🌸 เว็บรีวิวท่องเที่ยวญี่ปุ่น โดยคนไทย สำหรับคนไทย

สถานที่ทั้งหมด

ค้นพบสถานที่น่าสนใจทั่วญี่ปุ่น

พบ 289 สถานที่
สวนกวางนารา 🏛️ ที่เที่ยว
📍 นารา

สวนกวางนารา

สวนนารา (Nara Park) เป็นพื้นที่สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองนารา อดีตเมืองหลวงแห่งแรกของญี่ปุ่นในยุค Nara Period (ค.ศ. 710-794) สวนแห่งนี้มีพื้นที่กว่า 660 เฮกตาร์ และเป็นที่ตั้งของกลุ่มอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO จุดที่ทำให้สวนนาราโดดเด่นที่สุดคือฝูงกวางป่าซิกะ (Sika Deer) จำนวนกว่า 1,200 ตัวที่อาศัยอยู่อย่างเสรีในพื้นที่สวน กวางเหล่านี้ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะ "สมบัติของชาติทางธรรมชาติ" (Natural Treasure) มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1957 ตามตำนานความเชื่อของศาสนาชินโต เทพเจ้า Takemikazuchi-no-Mikoto ได้เสด็จมายังนาราโดยทรงกวางสีขาว ทำให้กวางกลายเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้า Kasuga Taisha กวางในสวนนาราคุ้นเคยกับมนุษย์เป็นอย่างมาก เนื่องจากได้รับอาหารจากนักท่องเที่ยวมาเป็นเวลานาน ร้านค้าที่ได้รับอนุญาตจะจำหน่ายขนม Shika Senbei ซึ่งเป็นข้าวเกรียบไม่ปรุงรสที่ทำขึ้นเฉพาะสำหรับกวาง พฤติกรรมที่น่าสนใจคือกวางบางตัวจะโค้งคำนับก่อนรับขนม ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เรียนรู้จากการตอบสนองของนักท่องเที่ยว ภายในสวนนาราเป็นที่ตั้งของวัดโทไดจิ (Todai-ji) ซึ่งสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 752 ตามพระราชโองการของจักรพรรดิ Shomu เพื่อเป็นศูนย์กลางของวัดในเครือข่ายทั่วประเทศ อาคาร Daibutsuden หรือ "หอพระใหญ่" เป็นอาคารไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปไดบุตสึ ซึ่งเป็นรูปปั้นพระพุทธรูปไวโรจนะทองสัมฤทธิ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น อีกสถานที่สำคัญคือศาลเจ้า Kasuga Taisha ซึ่งก่อตั้งในปี ค.ศ. 768 มีเส้นทางเดินที่ประดับด้วยตะเกียงหินกว่า 2,000 ดวงและตะเกียงทองสัมฤทธิ์กว่า 1,000 ดวง บางส่วนมีอายุย้อนไปถึงยุค Heian ตะเกียงเหล่านี้จะถูกจุดในเทศกาล Mantoro ที่จัดขึ้นปีละสองครั้งในเดือนกุมภาพันธ์และสิงหาคม สวนนารายังเป็นจุดชมซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีที่สำคัญ ช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนซากุระจะบานทั่วสวน ส่วนช่วงเดือนพฤศจิกายนต้นเมเปิ้ลและแปะก๊วยจะเปลี่ยนเป็นสีแดงและทอง สร้างความสวยงามที่แตกต่างกันในแต่ละฤดูกาล การเดินทางมาสวนนาราสะดวกมากจากเกียวโตหรือโอซาก้า โดยนั่งรถไฟสาย JR Nara Line หรือ Kintetsu Nara Line ลงสถานี JR Nara หรือ Kintetsu Nara แล้วเดินต่ออีก 5-15 นาที สวนเปิดให้เข้าชมตลอดเวลาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ส่วนการเข้าชมพระพุทธรูปไดบุตสึมีค่าเข้าชม 600 เยน เปิด 7.30-17.30 น. ในฤดูร้อนและ 8.00-17.00 น. ในฤดูหนาว

อนุสรณ์สันติภาพ A-Bomb Dome 🏛️ ที่เที่ยว
📍 ฮิโรชิมา

อนุสรณ์สันติภาพ A-Bomb Dome

อนุสรณ์สถานสันติภาพฮิโรชิมา หรือ A-Bomb Dome (Genbaku Dome) เป็นซากอาคารที่ตั้งอยู่ในเมืองฮิโรชิมา ซึ่งรอดพ้นจากการถูกทำลายโดยสมบูรณ์เมื่อระเบิดปรมาณูถูกทิ้งลงเหนือเมืองในวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 อาคารนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1996 ในฐานะสัญลักษณ์แห่งสันติภาพและการต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ อาคารนี้เดิมมีชื่อว่า Hiroshima Prefectural Industrial Promotion Hall ออกแบบโดยสถาปนิกชาวเช็ก Jan Letzel สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1915 เพื่อใช้เป็นศูนย์จัดแสดงสินค้าและศิลปะ ตัวอาคารมีรูปแบบสถาปัตยกรรมยุโรปผสมกับองค์ประกอบบาโรก มีโดมเหล็กที่โดดเด่นอยู่ตรงกลาง ในวันที่ระเบิดปรมาณูถูกทิ้ง จุดศูนย์กลางการระเบิดอยู่สูงเหนืออาคารนี้ในระดับความสูงประมาณ 600 เมตร และอยู่ในแนวตรงเกือบเป็นแนวดิ่ง ทำให้แรงระเบิดที่กระทำต่ออาคารมาจากทิศทางด้านบนเป็นส่วนใหญ่ ส่งผลให้โครงสร้างกำแพงบางส่วนและโดมเหล็กยังคงตั้งอยู่ได้ แม้ว่าทุกคนที่อยู่ในอาคารขณะนั้นจะเสียชีวิตทันที หลังจากสงครามสิ้นสุดลง มีการถกเถียงกันอย่างมากว่าควรรื้อถอนซากอาคารนี้หรือไม่ เนื่องจากเป็นเครื่องเตือนความทรงจำที่เจ็บปวด แต่ในที่สุดเมืองฮิโรชิมาได้ตัดสินใจอนุรักษ์ไว้ในสภาพที่เป็นซากปรักหักพัง เพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนใจมนุษยชาติถึงผลกระทบของอาวุธนิวเคลียร์ และเริ่มมีการอนุรักษ์โครงสร้างอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1966 A-Bomb Dome ตั้งอยู่ในบริเวณ Hiroshima Peace Memorial Park ซึ่งเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นบนพื้นที่ที่เคยเป็นศูนย์กลางการค้าของเมืองก่อนสงคราม ภายในสวนมีอนุสรณ์สถานหลายแห่ง รวมถึง Cenotaph for the A-bomb Victims ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์ทรงโค้งที่ออกแบบให้มองเห็น A-Bomb Dome ผ่านซุ้มประตู และ Children's Peace Monument ที่อุทิศให้กับ Sadako Sasaki เด็กหญิงที่เสียชีวิตจากผลกระทบของรังสี ซึ่งเป็นที่มาของธรรมเนียมการพับนกกระเรียนกระดาษพันตัวเพื่อขอพร Hiroshima Peace Memorial Museum ที่อยู่ภายในสวนจัดแสดงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ภาพถ่าย และสิ่งของที่หลงเหลือจากเหตุการณ์ระเบิด รวมถึงคำบอกเล่าของผู้รอดชีวิต ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์อยู่ที่ 200 เยน เปิดให้บริการตั้งแต่ 8.30-18.00 น. ในฤดูร้อน และ 8.30-17.00 น. ในฤดูหนาว การเดินทางมา A-Bomb Dome สามารถนั่งรถรางสาย 2, 6 หรือ 1 จากสถานีฮิโรชิมา ลงป้าย Genbaku Dome-mae ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที ตัว A-Bomb Dome เปิดให้ชมจากภายนอกได้ตลอดเวลาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ไม่อนุญาตให้เข้าไปภายในซากอาคารเพื่อความปลอดภัย

เกาะมิยาจิมะ ศาลเจ้าอิซึกุชิมะ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 ฮิโรชิมา

เกาะมิยาจิมะ ศาลเจ้าอิซึกุชิมะ

ศาลเจ้าอิสึคุชิมะ มิยาจิมะ (Itsukushima Shrine, Miyajima) เป็นศาลเจ้าชินโตที่ตั้งอยู่บนเกาะมิยาจิมะ ในจังหวัดฮิโรชิมา ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1996 และถือเป็นหนึ่งในสามทัศนียภาพที่สวยที่สุดของญี่ปุ่นตามธรรมเนียม Nihon Sankei ที่กำหนดขึ้นในยุคเอโดะ ร่วมกับ Matsushima ในจังหวัดมิยางิ และ Amanohashidate ในจังหวัดเกียวโต จุดเด่นที่ทำให้ศาลเจ้านี้มีชื่อเสียงระดับโลกคือ ประตูโทริอิสีแดงขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในทะเล ห่างจากตัวศาลเจ้าประมาณ 200 เมตร ความสูงของประตูอยู่ที่ประมาณ 16 เมตร เทียบเท่าตึก 5 ชั้น สร้างจากไม้การบูรซึ่งมีความทนทานต่อสภาพอากาศทางทะเลและแมลง ประตูที่เห็นในปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 8 สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1875 โดยใช้เทคนิคการก่อสร้างที่ให้ตัวประตูยืนหยัดอยู่ได้ด้วยน้ำหนักของตัวเองโดยไม่ต้องฝังฐานลงดิน ศาลเจ้าอิสึคุชิมะมีประวัติยาวนานกว่า 1,400 ปี โดยมีบันทึกครั้งแรกในปี ค.ศ. 593 รูปแบบสถาปัตยกรรมที่เห็นในปัจจุบันได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1168 โดย Taira no Kiyomori ผู้นำที่มีอำนาจสูงสุดในยุคปลายเฮอัน ลักษณะเด่นคือการสร้างอาคารศาลเจ้าบนเสาที่ปักลงในทะเล ทำให้ตัวอาคารดูเหมือนลอยอยู่บนผิวน้ำเมื่อน้ำขึ้น ภายในศาลเจ้าประกอบด้วยอาคารหลักหลายส่วนเชื่อมต่อกันด้วยทางเดินไม้ยาวกว่า 275 เมตร ได้แก่ Honden (ศาลเจ้าหลัก) Haiden (ห้องสวดมนต์) และเวทีแสดง Noh ซึ่งเป็นเวทีการแสดงศิลปะดั้งเดิมที่ตั้งอยู่บนน้ำ ถือเป็นเวที Noh แห่งเดียวในญี่ปุ่นที่สร้างบนทะเล ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจที่สุดของศาลเจ้าคือความเปลี่ยนแปลงตามระดับน้ำทะเล ในช่วงน้ำขึ้น (Mansion) ระดับน้ำจะสูงขึ้นมาจนถึงเสาของอาคารศาลเจ้าและประตูโทริอิ ทำให้ดูเหมือนทั้งหมดลอยอยู่บนทะเล ส่วนในช่วงน้ำลง (Kanchō) น้ำจะลดลงจนเห็นพื้นทรายโดยรอบ นักท่องเที่ยวสามารถเดินไปสัมผัสฐานของประตูโทริอิได้โดยตรง ทั้งสองช่วงเวลาให้ประสบการณ์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เกาะมิยาจิมะยังเป็นที่อยู่อาศัยของกวางป่าซิกะที่เดินเสรีคล้ายที่นารา รวมถึงเป็นที่ตั้งของภูเขา Misen ภูเขาศักดิ์สิทธิ์สูง 535 เมตรที่มีกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไปชมทัศนียภาพ และวัด Daisho-in วัดพุทธนิกายชินงอนที่มีอายุกว่า 1,200 ปี ค่าเข้าชมศาลเจ้าอิสึคุชิมะอยู่ที่ 300 เยน เปิดให้บริการตั้งแต่ 6.30-18.00 น. โดยเวลาอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล การเดินทางต้องนั่งรถไฟ JR Sanyo Line จากฮิโรชิมาลงสถานี Miyajimaguchi แล้วต่อเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากใช้เวลาประมาณ 10 นาที ค่าเรือประมาณ 200 เยน

กระเช้าลอยฟ้าฮาโกเนะ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 นิกโก

กระเช้าลอยฟ้าฮาโกเนะ

กระเช้าลอยฟ้าฮาโกเนะ (Hakone Ropeway) เป็นระบบกระเช้าลอยฟ้าที่เชื่อมต่อระหว่างสถานี Sounzan และสถานี Togendai ในเมืองฮาโกเนะ จังหวัดคานางาวะ ครอบคลุมระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ผ่านพื้นที่ภูเขาไฟ Owakudani ซึ่งเป็นปล่องภูเขาไฟที่ยังมีกิจกรรมทางความร้อนใต้พิภพอยู่จนถึงปัจจุบัน กระเช้าลอยฟ้าฮาโกเนะเปิดให้บริการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางท่องเที่ยวแบบ Hakone Round Course ซึ่งเป็นเส้นทางที่ผสมผสานการเดินทางหลายรูปแบบ ได้แก่ รถไฟภูเขา (Hakone Tozan Railway) รถราง Cable Car กระเช้าลอยฟ้า และเรือโจรสลัด (Hakone Sightseeing Cruise) ที่ล่องในทะเลสาบ Ashinoko จุดสำคัญที่สุดบนเส้นทางคือ Owakudani ซึ่งแปลว่า "หุบเขาเดือดใหญ่" เป็นพื้นที่ที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟ Hakone เมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อน ปัจจุบันยังคงมีไอน้ำและก๊าซซัลเฟอร์พวยพุ่งออกมาจากพื้นดินอย่างต่อเนื่อง สร้างกลิ่นกำมะถันที่เป็นเอกลักษณ์และกลุ่มควันสีขาวที่ลอยขึ้นมาตลอดเวลา ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Owakudani คือ Kuro-tamago หรือ "ไข่ดำ" ซึ่งเป็นไข่ไก่ต้มในน้ำพุร้อนที่มีแร่ซัลเฟอร์และเหล็กสูง ทำให้เปลือกไข่เปลี่ยนเป็นสีดำ ตามความเชื่อพื้นบ้านกล่าวว่าการกินไข่ดำหนึ่งฟองจะช่วยเพิ่มอายุขัย 7 ปี ไข่ดำมีจำหน่ายเป็นชุดๆ ที่ร้านค้าบริเวณสถานี Owakudani ในวันที่อากาศแจ่มใส กระเช้าลอยฟ้าฮาโกเนะเป็นหนึ่งในจุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิที่ดีที่สุด เนื่องจากตำแหน่งที่สูงและมุมมองที่เปิดกว้างทำให้สามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิที่มีหิมะปกคลุมยอดได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่อากาศแห้งและท้องฟ้าใส ระบบกระเช้าใช้กระเช้าแบบ Gondola ขนาด 18 คนต่อตู้ ออกเดินทางทุก 1 นาที ทำให้ไม่ต้องรอนาน ระยะเวลาเดินทางจากสถานี Sounzan ถึง Togendai ใช้เวลาประมาณ 25-30 นาที ผ่านสถานีกลาง Owakudani ซึ่งผู้โดยสารสามารถลงเดินชมและกลับมาขึ้นกระเช้าต่อได้ ค่าโดยสารกระเช้าแบบเที่ยวเดียว Sounzan ถึง Togendai อยู่ที่ประมาณ 1,500 เยน แต่หากซื้อ Hakone Free Pass ซึ่งรวมการเดินทางทั้งหมดในพื้นที่ฮาโกเนะรวมถึงรถไฟจากโตเกียว จะมีราคาประมาณ 6,000 เยน และคุ้มค่ากว่าสำหรับนักท่องเที่ยวที่วางแผนเที่ยวฮาโกเนะแบบครบวงจรในหนึ่งวัน การเดินทางมาฮาโกเนะจากโตเกียวสามารถนั่งรถไฟ Odakyu Romancecar จากสถานี Shinjuku ลงสถานี Hakone-Yumoto ใช้เวลาประมาณ 85 นาที จากนั้นต่อรถไฟภูเขาและกระเช้าตามลำดับ กระเช้าลอยฟ้าเปิดให้บริการตั้งแต่ 9.00-17.00 น. ทุกวัน ยกเว้นในกรณีที่มีการตรวจพบระดับก๊าซซัลเฟอร์สูงเกินมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งอาจมีการปิดให้บริการบางช่วงเป็นการชั่วคราว

สวนเคนโรคุเอ็ง 🏛️ ที่เที่ยว
📍 มัตสึโมโต้

สวนเคนโรคุเอ็ง

สวนเคนโรคุเอ็ง (Kenroku-en Garden) เป็นสวนญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ในเมืองคานาซาวะ จังหวัดอิชิกาวะ ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสามสวนญี่ปุ่นที่สวยที่สุดของประเทศ (Japan's Three Great Gardens) ร่วมกับสวน Koraku-en ในเมืองโอคายาม่า และสวน Kairaku-en ในเมืองมิโตะ ชื่อ Kenroku-en มีความหมายว่า "สวนแห่งหกความงาม" ซึ่งหมายถึงคุณลักษณะหกประการที่สวนญี่ปุ่นชั้นเลิศควรมี ได้แก่ ความกว้างขวาง ความสงบเงียบ ความเป็นธรรมชาติ ความเก่าแก่ ลำธารที่ไหล และทัศนียภาพกว้างไกล สวนเคนโรคุเอ็งเริ่มสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1676 โดยตระกูล Maeda ซึ่งเป็นตระกูลไดเมียวที่มีอำนาจและความมั่งคั่งเป็นอันดับสองของญี่ปุ่นในยุคเอโดะ รองจากตระกูลโทคุงาวะ การก่อสร้างและปรับปรุงสวนใช้เวลาต่อเนื่องกันหลายชั่วอายุคนกว่า 200 ปี ทำให้สวนมีความซับซ้อนและสมบูรณ์แบบทั้งในด้านการออกแบบภูมิทัศน์และระบบชลประทาน ระบบน้ำของสวนเคนโรคุเอ็งถือเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่สำคัญ น้ำที่ไหลเข้าสวนมาจากแม่น้ำ Saigawa ผ่านคลองชลประทาน Tatsumi ซึ่งสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1632 มีความยาวกว่า 11 กิโลเมตร ระบบนี้ใช้หลักการแรงดันน้ำธรรมชาติในการสร้างน้ำพุ Kotoji-toro Fountain ซึ่งเป็นหนึ่งในน้ำพุที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นที่ยังทำงานได้โดยไม่ใช้เครื่องปั๊มไฟฟ้า สัญลักษณ์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของสวนคือ Kotoji-toro ตะเกียงหินสองขาที่ตั้งอยู่ริมบึง Kasumiga-ike ตะเกียงนี้มีรูปทรงที่ไม่เหมือนตะเกียงหินทั่วไป โดยมีขาสองข้างที่มีความยาวไม่เท่ากัน วางพาดอยู่บนริมบึงและในน้ำ ชื่อ Kotoji มาจากเครื่องดนตรี Koto ของญี่ปุ่น เนื่องจากรูปทรงของตะเกียงคล้ายกับสะพานรองสายของเครื่องดนตรีชนิดนี้ บึง Kasumiga-ike เป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในสวน มีเกาะเล็กๆ หลายเกาะที่จัดวางตามคติภูเขาในตำนานจีน รอบบึงมีต้นสนที่ถูกตัดแต่งและค้ำยันด้วยเชือกในรูปแบบ Yukizuri ซึ่งเป็นเทคนิคการป้องกันกิ่งไม้หักจากน้ำหนักหิมะในฤดูหนาว การติดตั้ง Yukizuri ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนของทุกปีถือเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นฤดูหนาวของคานาซาวะ สวนเคนโรคุเอ็งมีความสวยงามตลอดทั้งปี ฤดูใบไม้ผลิมีต้นซากุระกว่า 40 สายพันธุ์บานสะพรั่ง ฤดูร้อนมีความเขียวชอุ่มของต้นไม้ใหญ่ ฤดูใบไม้ร่วงมีต้นเมเปิ้ลเปลี่ยนสีแดงสด และฤดูหนาวมีหิมะปกคลุมต้นสนที่มี Yukizuri สร้างภาพที่มีชื่อเสียงในการถ่ายภาพมากที่สุด ค่าเข้าชมสวนอยู่ที่ 320 เยนสำหรับผู้ใหญ่ เปิดให้บริการตั้งแต่ 7.00-18.00 น. ในฤดูร้อน (มีนาคม-ตุลาคม) และ 8.00-17.00 น. ในฤดูหนาว (พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) สวนตั้งอยู่ติดกับปราสาทคานาซาวะ การเดินทางสามารถนั่งรถบัสจากสถานีคานาซาวะใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 ทาคายาม่า

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go) เป็นหมู่บ้านโบราณที่ตั้งอยู่ในจังหวัดกิฟุ ทางตอนกลางของญี่ปุ่น ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1995 ร่วมกับหมู่บ้าน Gokayama ในจังหวัดโทยามะ ภายใต้ชื่อ "Historic Villages of Shirakawa-go and Gokayama" เนื่องจากเป็นตัวแทนของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่หาดูได้ยากและยังคงสภาพสมบูรณ์ ลักษณะสถาปัตยกรรมที่ทำให้หมู่บ้านนี้มีชื่อเสียงคือบ้านทรงหลังคาแบบ Gassho-zukuri ซึ่งแปลตรงตัวว่า "ทรงมือพนม" เนื่องจากหลังคาที่มีความชันมากถึง 45-60 องศา มีลักษณะคล้ายมือสองข้างที่พนมเข้าหากัน การออกแบบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับน้ำหนักหิมะที่ตกหนักในช่วงฤดูหนาว ซึ่งพื้นที่นี้มีปริมาณหิมะสะสมสูงถึง 2-3 เมตรในบางปี บ้าน Gassho-zukuri สร้างขึ้นโดยไม่ใช้ตะปูเลย ใช้เพียงเชือกฟางและไม้ในการยึดโครงสร้างทั้งหมด ซึ่งเป็นเทคนิคที่ต้องใช้ความรู้และความชำนาญสูง การซ่อมแซมหลังคาแต่ละครั้งต้องใช้ฟางจำนวนมากและอาศัยแรงงานจากคนในชุมชนทั้งหมู่บ้านในการช่วยเปลี่ยนหลังคา ซึ่งยังคงเป็นธรรมเนียมที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน บ้านส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า 200-300 ปี และยังมีคนอาศัยอยู่จริงในปัจจุบัน บางหลังเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมวิถีชีวิตดั้งเดิม เช่น Wada House ซึ่งเป็นบ้านที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านและเคยเป็นที่อยู่ของหัวหน้าหมู่บ้าน ภายในจัดแสดงเครื่องมือทำการเกษตรและอุปกรณ์การเลี้ยงไหม ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านในอดีต ชั้นบนของบ้านที่มีหลังคาสูงถูกใช้เป็นที่เลี้ยงตัวไหมเนื่องจากมีการระบายอากาศที่ดี จุดชมวิวที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Shiroyama Viewpoint ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาเหนือหมู่บ้าน สามารถมองเห็นภาพรวมของหมู่บ้านทั้งหมดจากมุมสูง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่หิมะปกคลุมหลังคาบ้านทุกหลัง สร้างภาพที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก จุดชมวิวนี้สามารถเดินขึ้นไปได้ หรือนั่งรถบัสรับส่งที่จัดให้บริการในบางช่วงเวลา ในช่วงฤดูหนาวของทุกปี หมู่บ้านจะจัดงาน Light-up Festival ซึ่งเปิดไฟประดับหมู่บ้านในยามค่ำคืนเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ในเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ สร้างบรรยากาศที่งดงามเป็นพิเศษ แต่ต้องจองตั๋วล่วงหน้าเนื่องจากมีผู้สนใจจำนวนมาก การเดินทางมาชิราคาวาโกะสามารถนั่งรถบัสจากเมืองทาคายามะ (Takayama) ใช้เวลาประมาณ 50 นาที หรือจากนาโกย่าโดยรถบัส Nohi/Meitetsu ใช้เวลาประมาณ 2.5-3 ชั่วโมง หมู่บ้านไม่มีค่าเข้าชม แต่บ้านพิพิธภัณฑ์บางแห่งมีค่าเข้าชมประมาณ 300-500 เยน

คามิโกจิ หุบเขา Japan Alps 🏛️ ที่เที่ยว
📍 คาโนะซาวะ

คามิโกจิ หุบเขา Japan Alps

คามิโกจิ (Kamikochi) เป็นหุบเขาที่ราบสูงธรรมชาติระดับพรีเมียมอันงดงามที่ตั้งอยู่ในเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นตอนเหนือ (Northern Japan Alps) ภายในอุทยานแห่งชาติชูบุซังงาคุ จังหวัดนากาโน ได้รับยกย่องว่าเป็น "มงกุฎแห่งเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น" เนื่องจากทัศนียภาพธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์งดงามอย่างเหลือเชื่อ น้ำในแม่น้ำอาซึสะ (Azusa River) ใสสะอาดราวกระจกสะท้อนและเย็นจัดตลอดปี และถูกโอบล้อมด้วยยอดเขาหินสูงชัน เช่น ยอดเขาโฮทากะ (Mt. Hotaka) ที่สูงกว่า 3,000 เมตร และภูเขาไฟยาเคดะเกะ (Mt. Yakedake) ที่ยังคุกรุ่น เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด คามิโกจิห้ามไม่ให้รถยนต์ส่วนบุคคลและรถทัวร์ทั่วไปวิ่งเข้าไปในพื้นที่เด็ดขาด นักท่องเที่ยวต้องเปลี่ยนมานั่งรถบัสอุทยานหรือแท็กซี่เฉพาะเท่านั้น จุดแลนด์มาร์กสำคัญคือ สะพานคัปปะ (Kappa Bridge) สะพานแขวนไม้ที่พาดผ่านแม่น้ำอาซึสะที่มีทิวเขาแอลป์หิมะปกคลุมยอดเป็นฉากหลัง เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยม ตลอดสองข้างทางมีทางเดินปูแผ่นไม้ระแนงชมธรรมชาติรอบบ่อน้ำไทโช (Taisho Pond) บึงน้ำธรรมชาติที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟที่มีต้นไม้แห้งยืนตายกลางน้ำส่งกลิ่นอายลึกลับสวยงาม และบ่อน้ำเมียวจิน (Myojin Pond) ที่มีความศักดิ์สิทธิ์และเงียบสงบ การเดินทาง: นั่งรถไฟจากโตเกียวลงที่สถานี Matsumoto Station จากนั้นต่อรถไฟสาย Alpico Matsumoto Line ลงที่สถานี Shin-Shimashima Station แล้วเปลี่ยนขึ้นรถบัสตรงมุ่งสู่ Kamikochi (ใช้เวลาเดินทางโดยรถบัสประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาที แนะนำให้ซื้อตั๋วรถบัสล่วงหน้า) เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการเฉพาะช่วงกลางเดือนเมษายนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายนของทุกปี (อุทยานจะปิดเส้นทางเดินรถและปิดให้บริการทั้งหมดในฤดูหนาวเนื่องจากหิมะตกหนาและอันตราย) ค่าเข้าชม: ฟรีค่าธรรมเนียมการเข้าสู่อุทยานแห่งชาติสาธารณะทั่วไป (นักท่องเที่ยวรับผิดชอบค่ารถบัสไป-กลับจากจุดเปลี่ยนรถ Sawando หรือ Hirayu ราคาประมาณ 2,400 - 2,800 เยนต่อคน)

ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ ⛩️ วัด & ศาลเจ้า
📍 เกียวโต

ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ

ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ ไทฉะ (Fushimi Inari Taisha) เป็นศาลเจ้าชินโตที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองเกียวโต เชิงเขาอินาริยามะ ศาลเจ้านี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 711 เพื่อบูชาเทพอินาริ เทพแห่งข้าว ความอุดมสมบูรณ์ การค้า และธุรกิจ จึงเป็นที่นิยมของบรรดาพ่อค้านักธุรกิจชาวญี่ปุ่นที่มาขอพรให้กิจการเจริญรุ่งเรือง จุดที่ทำให้ฟุชิมิ อินาริโด่งดังไปทั่วโลกคือ เซ็มบงโทริอิ หรือประตูโทริอิสีแดงส้มหลายพันบานที่เรียงต่อกันเป็นอุโมงค์ยาวทอดตัวขึ้นไปตามเส้นทางบนภูเขาอินาริ ความสูงของภูเขาอยู่ที่ประมาณ 233 เมตร หากเดินขึ้นไปจนถึงยอดเขาจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง ระยะทางรวมไปกลับประมาณ 4 กิโลเมตร ประตูโทริอิแต่ละบานถูกบริจาคโดยบุคคลหรือบริษัทที่ต้องการขอพร โดยจะมีชื่อผู้บริจาคและวันที่บริจาคสลักอยู่ด้านหลังของเสาแต่ละบาน ตลอดเส้นทางเดินขึ้นเขาจะพบศาลเจ้าขนาดเล็กของเทพจิ้งจอก หรือ Kitsune กระจายอยู่เป็นระยะ ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าจิ้งจอกเป็นทูตของเทพอินาริ ทำหน้าที่สื่อสารระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า รูปปั้นจิ้งจอกหลายตัวจะมีลูกข้าวคาบอยู่ในปาก สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ บางตัวมีผ้าพันคอสีแดงผูกไว้ ซึ่งเป็นการแสดงความเคารพ จุดสำคัญตามเส้นทางได้แก่ Romon Gate ประตูใหญ่ทางเข้าหลักที่สร้างโดย Toyotomi Hideyoshi ในปี 1589 และ Honden หรือศาลเจ้าหลักที่ตั้งอยู่ด้านในสุด เมื่อเดินขึ้นไปถึงจุด Yotsutsuji ซึ่งอยู่ประมาณครึ่งทางของภูเขา จะพบจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพของเมืองเกียวโตได้อย่างกว้างไกล เป็นจุดพักที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมแวะถ่ายรูปและพักดื่มน้ำ ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ เปิดให้เข้าชมตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน และไม่มีค่าเข้าชม ทำให้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับงบประมาณมากที่สุดในเกียวโต การเดินทางสะดวกมาก โดยนั่งรถไฟสาย JR Nara Line จากสถานีเกียวโตเพียง 5 นาที ลงที่สถานี Inari ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับทางเข้าศาลเจ้าโดยตรง ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเยี่ยมชมคือช่วงเช้าตรู่ก่อน 8 โมงเช้า เพราะนักท่องเที่ยวยังไม่หนาแน่น ทำให้สามารถถ่ายภาพอุโมงค์โทริอิที่ปราศจากคนผู้คนได้ ส่วนช่วงเย็นและกลางคืนก็มีความสวยงามในแบบที่แตกต่าง เนื่องจากมีไฟส่องสว่างตามทางเดิน ทำให้บรรยากาศดูลึกลับและน่าค้นหา นอกจากศาลเจ้าแล้ว บริเวณรอบทางเข้ายังมีร้านค้าและร้านอาหารมากมายที่จำหน่ายอาหารท้องถิ่น เช่น Inari Sushi ข้าวห่อเต้าหู้ทอดที่ได้แรงบันดาลใจจากตำนานจิ้งจอก รวมถึงข้าวโพดย่างและไอศกรีมมัทฉะ ฟุชิมิ อินาริจึงเป็นจุดหมายที่เหมาะสำหรับทุกคน ทั้งผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ศาสนา ผู้ที่ชื่นชอบการเดินป่าเขา และผู้ที่ต้องการถ่ายภาพสถานที่ที่มีเอกลักษณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น การเดินทาง: นั่งรถไฟสาย JR Nara Line จากสถานีเกียวโต ลงที่สถานี Inari ใช้เวลาเพียง 5 นาที สถานีตั้งอยู่ตรงข้ามกับทางเข้าศาลเจ้าโดยตรง

วัดทองคำ คินคาคุจิ ⛩️ วัด & ศาลเจ้า
📍 เกียวโต

วัดทองคำ คินคาคุจิ

คินคาคุจิ (Kinkaku-ji) หรือที่รู้จักในชื่อ วัดทองคำ มีชื่อทางการว่า Rokuon-ji เป็นหนึ่งในวัดที่มีชื่อเสียงและเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของเมืองเกียวโต ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมือง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1994 ในฐานะส่วนหนึ่งของอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์แห่งเกียวโตโบราณ วัดนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1397 โดยโชกุน Ashikaga Yoshimitsu ผู้นำคนสำคัญในยุค Muromachi เดิมทีอาคารนี้ถูกสร้างเป็นที่พักผ่อนของโชกุน ก่อนจะถูกดัดแปลงเป็นวัดพุทธนิกายเซนหลังจากที่ Yoshimitsu เสียชีวิต ตามความประสงค์ของท่านเอง อาคารหลักของคินคาคุจิเป็นศาลาสามชั้น โดยชั้นที่สองและสามถูกปิดด้วยทองคำเปลวแท้ทั้งหมด สถาปัตยกรรมของแต่ละชั้นมีรูปแบบที่แตกต่างกัน ชั้นแรกสร้างในสไตล์ Shinden ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบขุนนางในยุคเฮอัน ชั้นที่สองสร้างในสไตล์ Buke หรือสไตล์นักรบซามูไร และชั้นที่สามสร้างในสไตล์ Zen Buddhist แสดงถึงการผสมผสานสถาปัตยกรรมสามยุคไว้ในอาคารเดียวกัน บนยอดหลังคาของคินคาคุจิมีรูปปั้นนกฟีนิกซ์ทองคำ (Hou-ou) ซึ่งเป็นสัตว์ในตำนานที่สื่อถึงความเป็นอมตะและสันติภาพ อาคารนี้เคยถูกวางเพลิงเผาทำลายในปี ค.ศ. 1950 โดยพระหนุ่มที่มีอาการทางจิต เหตุการณ์นี้เป็นแรงบันดาลใจให้นักเขียนชื่อดัง Yukio Mishima เขียนนวนิยายเรื่อง "The Temple of the Golden Pavilion" อาคารที่เห็นในปัจจุบันถูกสร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1955 และมีการบุทองคำเปลวใหม่อีกครั้งในปี ค.ศ. 1987 โดยใช้ทองคำเปลวที่มีความหนากว่าเดิมถึง 5 เท่า จุดเด่นอีกประการคือบ่อน้ำ Kyoko-chi หรือ "บ่อกระจกทอง" ซึ่งอยู่ด้านหน้าตัวอาคาร เมื่อน้ำในบ่อนิ่งจะสะท้อนภาพของวัดทองคำลงบนผิวน้ำอย่างชัดเจน สร้างภาพสะท้อนที่สมมาตรและสวยงาม ภายในบ่อมีเกาะเล็กๆ หลายเกาะที่จัดวางตามหลักภูมิทัศน์แบบญี่ปุ่นโบราณ สวนรอบวัดเป็นสวนภูมิทัศน์แบบ Muromachi ซึ่งเน้นการจัดวางหิน ต้นไม้ และน้ำให้เป็นไปตามธรรมชาติ มีต้นสนพันธุ์ Rikushu-no-Matsu ที่ถูกตัดแต่งให้มีรูปทรงคล้ายเรือ ซึ่งมีอายุมากกว่า 600 ปี เส้นทางเดินชมวัดถูกกำหนดให้เดินไปในทิศทางเดียวผ่านจุดชมวิวต่างๆ รอบบ่อน้ำ ค่าเข้าชมคินคาคุจิอยู่ที่ 500 เยนสำหรับผู้ใหญ่ เปิดให้บริการตั้งแต่ 9.00-17.00 น. ทุกวันไม่มีวันหยุด การเดินทางสามารถนั่งรถบัสจากสถานีเกียวโตสาย 101 หรือ 205 ลงป้าย Kinkakuji-michi แล้วเดินต่ออีกประมาณ 5 นาที ช่วงเวลาที่แนะนำคือช่วงเช้าก่อน 10 โมง เนื่องจากแสงแดดยามเช้าจะส่องกระทบทองคำทำให้เกิดประกายแสงสวยงามเป็นพิเศษ และยังหลีกเลี่ยงความแออัดของนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงสาย คินคาคุจิจึงเป็นจุดหมายที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่มาเยือนเกียวโต การเดินทาง: นั่งรถบัส Kyoto City Bus สาย 101 หรือ 205 จากสถานีเกียวโต ลงป้าย Kinkakuji-michi แล้วเดินต่อประมาณ 5 นาที

ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ ⛩️ วัด & ศาลเจ้า
📍 เกียวโต

ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ

ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ ไทฉะ (Fushimi Inari Taisha) เป็นศาลเจ้าประธานของเทพอินาริ (Inari) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งข้าว การเกษตร และความอุดมสมบูรณ์ในศาสนาชินโต ศาลเจ้านี้เป็นต้นแบบของศาลเจ้าอินาริทั่วประเทศญี่ปุ่นกว่า 30,000 แห่ง ทำให้มีความสำคัญทางศาสนาในระดับสูงสุด ตั้งอยู่ที่เชิงเขาอินาริยามะ ทางตอนใต้ของเกียวโต ประวัติของศาลเจ้าย้อนไปถึงปี ค.ศ. 711 ในสมัยจักรพรรดิ Wado โดยตระกูล Hata ซึ่งเป็นตระกูลที่มีอำนาจในยุคนั้น ตลอดประวัติศาสตร์ ศาลเจ้าได้รับการอุปถัมภ์จากทั้งราชวงศ์และพ่อค้าที่ต้องการขอพรให้กิจการเจริญรุ่งเรือง ทำให้มีการบริจาคประตูโทริอิอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน สัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของศาลเจ้าคือ เซ็มบงโทริอิ (Senbon Torii) หรือ "โทริอิพันบาน" ซึ่งเป็นเส้นทางประตูโทริอิสีแดงส้มที่เรียงต่อกันเป็นอุโมงค์ทอดยาวขึ้นไปตามภูเขาอินาริ สีแดงส้มของโทริอิเรียกว่าสี Shuiro ซึ่งในความเชื่อชินโตถือเป็นสีที่ป้องกันสิ่งชั่วร้ายและเป็นสัญลักษณ์ของพลังชีวิต แต่ละประตูโทริอิจะมีการสลักชื่อผู้บริจาคและวันที่บริจาคไว้ที่เสาด้านหลัง การบริจาคโทริอิยังคงเป็นธรรมเนียมที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยราคาบริจาคขึ้นอยู่กับขนาดของประตู เริ่มตั้งแต่ประมาณ 400,000 เยนสำหรับขนาดเล็กไปจนถึงกว่า 1 ล้านเยนสำหรับขนาดใหญ่ ตามเส้นทางขึ้นเขาจะพบศาลเจ้าย่อยนับร้อยแห่งที่เรียกว่า Otsuka ซึ่งเป็นศาลเจ้าส่วนบุคคลที่ผู้คนสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพอินาริในแบบของตนเอง แต่ละแห่งมักมีรูปปั้นจิ้งจอกคู่หนึ่งคาบกุญแจ ลูกแก้ว หรือข้าวอยู่ในปาก ซึ่งสื่อถึงสัญลักษณ์ต่างๆ ของความอุดมสมบูรณ์ ยอดเขาอินาริมีความสูง 233 เมตร การเดินขึ้นจากเชิงเขาถึงยอดใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง ตลอดเส้นทางมีจุดพักหลายแห่งที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นเมืองเกียวโตจากมุมสูง ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ ไม่มีค่าเข้าชมและเปิดให้เข้าชมตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ทำให้สามารถมาเยือนได้ทุกช่วงเวลา การเดินทางสะดวกมากโดยนั่งรถไฟสาย JR Nara Line จากสถานีเกียวโต ลงที่สถานี Inari ซึ่งใช้เวลาเพียง 5 นาที และสถานีตั้งอยู่ตรงข้ามกับทางเข้าศาลเจ้าโดยตรง ทำให้ฟุชิมิ อินาริเป็นหนึ่งในจุดหมายที่เข้าถึงง่ายที่สุดในเกียวโต นอกจากความสำคัญทางศาสนาแล้ว ฟุชิมิ อินาริยังเป็นสถานที่ที่ปรากฏในภาพยนตร์และซีรีส์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลายเรื่อง ทำให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ช่วงเวลาที่แนะนำสำหรับการมาเยือนคือเช้าตรู่ก่อน 8 โมงเช้า เพื่อหลีกเลี่ยงความแออัดของนักท่องเที่ยวและได้สัมผัสบรรยากาศที่เงียบสงบของอุโมงค์โทริอิอย่างเต็มที่ บริเวณรอบทางเข้ายังมีร้านอาหารท้องถิ่นที่จำหน่าย Inari Sushi ซึ่งเป็นอาหารที่มีความเกี่ยวข้องกับตำนานของเทพอินาริและจิ้งจอกโดยตรง

วัดทองคำ คินคาคุจิ ⛩️ วัด & ศาลเจ้า
📍 เกียวโต

วัดทองคำ คินคาคุจิ

คินคาคุจิ (Kinkaku-ji) วัดทองคำ เป็นชื่อเรียกทั่วไปของวัด Rokuon-ji ซึ่งเป็นวัดในนิกายเซน Rinzai ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกียวโต ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1994 ในฐานะส่วนหนึ่งของอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์แห่งเกียวโตโบราณ ร่วมกับวัดและศาลเจ้าสำคัญอีกหลายแห่ง จุดเริ่มต้นของวัดนี้มาจากการที่โชกุน Ashikaga Yoshimitsu สร้างคฤหาสน์พักผ่อนขึ้นในปี ค.ศ. 1397 หลังจากท่านเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1408 ตามความประสงค์ของท่าน คฤหาสน์ถูกดัดแปลงเป็นวัดพุทธ อาคารหลักซึ่งเป็นที่มาของชื่อ "วัดทองคำ" คือศาลาสามชั้นที่ชั้นบนสองชั้นถูกปิดด้วยทองคำเปลวทั้งหมด สถาปัตยกรรมของอาคารแสดงถึงการผสมผสานสามยุคในอาคารเดียว ชั้นแรกซึ่งไม่ปิดทอง สร้างในสไตล์ Shinden-zukuri แบบที่อยู่อาศัยของขุนนางในยุคเฮอัน ใช้เป็นห้องรับรอง ชั้นสองสร้างในสไตล์ Buke หรือสไตล์ที่อยู่อาศัยของซามูไร เป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นพระโพธิสัตว์ และชั้นสามสร้างในสไตล์สถาปัตยกรรมวัดเซนแบบจีน เป็นห้องสำหรับพิธีกรรมทางศาสนา อาคารปัจจุบันเป็นโครงสร้างที่สร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1955 หลังจากอาคารดั้งเดิมถูกวางเพลิงในปี ค.ศ. 1950 โดยพระหนุ่มที่มีปัญหาทางจิตเวช ในปี ค.ศ. 1987 มีการบุทองคำเปลวใหม่ทั้งหมดโดยใช้เทคนิคที่ทำให้ทองคำมีความหนาเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าจากเดิม ทำให้ความเงางามของทองคำที่เห็นในปัจจุบันมีความคงทนมากขึ้น บนยอดหลังคามีรูปปั้นนกฟีนิกซ์ทองคำ หรือ Hou-ou ซึ่งเป็นนกในตำนานจีนที่ปรากฏเฉพาะในยุคสันติสุขและความเจริญรุ่งเรือง สื่อถึงความปรารถนาของผู้สร้างที่ต้องการให้ยุคของตนเป็นยุคทอง บ่อน้ำ Kyoko-chi หรือ "บึงกระจกทอง" ที่อยู่ด้านหน้าวัด เป็นองค์ประกอบสำคัญของการออกแบบ เมื่อผิวน้ำสงบจะสะท้อนภาพวัดทองคำลงมาอย่างสมบูรณ์แบบ ภายในบึงมีโขดหินและเกาะเล็กๆ ที่จัดวางตามคติความเชื่อเรื่องเขาพระสุเมรุและสวรรค์ในพุทธศาสนา สวนรอบวัดเป็นสวนภูมิทัศน์แบบ Muromachi ซึ่งเป็นรูปแบบสวนที่ได้รับความนิยมในศตวรรษที่ 14-16 เน้นการจัดวางต้นไม้และหินให้ดูเป็นธรรมชาติ มีต้นสน Rikushu-no-Matsu อายุกว่า 600 ปีที่ถูกตัดแต่งเป็นรูปทรงเรือ ซึ่งสื่อถึงเรือสมบัติในตำนาน ค่าเข้าชม 500 เยน เปิด 9.00-17.00 น. ทุกวัน เดินทางโดยรถบัสจากสถานีเกียวโตสาย 101 หรือ 205 ลงป้าย Kinkakuji-michi คินคาคุจิจึงเป็นสถานที่ที่สะท้อนความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมของยุค Muromachi ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด

ศาลเจ้าโทโชงุ นิกโก ⛩️ วัด & ศาลเจ้า
📍 ฮาโกเนะ

ศาลเจ้าโทโชงุ นิกโก

ศาลเจ้านิกโก โทโชงุ (Nikko Toshogu Shrine) เป็นหนึ่งในศาลเจ้าชินโตที่วิจิตรอลังการและมีชื่อเสียงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในเมืองมัตสึในหุบเขานิกโก จังหวัดโทชิงิ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1999 ศาลเจ้านี้เป็นสุสานประดิษฐานวิญญาณของ โทคุงาวะ อิเอยาสุ (Tokugawa Ieyasu) ปฐมโชกุนผู้รวบรวมประเทศญี่ปุ่นให้เป็นปึกแผ่นและก่อตั้งรัฐบาลทหารเอโดะที่ปกครองประเทศยาวนานกว่า 250 ปี โครงสร้างสถาปัตยกรรมไม้ทาสีแดงและทองปิดทองคำเปลวกว่า 2.4 ล้านแผ่นแห่งนี้ มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับศาลเจ้าชินโตทั่วไปที่มักเน้นความเรียบง่ายสะท้อนธรรมชาติ โดยที่นี่มุ่งแสดงถึงอำนาจ บารมี และความร่ำรวยเกรียงไกรของตระกูลโทคุงาวะ จุดชมศิลปะแกะสลักไม้ที่โด่งดังระดับโลกภายในศาลเจ้าได้แก่ ประตูโยเมมง (Yomeimon Gate) หรือ "ประตูแสงอาทิตย์ยามเย็น" ซึ่งประดับด้วยลวดลายแกะสลักสัตว์มงคล เทพเจ้า และมังกรกิเลนรวมกว่า 500 ชิ้นที่มีรายละเอียดสูงจนผู้เข้าชมสามารถยืนพิจารณาได้ทั้งวันไม่มีเบื่อ อีกสัญลักษณ์ยอดนิยมคือ ภาพแกะสลักลิงสามตัว (Three Wise Monkeys) ในอากัปกิริยา ปิดหู ปิดตา ปิดปาก ซึ่งสื่อถึงคำสอนทางพุทธปรัชญาในการหลีกเลี่ยงสิ่งไม่ดี และ ภาพแกะสลักแมวหลับ (Nemuri-neko) ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้คานประตูทางเข้าสู่สุสานป่าสนด้านหลัง สื่อถึงสันติภาพอันเงียบสงบในแผ่นดินญี่ปุ่นยามไร้สงคราม การเดินทาง: นั่งรถไฟด่วนขบวนพิเศษ Tobu Limited Express จากสถานี Asakusa ในโตเกียว ตรงสู่สถานี Tobu-Nikko Station ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นต่อรถบัสประจำทาง Nikko World Heritage Bus ลงป้าย Toshogu Shrine แล้วเดินเท้าต่อประมาณ 3 นาที เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ช่วงเดือนเมษายน - ตุลาคม เปิดเวลา 08:00 - 17:00 น. และช่วงเดือนพฤศจิกายน - มีนาคม เปิดเวลา 08:00 - 16:00 น. (เข้าชมรอบสุดท้ายก่อนเวลาปิด 30 นาที) ค่าเข้าชม: ตั๋วเข้าชมศาลเจ้าสำหรับผู้ใหญ่ราคา 1,300 เยน และสำหรับนักเรียนประถมและมัธยมต้นราคา 450 เยน (สามารถซื้อบัตรคอมโบรวมพิพิธภัณฑ์ศิลปะโบราณได้ในราคา 2,100 เยน)