🌸 เว็บรีวิวท่องเที่ยวญี่ปุ่น โดยคนไทย สำหรับคนไทย

สถานที่ทั้งหมด

ค้นพบสถานที่น่าสนใจทั่วญี่ปุ่น

พบ 191 สถานที่
เกาะมิยาจิมะ ศาลเจ้าอิซึกุชิมะ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 ฮิโรชิมา

เกาะมิยาจิมะ ศาลเจ้าอิซึกุชิมะ

ศาลเจ้าอิสึคุชิมะ (Itsukushima Shrine) ตั้งอยู่บนเกาะมิยาจิมะ (Miyajima) จังหวัดฮิโรชิมา เป็นหนึ่งในศาลเจ้าชินโตที่มีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่นและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1996 จุดเด่นที่ทำให้ศาลเจ้านี้มีชื่อเสียงไปทั่วโลกคือ ประตูโทริอิสีแดงขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในทะเล ซึ่งเป็นหนึ่งในสามทัศนียภาพที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น (Nihon Sankei) ร่วมกับ Matsushima และ Amanohashidate ศาลเจ้าอิสึคุชิมะมีประวัติยาวนานกว่า 1,400 ปี โดยมีการบันทึกครั้งแรกในปี ค.ศ. 593 รูปแบบสถาปัตยกรรมปัจจุบันถูกสร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1168 โดย Taira no Kiyomori ผู้นำตระกูล Taira ซึ่งมีอำนาจในยุคเฮอัน ลักษณะพิเศษของศาลเจ้าคือถูกสร้างบนเสาที่ปักลงบนพื้นทะเล ทำให้ในช่วงน้ำขึ้นตัวศาลเจ้าและประตูโทริอิจะดูเหมือนลอยอยู่บนผิวน้ำ ประตูโทริอิหลักมีความสูงประมาณ 16 เมตร สร้างจากไม้การบูร (Camphor Wood) ซึ่งทนทานต่อการกัดกร่อนของน้ำเค็ม ประตูปัจจุบันที่เห็นเป็นโครงสร้างที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1875 ซึ่งเป็นรุ่นที่ 8 ของประตูโทริอิที่ถูกสร้างขึ้นใหม่หลายครั้งตลอดประวัติศาสตร์ น้ำหนักของประตูทำให้สามารถยืนหยัดอยู่ได้โดยไม่ต้องใช้ฐานยึดในดิน เพียงอาศัยน้ำหนักของตัวเองในการทรงตัว ปรากฏการณ์ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาชมคือความแตกต่างระหว่างช่วงน้ำขึ้นและน้ำลง ในช่วงน้ำขึ้น ประตูโทริอิและศาลเจ้าจะดูเหมือนลอยอยู่บนทะเล สร้างภาพที่งดงามและเป็นที่นิยมในการถ่ายภาพมากที่สุด ส่วนในช่วงน้ำลง นักท่องเที่ยวสามารถเดินไปสัมผัสฐานของประตูโทริอิได้โดยตรงบนพื้นทรายที่โล่งออกมา ซึ่งเป็นอีกประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป นักท่องเที่ยวจึงควรตรวจสอบตารางน้ำขึ้นน้ำลงล่วงหน้าเพื่อวางแผนการมาเยือน นอกจากศาลเจ้าแล้ว เกาะมิยาจิมะยังเป็นที่อยู่อาศัยของกวางป่าซิกะที่เดินอย่างเสรีคล้ายกับที่นารา แต่มีจำนวนน้อยกว่า บนเกาะยังมีภูเขา Misen ซึ่งเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่มีกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไปยังยอดเขาเพื่อชมทัศนียภาพรอบเกาะ และมีวัด Daisho-in ซึ่งเป็นวัดพุทธนิกายชินงอนที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ การเดินทางมาเกาะมิยาจิมะ ต้องนั่งรถไฟสาย JR Sanyo Line จากสถานีฮิโรชิมา ลงที่สถานี Miyajimaguchi แล้วต่อเรือเฟอร์รี่ที่ดำเนินการโดย JR หรือ Miyajima Matsudai Kisen ใช้เวลาข้ามฟากประมาณ 10 นาที ค่าเรือประมาณ 200 เยน ค่าเข้าชมศาลเจ้าอิสึคุชิมะอยู่ที่ 300 เยน เปิดให้บริการตั้งแต่ 6.30-18.00 น. โดยเวลาเปิดปิดอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล เกาะมิยาจิมะจึงเป็นจุดหมายที่ผสมผสานความสวยงามทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมไว้ในที่เดียว การเดินทาง: นั่งรถไฟ JR Sanyo Line จากสถานี Hiroshima ลงสถานี Miyajimaguchi แล้วต่อเรือข้ามฟาก JR Ferry ใช้เวลา 10 นาที ถึงเกาะ Miyajima

อนุสรณ์สันติภาพ A-Bomb Dome 🏛️ ที่เที่ยว
📍 ฮิโรชิมา

อนุสรณ์สันติภาพ A-Bomb Dome

อนุสรณ์สถานสันติภาพฮิโรชิมา หรือ A-Bomb Dome (Genbaku Dome) เป็นซากอาคารที่ตั้งอยู่ในเมืองฮิโรชิมา ซึ่งรอดพ้นจากการถูกทำลายโดยสมบูรณ์เมื่อระเบิดปรมาณูถูกทิ้งลงเหนือเมืองในวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 อาคารนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1996 ในฐานะสัญลักษณ์แห่งสันติภาพและการต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ อาคารนี้เดิมมีชื่อว่า Hiroshima Prefectural Industrial Promotion Hall ออกแบบโดยสถาปนิกชาวเช็ก Jan Letzel สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1915 เพื่อใช้เป็นศูนย์จัดแสดงสินค้าและศิลปะ ตัวอาคารมีรูปแบบสถาปัตยกรรมยุโรปผสมกับองค์ประกอบบาโรก มีโดมเหล็กที่โดดเด่นอยู่ตรงกลาง ในวันที่ระเบิดปรมาณูถูกทิ้ง จุดศูนย์กลางการระเบิดอยู่สูงเหนืออาคารนี้ในระดับความสูงประมาณ 600 เมตร และอยู่ในแนวตรงเกือบเป็นแนวดิ่ง ทำให้แรงระเบิดที่กระทำต่ออาคารมาจากทิศทางด้านบนเป็นส่วนใหญ่ ส่งผลให้โครงสร้างกำแพงบางส่วนและโดมเหล็กยังคงตั้งอยู่ได้ แม้ว่าทุกคนที่อยู่ในอาคารขณะนั้นจะเสียชีวิตทันที หลังจากสงครามสิ้นสุดลง มีการถกเถียงกันอย่างมากว่าควรรื้อถอนซากอาคารนี้หรือไม่ เนื่องจากเป็นเครื่องเตือนความทรงจำที่เจ็บปวด แต่ในที่สุดเมืองฮิโรชิมาได้ตัดสินใจอนุรักษ์ไว้ในสภาพที่เป็นซากปรักหักพัง เพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนใจมนุษยชาติถึงผลกระทบของอาวุธนิวเคลียร์ และเริ่มมีการอนุรักษ์โครงสร้างอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1966 A-Bomb Dome ตั้งอยู่ในบริเวณ Hiroshima Peace Memorial Park ซึ่งเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นบนพื้นที่ที่เคยเป็นศูนย์กลางการค้าของเมืองก่อนสงคราม ภายในสวนมีอนุสรณ์สถานหลายแห่ง รวมถึง Cenotaph for the A-bomb Victims ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์ทรงโค้งที่ออกแบบให้มองเห็น A-Bomb Dome ผ่านซุ้มประตู และ Children's Peace Monument ที่อุทิศให้กับ Sadako Sasaki เด็กหญิงที่เสียชีวิตจากผลกระทบของรังสี ซึ่งเป็นที่มาของธรรมเนียมการพับนกกระเรียนกระดาษพันตัวเพื่อขอพร Hiroshima Peace Memorial Museum ที่อยู่ภายในสวนจัดแสดงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ภาพถ่าย และสิ่งของที่หลงเหลือจากเหตุการณ์ระเบิด รวมถึงคำบอกเล่าของผู้รอดชีวิต ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์อยู่ที่ 200 เยน เปิดให้บริการตั้งแต่ 8.30-18.00 น. ในฤดูร้อน และ 8.30-17.00 น. ในฤดูหนาว การเดินทางมา A-Bomb Dome สามารถนั่งรถรางสาย 2, 6 หรือ 1 จากสถานีฮิโรชิมา ลงป้าย Genbaku Dome-mae ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที ตัว A-Bomb Dome เปิดให้ชมจากภายนอกได้ตลอดเวลาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ไม่อนุญาตให้เข้าไปภายในซากอาคารเพื่อความปลอดภัย

เกาะมิยาจิมะ ศาลเจ้าอิซึกุชิมะ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 ฮิโรชิมา

เกาะมิยาจิมะ ศาลเจ้าอิซึกุชิมะ

ศาลเจ้าอิสึคุชิมะ มิยาจิมะ (Itsukushima Shrine, Miyajima) เป็นศาลเจ้าชินโตที่ตั้งอยู่บนเกาะมิยาจิมะ ในจังหวัดฮิโรชิมา ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1996 และถือเป็นหนึ่งในสามทัศนียภาพที่สวยที่สุดของญี่ปุ่นตามธรรมเนียม Nihon Sankei ที่กำหนดขึ้นในยุคเอโดะ ร่วมกับ Matsushima ในจังหวัดมิยางิ และ Amanohashidate ในจังหวัดเกียวโต จุดเด่นที่ทำให้ศาลเจ้านี้มีชื่อเสียงระดับโลกคือ ประตูโทริอิสีแดงขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในทะเล ห่างจากตัวศาลเจ้าประมาณ 200 เมตร ความสูงของประตูอยู่ที่ประมาณ 16 เมตร เทียบเท่าตึก 5 ชั้น สร้างจากไม้การบูรซึ่งมีความทนทานต่อสภาพอากาศทางทะเลและแมลง ประตูที่เห็นในปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 8 สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1875 โดยใช้เทคนิคการก่อสร้างที่ให้ตัวประตูยืนหยัดอยู่ได้ด้วยน้ำหนักของตัวเองโดยไม่ต้องฝังฐานลงดิน ศาลเจ้าอิสึคุชิมะมีประวัติยาวนานกว่า 1,400 ปี โดยมีบันทึกครั้งแรกในปี ค.ศ. 593 รูปแบบสถาปัตยกรรมที่เห็นในปัจจุบันได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1168 โดย Taira no Kiyomori ผู้นำที่มีอำนาจสูงสุดในยุคปลายเฮอัน ลักษณะเด่นคือการสร้างอาคารศาลเจ้าบนเสาที่ปักลงในทะเล ทำให้ตัวอาคารดูเหมือนลอยอยู่บนผิวน้ำเมื่อน้ำขึ้น ภายในศาลเจ้าประกอบด้วยอาคารหลักหลายส่วนเชื่อมต่อกันด้วยทางเดินไม้ยาวกว่า 275 เมตร ได้แก่ Honden (ศาลเจ้าหลัก) Haiden (ห้องสวดมนต์) และเวทีแสดง Noh ซึ่งเป็นเวทีการแสดงศิลปะดั้งเดิมที่ตั้งอยู่บนน้ำ ถือเป็นเวที Noh แห่งเดียวในญี่ปุ่นที่สร้างบนทะเล ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจที่สุดของศาลเจ้าคือความเปลี่ยนแปลงตามระดับน้ำทะเล ในช่วงน้ำขึ้น (Mansion) ระดับน้ำจะสูงขึ้นมาจนถึงเสาของอาคารศาลเจ้าและประตูโทริอิ ทำให้ดูเหมือนทั้งหมดลอยอยู่บนทะเล ส่วนในช่วงน้ำลง (Kanchō) น้ำจะลดลงจนเห็นพื้นทรายโดยรอบ นักท่องเที่ยวสามารถเดินไปสัมผัสฐานของประตูโทริอิได้โดยตรง ทั้งสองช่วงเวลาให้ประสบการณ์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เกาะมิยาจิมะยังเป็นที่อยู่อาศัยของกวางป่าซิกะที่เดินเสรีคล้ายที่นารา รวมถึงเป็นที่ตั้งของภูเขา Misen ภูเขาศักดิ์สิทธิ์สูง 535 เมตรที่มีกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไปชมทัศนียภาพ และวัด Daisho-in วัดพุทธนิกายชินงอนที่มีอายุกว่า 1,200 ปี ค่าเข้าชมศาลเจ้าอิสึคุชิมะอยู่ที่ 300 เยน เปิดให้บริการตั้งแต่ 6.30-18.00 น. โดยเวลาอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล การเดินทางต้องนั่งรถไฟ JR Sanyo Line จากฮิโรชิมาลงสถานี Miyajimaguchi แล้วต่อเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากใช้เวลาประมาณ 10 นาที ค่าเรือประมาณ 200 เยน

กระเช้าลอยฟ้าฮาโกเนะ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 นิกโก

กระเช้าลอยฟ้าฮาโกเนะ

กระเช้าลอยฟ้าฮาโกเนะ (Hakone Ropeway) เป็นระบบกระเช้าลอยฟ้าที่เชื่อมต่อระหว่างสถานี Sounzan และสถานี Togendai ในเมืองฮาโกเนะ จังหวัดคานางาวะ ครอบคลุมระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ผ่านพื้นที่ภูเขาไฟ Owakudani ซึ่งเป็นปล่องภูเขาไฟที่ยังมีกิจกรรมทางความร้อนใต้พิภพอยู่จนถึงปัจจุบัน กระเช้าลอยฟ้าฮาโกเนะเปิดให้บริการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางท่องเที่ยวแบบ Hakone Round Course ซึ่งเป็นเส้นทางที่ผสมผสานการเดินทางหลายรูปแบบ ได้แก่ รถไฟภูเขา (Hakone Tozan Railway) รถราง Cable Car กระเช้าลอยฟ้า และเรือโจรสลัด (Hakone Sightseeing Cruise) ที่ล่องในทะเลสาบ Ashinoko จุดสำคัญที่สุดบนเส้นทางคือ Owakudani ซึ่งแปลว่า "หุบเขาเดือดใหญ่" เป็นพื้นที่ที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟ Hakone เมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อน ปัจจุบันยังคงมีไอน้ำและก๊าซซัลเฟอร์พวยพุ่งออกมาจากพื้นดินอย่างต่อเนื่อง สร้างกลิ่นกำมะถันที่เป็นเอกลักษณ์และกลุ่มควันสีขาวที่ลอยขึ้นมาตลอดเวลา ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Owakudani คือ Kuro-tamago หรือ "ไข่ดำ" ซึ่งเป็นไข่ไก่ต้มในน้ำพุร้อนที่มีแร่ซัลเฟอร์และเหล็กสูง ทำให้เปลือกไข่เปลี่ยนเป็นสีดำ ตามความเชื่อพื้นบ้านกล่าวว่าการกินไข่ดำหนึ่งฟองจะช่วยเพิ่มอายุขัย 7 ปี ไข่ดำมีจำหน่ายเป็นชุดๆ ที่ร้านค้าบริเวณสถานี Owakudani ในวันที่อากาศแจ่มใส กระเช้าลอยฟ้าฮาโกเนะเป็นหนึ่งในจุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิที่ดีที่สุด เนื่องจากตำแหน่งที่สูงและมุมมองที่เปิดกว้างทำให้สามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิที่มีหิมะปกคลุมยอดได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่อากาศแห้งและท้องฟ้าใส ระบบกระเช้าใช้กระเช้าแบบ Gondola ขนาด 18 คนต่อตู้ ออกเดินทางทุก 1 นาที ทำให้ไม่ต้องรอนาน ระยะเวลาเดินทางจากสถานี Sounzan ถึง Togendai ใช้เวลาประมาณ 25-30 นาที ผ่านสถานีกลาง Owakudani ซึ่งผู้โดยสารสามารถลงเดินชมและกลับมาขึ้นกระเช้าต่อได้ ค่าโดยสารกระเช้าแบบเที่ยวเดียว Sounzan ถึง Togendai อยู่ที่ประมาณ 1,500 เยน แต่หากซื้อ Hakone Free Pass ซึ่งรวมการเดินทางทั้งหมดในพื้นที่ฮาโกเนะรวมถึงรถไฟจากโตเกียว จะมีราคาประมาณ 6,000 เยน และคุ้มค่ากว่าสำหรับนักท่องเที่ยวที่วางแผนเที่ยวฮาโกเนะแบบครบวงจรในหนึ่งวัน การเดินทางมาฮาโกเนะจากโตเกียวสามารถนั่งรถไฟ Odakyu Romancecar จากสถานี Shinjuku ลงสถานี Hakone-Yumoto ใช้เวลาประมาณ 85 นาที จากนั้นต่อรถไฟภูเขาและกระเช้าตามลำดับ กระเช้าลอยฟ้าเปิดให้บริการตั้งแต่ 9.00-17.00 น. ทุกวัน ยกเว้นในกรณีที่มีการตรวจพบระดับก๊าซซัลเฟอร์สูงเกินมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งอาจมีการปิดให้บริการบางช่วงเป็นการชั่วคราว

สวนเคนโรคุเอ็ง 🏛️ ที่เที่ยว
📍 มัตสึโมโต้

สวนเคนโรคุเอ็ง

สวนเคนโรคุเอ็ง (Kenroku-en Garden) เป็นสวนญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ในเมืองคานาซาวะ จังหวัดอิชิกาวะ ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสามสวนญี่ปุ่นที่สวยที่สุดของประเทศ (Japan's Three Great Gardens) ร่วมกับสวน Koraku-en ในเมืองโอคายาม่า และสวน Kairaku-en ในเมืองมิโตะ ชื่อ Kenroku-en มีความหมายว่า "สวนแห่งหกความงาม" ซึ่งหมายถึงคุณลักษณะหกประการที่สวนญี่ปุ่นชั้นเลิศควรมี ได้แก่ ความกว้างขวาง ความสงบเงียบ ความเป็นธรรมชาติ ความเก่าแก่ ลำธารที่ไหล และทัศนียภาพกว้างไกล สวนเคนโรคุเอ็งเริ่มสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1676 โดยตระกูล Maeda ซึ่งเป็นตระกูลไดเมียวที่มีอำนาจและความมั่งคั่งเป็นอันดับสองของญี่ปุ่นในยุคเอโดะ รองจากตระกูลโทคุงาวะ การก่อสร้างและปรับปรุงสวนใช้เวลาต่อเนื่องกันหลายชั่วอายุคนกว่า 200 ปี ทำให้สวนมีความซับซ้อนและสมบูรณ์แบบทั้งในด้านการออกแบบภูมิทัศน์และระบบชลประทาน ระบบน้ำของสวนเคนโรคุเอ็งถือเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่สำคัญ น้ำที่ไหลเข้าสวนมาจากแม่น้ำ Saigawa ผ่านคลองชลประทาน Tatsumi ซึ่งสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1632 มีความยาวกว่า 11 กิโลเมตร ระบบนี้ใช้หลักการแรงดันน้ำธรรมชาติในการสร้างน้ำพุ Kotoji-toro Fountain ซึ่งเป็นหนึ่งในน้ำพุที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นที่ยังทำงานได้โดยไม่ใช้เครื่องปั๊มไฟฟ้า สัญลักษณ์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของสวนคือ Kotoji-toro ตะเกียงหินสองขาที่ตั้งอยู่ริมบึง Kasumiga-ike ตะเกียงนี้มีรูปทรงที่ไม่เหมือนตะเกียงหินทั่วไป โดยมีขาสองข้างที่มีความยาวไม่เท่ากัน วางพาดอยู่บนริมบึงและในน้ำ ชื่อ Kotoji มาจากเครื่องดนตรี Koto ของญี่ปุ่น เนื่องจากรูปทรงของตะเกียงคล้ายกับสะพานรองสายของเครื่องดนตรีชนิดนี้ บึง Kasumiga-ike เป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในสวน มีเกาะเล็กๆ หลายเกาะที่จัดวางตามคติภูเขาในตำนานจีน รอบบึงมีต้นสนที่ถูกตัดแต่งและค้ำยันด้วยเชือกในรูปแบบ Yukizuri ซึ่งเป็นเทคนิคการป้องกันกิ่งไม้หักจากน้ำหนักหิมะในฤดูหนาว การติดตั้ง Yukizuri ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนของทุกปีถือเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นฤดูหนาวของคานาซาวะ สวนเคนโรคุเอ็งมีความสวยงามตลอดทั้งปี ฤดูใบไม้ผลิมีต้นซากุระกว่า 40 สายพันธุ์บานสะพรั่ง ฤดูร้อนมีความเขียวชอุ่มของต้นไม้ใหญ่ ฤดูใบไม้ร่วงมีต้นเมเปิ้ลเปลี่ยนสีแดงสด และฤดูหนาวมีหิมะปกคลุมต้นสนที่มี Yukizuri สร้างภาพที่มีชื่อเสียงในการถ่ายภาพมากที่สุด ค่าเข้าชมสวนอยู่ที่ 320 เยนสำหรับผู้ใหญ่ เปิดให้บริการตั้งแต่ 7.00-18.00 น. ในฤดูร้อน (มีนาคม-ตุลาคม) และ 8.00-17.00 น. ในฤดูหนาว (พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) สวนตั้งอยู่ติดกับปราสาทคานาซาวะ การเดินทางสามารถนั่งรถบัสจากสถานีคานาซาวะใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที

คามิโกจิ หุบเขา Japan Alps 🏛️ ที่เที่ยว
📍 คาโนะซาวะ

คามิโกจิ หุบเขา Japan Alps

คามิโกจิ (Kamikochi) เป็นหุบเขาที่ราบสูงธรรมชาติระดับพรีเมียมอันงดงามที่ตั้งอยู่ในเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นตอนเหนือ (Northern Japan Alps) ภายในอุทยานแห่งชาติชูบุซังงาคุ จังหวัดนากาโน ได้รับยกย่องว่าเป็น "มงกุฎแห่งเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น" เนื่องจากทัศนียภาพธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์งดงามอย่างเหลือเชื่อ น้ำในแม่น้ำอาซึสะ (Azusa River) ใสสะอาดราวกระจกสะท้อนและเย็นจัดตลอดปี และถูกโอบล้อมด้วยยอดเขาหินสูงชัน เช่น ยอดเขาโฮทากะ (Mt. Hotaka) ที่สูงกว่า 3,000 เมตร และภูเขาไฟยาเคดะเกะ (Mt. Yakedake) ที่ยังคุกรุ่น เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด คามิโกจิห้ามไม่ให้รถยนต์ส่วนบุคคลและรถทัวร์ทั่วไปวิ่งเข้าไปในพื้นที่เด็ดขาด นักท่องเที่ยวต้องเปลี่ยนมานั่งรถบัสอุทยานหรือแท็กซี่เฉพาะเท่านั้น จุดแลนด์มาร์กสำคัญคือ สะพานคัปปะ (Kappa Bridge) สะพานแขวนไม้ที่พาดผ่านแม่น้ำอาซึสะที่มีทิวเขาแอลป์หิมะปกคลุมยอดเป็นฉากหลัง เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยม ตลอดสองข้างทางมีทางเดินปูแผ่นไม้ระแนงชมธรรมชาติรอบบ่อน้ำไทโช (Taisho Pond) บึงน้ำธรรมชาติที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟที่มีต้นไม้แห้งยืนตายกลางน้ำส่งกลิ่นอายลึกลับสวยงาม และบ่อน้ำเมียวจิน (Myojin Pond) ที่มีความศักดิ์สิทธิ์และเงียบสงบ การเดินทาง: นั่งรถไฟจากโตเกียวลงที่สถานี Matsumoto Station จากนั้นต่อรถไฟสาย Alpico Matsumoto Line ลงที่สถานี Shin-Shimashima Station แล้วเปลี่ยนขึ้นรถบัสตรงมุ่งสู่ Kamikochi (ใช้เวลาเดินทางโดยรถบัสประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาที แนะนำให้ซื้อตั๋วรถบัสล่วงหน้า) เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการเฉพาะช่วงกลางเดือนเมษายนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายนของทุกปี (อุทยานจะปิดเส้นทางเดินรถและปิดให้บริการทั้งหมดในฤดูหนาวเนื่องจากหิมะตกหนาและอันตราย) ค่าเข้าชม: ฟรีค่าธรรมเนียมการเข้าสู่อุทยานแห่งชาติสาธารณะทั่วไป (นักท่องเที่ยวรับผิดชอบค่ารถบัสไป-กลับจากจุดเปลี่ยนรถ Sawando หรือ Hirayu ราคาประมาณ 2,400 - 2,800 เยนต่อคน)

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 ทาคายาม่า

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go) เป็นหมู่บ้านโบราณที่ตั้งอยู่ในจังหวัดกิฟุ ทางตอนกลางของญี่ปุ่น ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1995 ร่วมกับหมู่บ้าน Gokayama ในจังหวัดโทยามะ ภายใต้ชื่อ "Historic Villages of Shirakawa-go and Gokayama" เนื่องจากเป็นตัวแทนของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่หาดูได้ยากและยังคงสภาพสมบูรณ์ ลักษณะสถาปัตยกรรมที่ทำให้หมู่บ้านนี้มีชื่อเสียงคือบ้านทรงหลังคาแบบ Gassho-zukuri ซึ่งแปลตรงตัวว่า "ทรงมือพนม" เนื่องจากหลังคาที่มีความชันมากถึง 45-60 องศา มีลักษณะคล้ายมือสองข้างที่พนมเข้าหากัน การออกแบบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับน้ำหนักหิมะที่ตกหนักในช่วงฤดูหนาว ซึ่งพื้นที่นี้มีปริมาณหิมะสะสมสูงถึง 2-3 เมตรในบางปี บ้าน Gassho-zukuri สร้างขึ้นโดยไม่ใช้ตะปูเลย ใช้เพียงเชือกฟางและไม้ในการยึดโครงสร้างทั้งหมด ซึ่งเป็นเทคนิคที่ต้องใช้ความรู้และความชำนาญสูง การซ่อมแซมหลังคาแต่ละครั้งต้องใช้ฟางจำนวนมากและอาศัยแรงงานจากคนในชุมชนทั้งหมู่บ้านในการช่วยเปลี่ยนหลังคา ซึ่งยังคงเป็นธรรมเนียมที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน บ้านส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า 200-300 ปี และยังมีคนอาศัยอยู่จริงในปัจจุบัน บางหลังเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมวิถีชีวิตดั้งเดิม เช่น Wada House ซึ่งเป็นบ้านที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านและเคยเป็นที่อยู่ของหัวหน้าหมู่บ้าน ภายในจัดแสดงเครื่องมือทำการเกษตรและอุปกรณ์การเลี้ยงไหม ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านในอดีต ชั้นบนของบ้านที่มีหลังคาสูงถูกใช้เป็นที่เลี้ยงตัวไหมเนื่องจากมีการระบายอากาศที่ดี จุดชมวิวที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Shiroyama Viewpoint ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาเหนือหมู่บ้าน สามารถมองเห็นภาพรวมของหมู่บ้านทั้งหมดจากมุมสูง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่หิมะปกคลุมหลังคาบ้านทุกหลัง สร้างภาพที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก จุดชมวิวนี้สามารถเดินขึ้นไปได้ หรือนั่งรถบัสรับส่งที่จัดให้บริการในบางช่วงเวลา ในช่วงฤดูหนาวของทุกปี หมู่บ้านจะจัดงาน Light-up Festival ซึ่งเปิดไฟประดับหมู่บ้านในยามค่ำคืนเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ในเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ สร้างบรรยากาศที่งดงามเป็นพิเศษ แต่ต้องจองตั๋วล่วงหน้าเนื่องจากมีผู้สนใจจำนวนมาก การเดินทางมาชิราคาวาโกะสามารถนั่งรถบัสจากเมืองทาคายามะ (Takayama) ใช้เวลาประมาณ 50 นาที หรือจากนาโกย่าโดยรถบัส Nohi/Meitetsu ใช้เวลาประมาณ 2.5-3 ชั่วโมง หมู่บ้านไม่มีค่าเข้าชม แต่บ้านพิพิธภัณฑ์บางแห่งมีค่าเข้าชมประมาณ 300-500 เยน

อนุสรณ์สันติภาพฮิโรชิมา 🏛️ ที่เที่ยว
📍 ฮิโรชิมา

อนุสรณ์สันติภาพฮิโรชิมา

อนุสรณ์สถาน A-Bomb Dome มรดกโลก UNESCO สัญลักษณ์แห่งสันติภาพและความหวัง ห้ามลืม การเดินทาง: นั่งรถราง Hiroshima Electric Railway สาย 2 หรือ 6 จากสถานี Hiroshima Station ลงป้าย Genbaku Dome Mae แล้วเดินต่อ 5 นาที

คามิโกจิ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 มัตสึโมโต้

คามิโกจิ

คามิโกจิ (Kamikochi) เป็นหุบเขาที่ราบสูงธรรมชาติระดับพรีเมียมอันงดงามที่ตั้งอยู่ในเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นตอนเหนือ (Northern Japan Alps) ภายในอุทยานแห่งชาติชูบุซังงาคุ จังหวัดนากาโน ได้รับยกย่องว่าเป็น "มงกุฎแห่งเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น" เนื่องจากทัศนียภาพธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์งดงามอย่างเหลือเชื่อ น้ำในแม่น้ำอาซึสะ (Azusa River) ใสสะอาดราวกระจกสะท้อนและเย็นจัดตลอดปี และถูกโอบล้อมด้วยยอดเขาหินสูงชัน เช่น ยอดเขาโฮทากะ (Mt. Hotaka) ที่สูงกว่า 3,000 เมตร และภูเขาไฟยาเคดะเกะ (Mt. Yakedake) ที่ยังคุกรุ่น เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด คามิโกจิห้ามไม่ให้รถยนต์ส่วนบุคคลและรถทัวร์ทั่วไปวิ่งเข้าไปในพื้นที่เด็ดขาด นักท่องเที่ยวต้องเปลี่ยนมานั่งรถบัสอุทยานหรือแท็กซี่เฉพาะเท่านั้น จุดแลนด์มาร์กสำคัญคือ สะพานคัปปะ (Kappa Bridge) สะพานแขวนไม้ที่พาดผ่านแม่น้ำอาซึสะที่มีทิวเขาแอลป์หิมะปกคลุมยอดเป็นฉากหลัง เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยม ตลอดสองข้างทางมีทางเดินปูแผ่นไม้ระแนงชมธรรมชาติรอบบ่อน้ำไทโช (Taisho Pond) บึงน้ำธรรมชาติที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟที่มีต้นไม้แห้งยืนตายกลางน้ำส่งกลิ่นอายลึกลับสวยงาม และบ่อน้ำเมียวจิน (Myojin Pond) ที่มีความศักดิ์สิทธิ์และเงียบสงบ การเดินทาง: นั่งรถไฟจากโตเกียวลงที่สถานี Matsumoto Station จากนั้นต่อรถไฟสาย Alpico Matsumoto Line ลงที่สถานี Shin-Shimashima Station แล้วเปลี่ยนขึ้นรถบัสตรงมุ่งสู่ Kamikochi (ใช้เวลาเดินทางโดยรถบัสประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาที แนะนำให้ซื้อตั๋วรถบัสล่วงหน้า) เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการเฉพาะช่วงกลางเดือนเมษายนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายนของทุกปี (อุทยานจะปิดเส้นทางเดินรถและปิดให้บริการทั้งหมดในฤดูหนาวเนื่องจากหิมะตกหนาและอันตราย) ค่าเข้าชม: ฟรีค่าธรรมเนียมการเข้าสู่อุทยานแห่งชาติสาธารณะทั่วไป (นักท่องเที่ยวรับผิดชอบค่ารถบัสไป-กลับจากจุดเปลี่ยนรถ Sawando หรือ Hirayu ราคาประมาณ 2,400 - 2,800 เยนต่อคน)

Japan Alps Alpine Route เส้นทาง 🏛️ ที่เที่ยว
📍 โตเกียว

Japan Alps Alpine Route เส้นทาง

เส้นทาง Alpine Route ยาว 90 กม. ตัดผ่านเทือกเขา Japan Alps ใช้รถไฟ 6 ชนิด กระเช้า รถเคเบิล และรถโรปเวย์ จุดไฮไลต์คือ Murodo ที่มีกำแพงหิมะสูงกว่า 20 เมตรในฤดูใบไม้ผลิ เส้นทางเชื่อม Toyama และ Nagano

อุทยานแห่งชาติชิโกซัง 🏛️ ที่เที่ยว
📍 ฮอกไกโด

อุทยานแห่งชาติชิโกซัง

บึงน้ำสีฟ้าคราม ธรรมชาติมหัศจรรย์ที่เกิดจากแร่ธาตุในดิน ยามหิมะตกยิ่งงามราวภาพวาด การเดินทาง: นั่งรถบัสจาก Biei Station (สาย Doho Bus) ลงป้าย Shirogane Onsen แล้วเดินต่อประมาณ 15 นาที หรือเช่ารถขับจาก Biei ประมาณ 20 นาที

โนโบริเบ็ตสึ ออนเซ็น 🏛️ ที่เที่ยว
📍 ฮอกไกโด

โนโบริเบ็ตสึ ออนเซ็น

ออนเซ็นชื่อดังที่สุดในฮอกไกโด น้ำพุร้อนหลายสี หุบเขา Jigokudani "นรก" สุดน่าทึ่ง การเดินทาง: นั่งรถไฟ JR Muroran Main Line ลงสถานี Noboribetsu Station แล้วต่อรถบัสท้องถิ่นไปยัง Noboribetsu Onsen ประมาณ 15 นาที