 โอซาก้า

ปราสาทโอซาก้า

ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle) เป็นหนึ่งในปราสาทที่มีชื่อเสียงและเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของเมืองโอซาก้า สร้างขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1583 โดย Toyotomi Hideyoshi ผู้นำคนสำคัญในยุคเซ็นโกกุที่รวบรวมแผ่นดินญี่ปุ่นให้เป็นปึกแผ่น ปราสาทแห่งนี้มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองและการทหารของญี่ปุ่นมาหลายศตวรรษ ตัวปราสาทปัจจุบันที่เห็นเป็นอาคารที่สร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1931 เนื่องจากปราสาทเดิมถูกทำลายจากสงครามและไฟไหม้หลายครั้ง ตัวอาคารหลักสูง 5 ชั้นภายนอกแต่มี 8 ชั้นภายใน ผนังด้านนอกตกแต่งด้วยกระเบื้องสีทองและสีดำที่โดดเด่น ปัจจุบันชั้นต่างๆ ภายในปราสาทถูกดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงประวัติศาสตร์ของปราสาทและตัว Toyotomi Hideyoshi รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ ชุดเกราะซามูไร ดาบ และแผนภาพการรบในยุคนั้น ชั้นบนสุดหรือชั้นที่ 8 เป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพ 360 องศาของเมืองโอซาก้า ในวันที่อากาศดีจะสามารถมองเห็นไปได้ไกลถึงตึกสูงในย่านใจกลางเมือง ค่าเข้าชมตัวปราสาทอยู่ที่ 600 เยนสำหรับผู้ใหญ่ บริเวณรอบปราสาทเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Osaka Castle Park ครอบคลุมพื้นที่กว่า 105.6 เฮกตาร์ ภายในมีคูเมืองล้อมรอบปราสาทซึ่งยังคงสภาพเดิมจากยุคเอโดะ มีกำแพงหินขนาดใหญ่ที่ก่อด้วยหินขนาดมหึมาโดยไม่ใช้ปูน ซึ่งเป็นเทคนิคการก่อสร้างที่น่าทึ่งของยุคนั้น จุดที่มีชื่อเสียงเป็นพิเศษคือ Nishinomaru Garden สวนซากุระทางทิศตะวันตกของปราสาท ซึ่งปลูกต้นซากุระกว่า 600 ต้น ในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนของทุกปี ดอกซากุระจะบานสะพรั่งทั่วทั้งสวน ทำให้เป็นหนึ่งในจุดชมซากุระที่สวยงามที่สุดของโอซาก้า มีค่าเข้าชมสวนเพิ่มเติม 200 เยน นอกจากซากุระแล้ว สวนรอบปราสาทยังปลูกต้นบ๊วยกว่า 1,200 ต้นในบริเวณ Osaka Castle Plum Grove ซึ่งจะออกดอกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม และต้นแปะก๊วยที่ใบจะเปลี่ยนเป็นสีทองในช่วงเดือนพฤศจิกายน ทำให้ปราสาทโอซาก้าเป็นสถานที่ที่มีความสวยงามแตกต่างกันไปในแต่ละฤดูกาล การเดินทางมาปราสาทโอซาก้าสามารถใช้รถไฟใต้ดินสาย Tanimachi Line ลงที่สถานี Tanimachi 4-chome หรือสาย JR Loop Line ลงที่สถานี Osakajokoen แล้วเดินต่ออีกประมาณ 10-15 นาที ปราสาทเปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 9.00-17.00 น. ทุกวัน ยกเว้นช่วงปลายปีบางวัน บริเวณใกล้เคียงยังมี Osaka Museum of History ที่อยู่ตรงข้ามปราสาท ซึ่งจัดแสดงประวัติศาสตร์ของเมืองโอซาก้าตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงปัจจุบัน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาประวัติศาสตร์เพิ่มเติมหลังจากเยี่ยมชมปราสาท ปราสาทโอซาก้าจึงเป็นจุดหมายที่ผสมผสานทั้งประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และธรรมชาติเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

สวนชิจูกุ เกียวเอน 🏛️ ที่เที่ยว ⭐ แนะนำ
📍 โตเกียว

สวนชิจูกุ เกียวเอน

สวนชินจูกุ เกียวเอน (Shinjuku Gyoen National Garden) เป็นหนึ่งในสวนสาธารณะขนาดใหญ่และสวยงามที่สุดของกรุงโตเกียว ตั้งอยู่บริเวณเขตชินจูกุและชิบูย่า มีพื้นที่รวมกว่า 58.3 เฮกตาร์ เดิมเป็นที่ดินของตระกูลซามูไรในยุคเอโดะ ต่อมาถูกดัดแปลงเป็นสวนของราชวงศ์ในยุคเมจิ ก่อนจะเปิดเป็นสวนสาธารณะแห่งชาติให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมตั้งแต่ปี ค.ศ. 1949 จุดเด่นที่ทำให้สวนชินจูกุ เกียวเอนแตกต่างจากสวนญี่ปุ่นทั่วไปคือ การผสมผสานสวนสามรูปแบบไว้ในพื้นที่เดียวกัน ได้แก่ สวนภูมิทัศน์แบบฝรั่งเศส (French Formal Garden) ที่มีการจัดแปลงดอกไม้เป็นรูปทรงเรขาคณิตอย่างเป็นระเบียบ สวนภูมิทัศน์แบบอังกฤษ (English Landscape Garden) ที่มีสนามหญ้าโล่งกว้างและต้นไม้ใหญ่ และสวนญี่ปุ่นดั้งเดิม (Japanese Traditional Garden) ที่มีบ่อน้ำ สะพานไม้ และศาลาชมวิวตามแบบสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นโบราณ ในด้านพันธุ์ไม้ สวนนี้ขึ้นชื่อเรื่องต้นซากุระที่มีความหลากหลายมากกว่า 1,000 ต้น จากกว่า 65 สายพันธุ์ ทำให้ฤดูชมซากุระที่นี่ยาวนานกว่าที่อื่น เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมไปจนถึงปลายเดือนเมษายน โดยพันธุ์ Somei Yoshino สีขาวอมชมพูจะบานก่อน ตามด้วยพันธุ์ Yaezakura ดอกซ้อนสีชมพูเข้มที่บานทีหลังและบานได้นานกว่า นอกจากซากุระแล้ว สวนยังมีความสวยงามในทุกฤดูกาล ฤดูร้อนมีสนามหญ้าเขียวขจีให้นั่งพักผ่อน ฤดูใบไม้ร่วงมีต้นเมเปิ้ลและแปะก๊วยที่เปลี่ยนเป็นสีแดงและสีทอง และฤดูหนาวมีต้นสนเขียวตัดกับฟ้าใส ภายในสวนยังมีเรือนกระจก (Greenhouse) ขนาดใหญ่ที่ปลูกพืชเขตร้อนและกล้วยไม้หลากสายพันธุ์ เปิดให้เข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ข้อกำหนดที่สำคัญของสวนนี้คือ ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และห้ามเล่นกีฬาภายในสวน ทำให้บรรยากาศโดยรวมเงียบสงบและเหมาะสำหรับการพักผ่อนมากกว่าสวนสาธารณะทั่วไปอย่าง Ueno Park ที่อนุญาตให้จัดปาร์ตี้ฮานามิแบบดื่มสุราได้ ค่าเข้าชมสวนอยู่ที่ 500 เยนสำหรับผู้ใหญ่ เปิดให้บริการตั้งแต่ 9.00-16.00 น. (ปิดประตูเข้า 16.00 น. แต่อนุญาตให้อยู่ในสวนได้ถึง 16.30 น.) และปิดให้บริการในวันจันทร์ ยกเว้นช่วงฤดูซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีที่อาจเปิดทุกวัน การเดินทางสามารถเข้าทางประตู Shinjuku Gate ซึ่งใกล้กับสถานี Shinjuku Gyoenmae บนรถไฟใต้ดินสาย Marunouchi Line เพียงเดินไม่กี่นาที หรือเข้าทางประตู Okido Gate ใกล้สถานี Shinjuku San-chome สวนชินจูกุ เกียวเอนจึงเป็นสถานที่พักผ่อนใจกลางเมืองที่เหมาะสำหรับทุกฤดูกาล ทั้งสำหรับการปิกนิก เดินเล่น หรือถ่ายภาพธรรมชาติ

พิพิธภัณฑ์ทีมแล็บ ทีมเลสส์ 🏛️ ที่เที่ยว ⭐ แนะนำ
📍 โตเกียว

พิพิธภัณฑ์ทีมแล็บ ทีมเลสส์

teamLab Borderless เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะดิจิทัลแบบอินเตอร์แอคทีฟที่ก่อตั้งโดยกลุ่มศิลปินและนักออกแบบ teamLab จากญี่ปุ่น ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ Mori Building Digital Art Museum บนเกาะโอไดบะ (Odaiba) กรุงโตเกียว เปิดให้บริการตั้งแต่ปี ค.ศ. 2018 ที่เดิมในย่าน Toyosu ก่อนย้ายมาที่ Azabudai Hills ในปี ค.ศ. 2024 ซึ่งเป็นที่ตั้งปัจจุบัน แนวคิดหลักของ teamLab Borderless คือการสร้างพื้นที่ศิลปะที่ไม่มีขอบเขตระหว่างห้องต่างๆ งานศิลปะแต่ละชิ้นสามารถ "ไหล" ออกจากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่งได้ และตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของผู้ชมในแบบเรียลไทม์ ทำให้ไม่มีผู้ชมคนใดเห็นภาพเดียวกันซ้ำสองครั้ง เป็นการผสานเทคโนโลยีดิจิทัล แสง เสียง และการเคลื่อนไหวเข้ากับพื้นที่ทางกายภาพอย่างไร้รอยต่อ ห้องจัดแสดงที่มีชื่อเสียงที่สุดได้แก่ Forest of Resonating Lamps ห้องที่มีโคมไฟแก้วหลายร้อยดวงแขวนเป็นแถวยาว แต่ละดวงจะเปลี่ยนสีและส่งสัญญาณแสงไปยังโคมไฟดวงใกล้เคียงเมื่อมีคนเดินผ่าน สร้างคลื่นแสงที่กระจายไปทั่วทั้งห้องอย่างต่อเนื่อง อีกห้องที่โดดเด่นคือ Crystal World ที่เต็มไปด้วยแท่งแสง LED หลายหมื่นแท่งที่เปลี่ยนสีตามจังหวะดนตรี สร้างบรรยากาศคล้ายอยู่ในจักรวาลแห่งแสง ห้อง Athletics Forest เป็นโซนที่ออกแบบมาสำหรับครอบครัวและเด็ก มีการผสานองค์ประกอบของสนามเด็กเล่นเข้ากับงานศิลปะดิจิทัล เช่น ตาชั่งแสงที่เปลี่ยนสีตามน้ำหนัก หรือ Trampoline ที่มีภาพดิจิทัลตอบสนองต่อการกระโดด ส่วนห้อง En Tea House เป็นพื้นที่พักผ่อนที่เสิร์ฟชาในถ้วยพิเศษ เมื่อเทน้ำชาลงในถ้วย จะมีดอกไม้ดิจิทัลบานขึ้นรอบถ้วยบนโต๊ะ ตั๋วเข้าชม teamLab Borderless ต้องซื้อล่วงหน้าทางออนไลน์เท่านั้น ไม่มีจำหน่ายหน้างาน ราคาสำหรับผู้ใหญ่ประมาณ 3,200-3,800 เยน ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่จอง เนื่องจากความนิยมสูงมาก ตั๋วในวันหยุดและช่วงเทศกาลอาจขายหมดล่วงหน้าหลายสัปดาห์ ระยะเวลาที่ใช้ในการเดินชมทั้งหมดประมาณ 2-3 ชั่วโมง ข้อแนะนำสำหรับผู้เข้าชมคือควรสวมเสื้อผ้าสีขาวหรือสีอ่อน เนื่องจากภาพดิจิทัลจะ Projection ลงบนตัวผู้ชมด้วย ทำให้ภาพถ่ายดูสวยงามมากขึ้น บางโซนจำเป็นต้องถอดรองเท้าเนื่องจากพื้นเป็นกระจกสะท้อนหรือมีน้ำ จึงควรสวมถุงเท้าหรือเตรียมไว้ การเดินทางมา Azabudai Hills สามารถลงสถานีรถไฟใต้ดิน Kamiyacho หรือ Roppongi-itchome แล้วเดินต่อประมาณ 5 นาที teamLab Borderless จึงเป็นจุดหมายที่เหมาะสำหรับทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นคู่รัก ครอบครัวที่มีเด็ก หรือผู้ที่สนใจศิลปะและเทคโนโลยี เป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาได้จากพิพิธภัณฑ์รูปแบบดั้งเดิม

ป่าไผ่อาราชิยาม่า 🏛️ ที่เที่ยว ⭐ แนะนำ
📍 เกียวโต

ป่าไผ่อาราชิยาม่า

ป่าไผ่อาราชิยาม่า (Arashiyama Bamboo Grove) เป็นหนึ่งในจุดถ่ายภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดของเกียวโต ตั้งอยู่ในเขตอาราชิยาม่าทางตะวันตกของเมือง เส้นทางเดินผ่านป่าไผ่มีความยาวประมาณ 500 เมตร เชื่อมระหว่างวัดเทนริวจิ (Tenryu-ji Temple) และศาลเจ้าโนโนะมิยะ (Nonomiya Shrine) ป่าไผ่แห่งนี้ประกอบด้วยต้นไผ่สายพันธุ์ Moso Bamboo ซึ่งเป็นไผ่ที่มีขนาดใหญ่และสูงที่สุดในญี่ปุ่น สามารถสูงได้ถึง 20-25 เมตร ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่และเรียงตัวกันแน่นจนปิดบังแสงแดดเกือบทั้งหมด เมื่อแสงแดดส่องผ่านใบไผ่ลงมาจะเกิดแสงสีเขียวอมเหลืองที่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้สถานที่นี้ได้รับความนิยมในการถ่ายภาพ นอกจากความสวยงามทางสายตา ป่าไผ่อาราชิยาม่ายังมีเอกลักษณ์ทางเสียง รัฐบาลญี่ปุ่นได้ขึ้นทะเบียนเสียงลมพัดผ่านป่าไผ่ที่นี่เป็นหนึ่งใน "100 เสียงแห่งญี่ปุ่นที่ควรอนุรักษ์" (Soundscapes of Japan) เนื่องจากเสียงที่เกิดจากลำไผ่เสียดสีกันเมื่อมีลมพัดมีความเป็นเอกลักษณ์และไม่สามารถหาได้จากที่อื่น บริเวณทางเข้าฝั่งหนึ่งของป่าไผ่ติดกับวัดเทนริวจิ ซึ่งเป็นวัดเซนที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1339 โดยโชกุน Ashikaga Takauji เพื่อรำลึกถึงจักรพรรดิ Go-Daigo ภายในวัดมีสวนแบบ Kare-sansui หรือสวนหินเซน และบ่อน้ำ Sogenchi Garden ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และทัศนียภาพของญี่ปุ่น ค่าเข้าชมสวนของวัดอยู่ที่ประมาณ 500 เยน อีกฝั่งของป่าไผ่เชื่อมต่อกับศาลเจ้าโนโนะมิยะ ซึ่งเป็นศาลเจ้าเล็กๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับวรรณกรรมคลาสสิกเรื่อง Tale of Genji ในอดีตเป็นสถานที่ที่เจ้าหญิงจะมาทำพิธีชำระล้างก่อนเข้ารับหน้าที่ในศาลเจ้าอิเสะ ปัจจุบันเป็นที่นิยมของคู่รักที่มาขอพรด้านความรัก การเดินทางมาป่าไผ่อาราชิยาม่าสามารถนั่งรถไฟสาย JR Sagano Line จากสถานีเกียวโต ลงที่สถานี Saga-Arashiyama ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที หรือนั่งรถไฟสาย Randen Tram ลงที่สถานี Arashiyama ก็ได้ ทั้งสองสถานีอยู่ใกล้กับทางเข้าป่าไผ่ ป่าไผ่อาราชิยาม่าไม่มีค่าเข้าชมและเปิดให้เดินผ่านได้ตลอดเวลา แต่ในช่วงเวลาทำการของวัดและศาลเจ้า (ประมาณ 8.00-17.00 น.) จะมีนักท่องเที่ยวหนาแน่นมาก ช่วงเวลาที่แนะนำในการมาเยือนคือช่วงเช้าตรู่ก่อน 8 โมง เพื่อหลีกเลี่ยงความแออัดและได้สัมผัสบรรยากาศที่เงียบสงบของป่าไผ่อย่างเต็มที่ บริเวณรอบๆ ยังมีร้านอาหาร ร้านชา และร้านขายของฝากมากมายที่เปิดให้บริการตลอดทั้งวัน

สวนดอกไม้ ฟาร์ม โทมิตะ 🏛️ ที่เที่ยว ⭐ แนะนำ
📍 ฮอกไกโด

สวนดอกไม้ ฟาร์ม โทมิตะ

ฟาร์มโทมิตะ (Farm Tomita) เป็นฟาร์มลาเวนเดอร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในเมืองนากะฟุราโนะ (Nakafurano) จังหวัดฮอกไกโด ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1958 โดยตระกูลโทมิตะ ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกการปลูกลาเวนเดอร์เพื่อการค้าในประเทศญี่ปุ่น และเป็นฟาร์มที่ยังคงดำเนินกิจการมาจนถึงปัจจุบันโดยทายาทรุ่นที่สาม ฟาร์มโทมิตะมีพื้นที่ปลูกดอกไม้รวมกว่า 15 เฮกตาร์ แบ่งออกเป็นหลายโซน โซนที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Saika no Oka ซึ่งเป็นแปลงดอกไม้สีรุ้งที่ปลูกดอกไม้หลากสีเรียงเป็นแถบขนานกัน ได้แก่ ลาเวนเดอร์สีม่วง ป๊อปปี้สีแดงและส้ม คอสมอสสีชมพู และดอกคาโมมายล์สีขาว สร้างภาพแถบสีสันสดใสที่ทอดตัวไปบนเนินเขาคล้ายผ้าทอ ฤดูที่ลาเวนเดอร์บานสะพรั่งที่สุดคือช่วงกลางเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคมของทุกปี ในช่วงนี้ทุ่งลาเวนเดอร์จะเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มทั่วทั้งเนินเขา ส่งกลิ่นหอมของลาเวนเดอร์อบอวลไปทั่วบริเวณ เป็นภาพที่ได้รับความนิยมในการถ่ายภาพมากที่สุดของฮอกไกโดในช่วงฤดูร้อน นอกจากลาเวนเดอร์แล้ว ฟาร์มโทมิตะยังปลูกดอกไม้ตามฤดูกาลอื่นๆ อีกมากมาย ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนจะมีทุ่งดอกทิวลิปและไอริส ส่วนช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายนจะมีดอกซัลเวียสีแดงและดอกทานตะวันบาน ทำให้ฟาร์มแห่งนี้มีความสวยงามที่แตกต่างกันไปตลอดช่วงฤดูร้อนของฮอกไกโด ภายในฟาร์มมีร้านค้าและร้านอาหารหลายแห่ง โดยร้านที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Lavender Ice Cream Shop ที่จำหน่ายไอศกรีมรสลาเวนเดอร์สีม่วงซึ่งเป็นเมนูขึ้นชื่อ นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากลาเวนเดอร์ เช่น น้ำหอม สบู่ น้ำมันหอมระเหย และถุงหอมลาเวนเดอร์แห้ง ซึ่งเป็นของฝากที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว การเดินทางมาฟาร์มโทมิตะสามารถนั่งรถไฟสาย JR Furano Line จากสถานีฟุราโนะ (Furano Station) ลงที่สถานี Lavender Farm Station ซึ่งเป็นสถานีรถไฟที่เปิดให้บริการเฉพาะช่วงฤดูร้อน (ประมาณกลางเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนตุลาคม) จากสถานีเดินไปยังฟาร์มเพียง 7 นาที หรือสามารถนั่งรถไฟลงที่สถานี Naka-Furano แล้วเดินต่ออีกประมาณ 25 นาที ฟาร์มโทมิตะเปิดให้เข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เวลาเปิดให้บริการแตกต่างกันตามฤดูกาล โดยทั่วไปเปิดตั้งแต่ 8.30-17.00 น. ในช่วงฤดูร้อนอาจเปิดยาวถึง 18.00 น. ฟาร์มโทมิตะจึงเป็นจุดหมายที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่เดินทางมาฮอกไกโดในช่วงฤดูร้อน นอกจากฟาร์มโทมิตะแล้ว ตัวเมืองฟุราโนะยังเป็นที่ตั้งของไร่ไวน์ Furano Winery ที่ผลิตไวน์จากองุ่นที่ปลูกในพื้นที่ และยังเป็นจุดหมายปลายทางด้านสกีรีสอร์ตที่มีชื่อเสียงในช่วงฤดูหนาว ทำให้พื้นที่นี้มีความน่าสนใจตลอดทั้งปี ไม่ใช่เพียงช่วงฤดูดอกไม้บานเท่านั้น สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีเวลาจำกัด แนะนำให้จัดสรรเวลาอย่างน้อยครึ่งวันเพื่อเดินชมทุ่งดอกไม้ ชิมไอศกรีมและอาหารท้องถิ่น รวมถึงเลือกซื้อผลิตภัณฑ์แปรรูปจากลาเวนเดอร์เป็นของฝาก

สวนกวางนารา 🏛️ ที่เที่ยว ⭐ แนะนำ
📍 นารา

สวนกวางนารา

สวนนารา (Nara Park) เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมืองนารา จังหวัดนารา มีพื้นที่ครอบคลุมกว่า 660 เฮกตาร์ เป็นที่ตั้งของวัดและศาลเจ้าสำคัญหลายแห่ง รวมถึงเป็นที่อยู่อาศัยของกวางป่าซิกะ (Sika Deer) ที่เดินอย่างเสรีกว่า 1,200 ตัว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้สวนนาราเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น กวางในสวนนาราได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น "สมบัติของชาติ" (National Treasure) ตามความเชื่อดั้งเดิมของศาสนาชินโต กวางถือเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นทูตของเทพเจ้า Kasuga ซึ่งเป็นเทพประจำศาลเจ้า Kasuga Taisha ตำนานเล่าว่าเทพเจ้า Takemikazuchi เสด็จมายังนาราโดยทรงกวางสีขาว ทำให้กวางในพื้นที่นี้ได้รับการคุ้มครองมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน นักท่องเที่ยวสามารถซื้อขนมสำหรับกวางที่เรียกว่า Shika Senbei ซึ่งเป็นข้าวเกรียบไม่ปรุงรสที่ทำขึ้นเฉพาะสำหรับกวาง จำหน่ายโดยร้านค้าที่ได้รับอนุญาตในราคาประมาณ 200 เยนต่อแพ็ค กวางในสวนนาราคุ้นเคยกับมนุษย์มากจนบางตัวจะโค้งคำนับเพื่อขอขนม ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ได้รับความนิยมในการถ่ายภาพ อย่างไรก็ตามนักท่องเที่ยวควรระมัดระวัง เนื่องจากกวางบางตัวอาจมีพฤติกรรมก้าวร้าวเมื่อต้องการอาหาร ภายในสวนนาราเป็นที่ตั้งของวัดโทไดจิ (Todai-ji) ซึ่งเป็นวัดที่มีอาคารไม้ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 752 เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไดบุตสึ (Daibutsu) ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น สูงประมาณ 15 เมตร น้ำหนักกว่า 500 ตัน ภายในอาคารยังมีเสาไม้ขนาดใหญ่ที่มีรูเจาะขนาดเท่ารูจมูกของพระพุทธรูป ตามความเชื่อว่าผู้ที่สามารถลอดผ่านรูนี้ได้จะได้รับพรให้มีสุขภาพแข็งแรงและตรัสรู้ในชาติหน้า อีกสถานที่สำคัญคือศาลเจ้า Kasuga Taisha ซึ่งมีเส้นทางเดินที่รายล้อมด้วยตะเกียงหินและตะเกียงทองสัมฤทธิ์กว่า 3,000 ดวง ซึ่งบางส่วนมีอายุมากกว่า 800 ปี ตะเกียงเหล่านี้จะถูกจุดไฟในช่วงเทศกาล Mantoro ปีละสองครั้ง สร้างบรรยากาศที่งดงามและลึกลับ สวนนารายังเป็นจุดชมซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีที่ได้รับความนิยม ในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนจะมีต้นซากุระบานทั่วสวน ส่วนช่วงเดือนพฤศจิกายนจะมีต้นเมเปิ้ลและแปะก๊วยเปลี่ยนเป็นสีแดงและสีทอง การเดินทางมาสวนนาราสะดวกมาก โดยนั่งรถไฟสาย JR Nara Line หรือ Kintetsu Nara Line จากเกียวโตหรือโอซาก้า ลงที่สถานี JR Nara หรือ Kintetsu Nara แล้วเดินต่ออีกประมาณ 5-15 นาที สวนนาราเปิดให้เข้าชมตลอดเวลาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่การเข้าชมพระพุทธรูปไดบุตสึในวัดโทไดจิมีค่าเข้าชม 600 เยน เปิด 7.30-17.30 น. ในฤดูร้อน และ 8.00-17.00 น. ในฤดูหนาว

รีวิวล่าสุด

จากนักท่องเที่ยวไทยที่เพิ่งกลับมา

สมหญิง ท่องเที่ยว
11 มิ.ย. 2569
📍 วัดเซ็นโซจิ อาซากุซะ · โตเกียว
วัดเก่าแก่สวยงาม ต้องมาให้ได้
วัดเซ็นโซจิในย่านอาซากุสะเป็นสถานที่ที่ฉันมาทุกครั้งที่ไปโตเกียว ครั้งล่าสุดตั้งใจมาตอนเช้ามืดเป็นพิเศษ ตีห้าครึ่ง ตื่นแล้วเดินมาจากโรงแรมที่พักอยู่ในย่านอาซากุสะเหมือนกัน เดินประม...
วิชัย เที่ยวแล้วบอกต่อ
11 มิ.ย. 2569
📍 พิพิธภัณฑ์ teamLab Planets · โตเกียว
ประสบการณ์ที่ไม่มีที่อื่นเหมือน
teamLab Planets ที่ย่านโทโยชิ โตเกียว เป็นประสบการณ์ดิจิตัลอาร์ตที่ทำให้ผมตะลึงมากที่สุดในชีวิต ซื้อตั๋วล่วงหน้าสามสัปดาห์ทางออนไลน์ เพราะได้ยินว่าตั๋วขายหมดเร็วมาก ราคาผู้ใหญ่ประม...
นภาพร รักเที่ยว
11 มิ.ย. 2569
📍 ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ · เกียวโต
โทริอีสวยงามมากๆ ประทับใจสุดๆ
ฉันมาเยือนศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริเป็นครั้งแรก และตั้งใจมาตอนเช้ามืดเป็นพิเศษ ออกจากที่พักในเกียวโตตอนตีห้า นั่งรถไฟมาลงสถานีอินาริตอนห้าโมงครึ่ง พอเดินถึงบริเวณศาลเจ้า แทบไม่มีคนเลย ม...

ไปเที่ยวมาแล้ว? มาแชร์ประสบการณ์กัน!

รีวิวของคุณจะเป็นประโยชน์สำหรับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ

✍️ เขียนรีวิวเลย