เกี่ยวกับสถานที่
คามิโกจิ (Kamikochi) เป็นหุบเขาที่ราบสูงธรรมชาติระดับพรีเมียมอันงดงามที่ตั้งอยู่ในเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นตอนเหนือ (Northern Japan Alps) ภายในอุทยานแห่งชาติชูบุซังงาคุ จังหวัดนากาโน ได้รับยกย่องว่าเป็น "มงกุฎแห่งเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น" เนื่องจากทัศนียภาพธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์งดงามอย่างเหลือเชื่อ น้ำในแม่น้ำอาซึสะ (Azusa River) ใสสะอาดราวกระจกสะท้อนและเย็นจัดตลอดปี และถูกโอบล้อมด้วยยอดเขาหินสูงชัน เช่น ยอดเขาโฮทากะ (Mt. Hotaka) ที่สูงกว่า 3,000 เมตร และภูเขาไฟยาเคดะเกะ (Mt. Yakedake) ที่ยังคุกรุ่น
เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด คามิโกจิห้ามไม่ให้รถยนต์ส่วนบุคคลและรถทัวร์ทั่วไปวิ่งเข้าไปในพื้นที่เด็ดขาด นักท่องเที่ยวต้องเปลี่ยนมานั่งรถบัสอุทยานหรือแท็กซี่เฉพาะเท่านั้น จุดแลนด์มาร์กสำคัญคือ สะพานคัปปะ (Kappa Bridge) สะพานแขวนไม้ที่พาดผ่านแม่น้ำอาซึสะที่มีทิวเขาแอลป์หิมะปกคลุมยอดเป็นฉากหลัง เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยม ตลอดสองข้างทางมีทางเดินปูแผ่นไม้ระแนงชมธรรมชาติรอบบ่อน้ำไทโช (Taisho Pond) บึงน้ำธรรมชาติที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟที่มีต้นไม้แห้งยืนตายกลางน้ำส่งกลิ่นอายลึกลับสวยงาม และบ่อน้ำเมียวจิน (Myojin Pond) ที่มีความศักดิ์สิทธิ์และเงียบสงบ
การเดินทาง: นั่งรถไฟจากโตเกียวลงที่สถานี Matsumoto Station จากนั้นต่อรถไฟสาย Alpico Matsumoto Line ลงที่สถานี Shin-Shimashima Station แล้วเปลี่ยนขึ้นรถบัสตรงมุ่งสู่ Kamikochi (ใช้เวลาเดินทางโดยรถบัสประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาที แนะนำให้ซื้อตั๋วรถบัสล่วงหน้า)
เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการเฉพาะช่วงกลางเดือนเมษายนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายนของทุกปี (อุทยานจะปิดเส้นทางเดินรถและปิดให้บริการทั้งหมดในฤดูหนาวเนื่องจากหิมะตกหนาและอันตราย)
ค่าเข้าชม: ฟรีค่าธรรมเนียมการเข้าสู่อุทยานแห่งชาติสาธารณะทั่วไป (นักท่องเที่ยวรับผิดชอบค่ารถบัสไป-กลับจากจุดเปลี่ยนรถ Sawando หรือ Hirayu ราคาประมาณ 2,400 - 2,800 เยนต่อคน)
รีวิวจากนักท่องเที่ยว (2)
หุบเขาสวยที่สุดที่เคยไป
คามิโกจิเป็นหุบเขาอัลไพน์ที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นในความคิดของผม และการมาเยือนในเดือนตุลาคมทำให้ได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามมาก
เดินทางจากมัตสึโมะโตะโดยรถบัส Alpico เข้าสู่คามิโกจิซึ่งห้ามรถส่วนตัวเข้า ต้องเปลี่ยนมาขึ้นรถบัสหรือแท็กซี่ที่จุดจอด Sawando ใช้เวลาอีกประมาณสามสิบนาที
พอลงรถบัสที่ Kappa-bashi ฝันก็เป็นจริง หุบเขากว้างขวาง น้ำในแม่น้ำ Azusa ใสแจ๋วมองเห็นก้อนหินได้ถึงก้น สีฟ้าเขียว ริมน้ำมีต้นไม้สีแดงสดและส้มเหลืองสลับกับสีเขียวของสนและต้นไม้อื่นๆ ด้านหลังเป็นเทือกเขา Hotaka พุ่งขึ้นบนท้องฟ้าสีฟ้าเข้ม ทุกอย่างสมบูรณ์แบบมาก
เดินผ่านสะพาน Kappa-bashi สะพานแขวนไม้เก่าๆ ที่เชื่อมสองฝั่งแม่น้ำ วิวจากบนสะพานสวยงามมาก แล้วเดินต่อไปตามเส้นทางริมน้ำไปยัง Taisho Pond บึงน้ำที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟ ต้นไม้แห้งยืนอยู่ในน้ำสะท้อนภาพเทือกเขา Hotaka สวยงามราวภาพวาด
สัตว์ป่าที่คามิโกจิมีหลายชนิด ระหว่างเดินเจอลิงญี่ปุ่น Japanese Macaque ฝูงเล็กๆ นั่งอยู่ริมทาง ไม่กลัวคนเลย ถ่ายรูปได้อย่างใกล้ชิด
แนะนำมาช่วงต้นตุลาคมถึงต้นพฤศจิกายนสำหรับใบไม้เปลี่ยนสี หรือมาช่วงปลายเมษายนถึงพฤษภาคมสำหรับดอกไม้ฤดูใบไม้ผลิ คามิโกจิเป็นสถานที่ที่ฉันอยากกลับไปเยือนซ้ำทุกปี
คามิโกจิในฤดูกาลต่างๆ ก็สวยงามในแบบที่แตกต่างกัน ฤดูใบไม้ผลิเดือนพฤษภาคมดอกไม้บานสวยงาม ฤดูร้อนเขียวขจีและสดชื่น ฤดูใบไม้ร่วงสวยงามมากด้วยสีแดง ส้ม เหลือง และฤดูหนาวก็สวยแต่ปิดให้เที่ยวช่วงพฤศจิกายนถึงเมษายน ฉันพักที่โรงแรมในหุบเขา มีประวัติยาวนานและบรรยากาศดีมาก อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ที่มองวิวเขาออกไปนอกหน้าต่าง เป็นความทรงจำที่ไม่มีวันลืม คามิโกจิเป็นสถานที่ที่ฉันแนะนำให้ทุกคนมาเยือนสักครั้ง โดยเฉพาะคนที่รักธรรมชาติและการเดินป่า
คามิโกจิเป็นสถานที่ที่ฉันแนะนำสำหรับทุกคนที่รักธรรมชาติและการเดินป่า ไม่ต้องเป็นนักปีนเขาก็สามารถมาเพลิดเพลินกับทัศนียภาพอันงดงามได้ เส้นทางเดินรอบๆ Kappa-bashi และ Taisho Pond เป็นเส้นทางง่ายที่ทุกคนทำได้ บรรยากาศหุบเขาอัลไพน์ที่บริสุทธิ์และสะอาดจะทำให้คุณลืมความเหนื่อยล้าและรู้สึกสดชื่น คามิโกจิเป็นสุดยอดของธรรมชาติญี่ปุ่นที่ต้องไปสัมผัสให้ได้
ประสบการณ์การเดินทางครั้งนี้ทำให้ฉันตระหนักว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความงดงามและความลึกซึ้งทางวัฒนธรรมที่หาได้ยากมากในโลกสมัยใหม่ ทั้งความพิถีพิถัน ความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และความอบอุ่นของผู้คน ล้วนทำให้ทุกการเดินทางมายังญี่ปุ่นเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจและน่าจดจำ ฉันจึงมักแนะนำให้เพื่อนๆ ที่ยังไม่เคยไปญี่ปุ่นเร่งวางแผนไปสักครั้ง เพราะรับรองว่าจะไม่ผิดหวังเลย และใครที่เคยไปแล้วก็มักจะอยากกลับไปอีกเสมอ นั่นคือเสน่ห์ที่แท้จริงของญี่ปุ่นที่ทำให้ใครก็ตามที่ได้สัมผัสแล้วต้องติดใจ
หุบเขาสวยที่สุดที่เคยไป
คามิโกจิเป็นหุบเขาอัลไพน์ที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นในความคิดของผม และการมาเยือนในเดือนตุลาคมทำให้ได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามมาก
เดินทางจากมัตสึโมะโตะโดยรถบัส Alpico เข้าสู่คามิโกจิซึ่งห้ามรถส่วนตัวเข้า ต้องเปลี่ยนมาขึ้นรถบัสหรือแท็กซี่ที่จุดจอด Sawando ใช้เวลาอีกประมาณสามสิบนาที
พอลงรถบัสที่ Kappa-bashi ฝันก็เป็นจริง หุบเขากว้างขวาง น้ำในแม่น้ำ Azusa ใสแจ๋วมองเห็นก้อนหินได้ถึงก้น สีฟ้าเขียว ริมน้ำมีต้นไม้สีแดงสดและส้มเหลืองสลับกับสีเขียวของสนและต้นไม้อื่นๆ ด้านหลังเป็นเทือกเขา Hotaka พุ่งขึ้นบนท้องฟ้าสีฟ้าเข้ม ทุกอย่างสมบูรณ์แบบมาก
เดินผ่านสะพาน Kappa-bashi สะพานแขวนไม้เก่าๆ ที่เชื่อมสองฝั่งแม่น้ำ วิวจากบนสะพานสวยงามมาก แล้วเดินต่อไปตามเส้นทางริมน้ำไปยัง Taisho Pond บึงน้ำที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟ ต้นไม้แห้งยืนอยู่ในน้ำสะท้อนภาพเทือกเขา Hotaka สวยงามราวภาพวาด
สัตว์ป่าที่คามิโกจิมีหลายชนิด ระหว่างเดินเจอลิงญี่ปุ่น Japanese Macaque ฝูงเล็กๆ นั่งอยู่ริมทาง ไม่กลัวคนเลย ถ่ายรูปได้อย่างใกล้ชิด
แนะนำมาช่วงต้นตุลาคมถึงต้นพฤศจิกายนสำหรับใบไม้เปลี่ยนสี หรือมาช่วงปลายเมษายนถึงพฤษภาคมสำหรับดอกไม้ฤดูใบไม้ผลิ คามิโกจิเป็นสถานที่ที่ฉันอยากกลับไปเยือนซ้ำทุกปี
คามิโกจิในฤดูกาลต่างๆ ก็สวยงามในแบบที่แตกต่างกัน ฤดูใบไม้ผลิเดือนพฤษภาคมดอกไม้บานสวยงาม ฤดูร้อนเขียวขจีและสดชื่น ฤดูใบไม้ร่วงสวยงามมากด้วยสีแดง ส้ม เหลือง และฤดูหนาวก็สวยแต่ปิดให้เที่ยวช่วงพฤศจิกายนถึงเมษายน ฉันพักที่โรงแรมในหุบเขา มีประวัติยาวนานและบรรยากาศดีมาก อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ที่มองวิวเขาออกไปนอกหน้าต่าง เป็นความทรงจำที่ไม่มีวันลืม คามิโกจิเป็นสถานที่ที่ฉันแนะนำให้ทุกคนมาเยือนสักครั้ง โดยเฉพาะคนที่รักธรรมชาติและการเดินป่า
คามิโกจิเป็นสถานที่ที่ฉันแนะนำสำหรับทุกคนที่รักธรรมชาติและการเดินป่า ไม่ต้องเป็นนักปีนเขาก็สามารถมาเพลิดเพลินกับทัศนียภาพอันงดงามได้ เส้นทางเดินรอบๆ Kappa-bashi และ Taisho Pond เป็นเส้นทางง่ายที่ทุกคนทำได้ บรรยากาศหุบเขาอัลไพน์ที่บริสุทธิ์และสะอาดจะทำให้คุณลืมความเหนื่อยล้าและรู้สึกสดชื่น คามิโกจิเป็นสุดยอดของธรรมชาติญี่ปุ่นที่ต้องไปสัมผัสให้ได้
ประสบการณ์การเดินทางครั้งนี้ทำให้ฉันตระหนักว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความงดงามและความลึกซึ้งทางวัฒนธรรมที่หาได้ยากมากในโลกสมัยใหม่ ทั้งความพิถีพิถัน ความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และความอบอุ่นของผู้คน ล้วนทำให้ทุกการเดินทางมายังญี่ปุ่นเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจและน่าจดจำ ฉันจึงมักแนะนำให้เพื่อนๆ ที่ยังไม่เคยไปญี่ปุ่นเร่งวางแผนไปสักครั้ง เพราะรับรองว่าจะไม่ผิดหวังเลย และใครที่เคยไปแล้วก็มักจะอยากกลับไปอีกเสมอ นั่นคือเสน่ห์ที่แท้จริงของญี่ปุ่นที่ทำให้ใครก็ตามที่ได้สัมผัสแล้วต้องติดใจ