🌸 เว็บรีวิวท่องเที่ยวญี่ปุ่น โดยคนไทย สำหรับคนไทย

สถานที่ทั้งหมด

ค้นพบสถานที่น่าสนใจทั่วญี่ปุ่น

พบ 191 สถานที่
สวนชิจูกุ เกียวเอน 🏛️ ที่เที่ยว
📍 โตเกียว

สวนชิจูกุ เกียวเอน

สวนชินจูกุ เกียวเอน (Shinjuku Gyoen National Garden) เป็นหนึ่งในสวนสาธารณะขนาดใหญ่และสวยงามที่สุดของกรุงโตเกียว ตั้งอยู่บริเวณเขตชินจูกุและชิบูย่า มีพื้นที่รวมกว่า 58.3 เฮกตาร์ เดิมเป็นที่ดินของตระกูลซามูไรในยุคเอโดะ ต่อมาถูกดัดแปลงเป็นสวนของราชวงศ์ในยุคเมจิ ก่อนจะเปิดเป็นสวนสาธารณะแห่งชาติให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมตั้งแต่ปี ค.ศ. 1949 จุดเด่นที่ทำให้สวนชินจูกุ เกียวเอนแตกต่างจากสวนญี่ปุ่นทั่วไปคือ การผสมผสานสวนสามรูปแบบไว้ในพื้นที่เดียวกัน ได้แก่ สวนภูมิทัศน์แบบฝรั่งเศส (French Formal Garden) ที่มีการจัดแปลงดอกไม้เป็นรูปทรงเรขาคณิตอย่างเป็นระเบียบ สวนภูมิทัศน์แบบอังกฤษ (English Landscape Garden) ที่มีสนามหญ้าโล่งกว้างและต้นไม้ใหญ่ และสวนญี่ปุ่นดั้งเดิม (Japanese Traditional Garden) ที่มีบ่อน้ำ สะพานไม้ และศาลาชมวิวตามแบบสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นโบราณ ในด้านพันธุ์ไม้ สวนนี้ขึ้นชื่อเรื่องต้นซากุระที่มีความหลากหลายมากกว่า 1,000 ต้น จากกว่า 65 สายพันธุ์ ทำให้ฤดูชมซากุระที่นี่ยาวนานกว่าที่อื่น เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมไปจนถึงปลายเดือนเมษายน โดยพันธุ์ Somei Yoshino สีขาวอมชมพูจะบานก่อน ตามด้วยพันธุ์ Yaezakura ดอกซ้อนสีชมพูเข้มที่บานทีหลังและบานได้นานกว่า นอกจากซากุระแล้ว สวนยังมีความสวยงามในทุกฤดูกาล ฤดูร้อนมีสนามหญ้าเขียวขจีให้นั่งพักผ่อน ฤดูใบไม้ร่วงมีต้นเมเปิ้ลและแปะก๊วยที่เปลี่ยนเป็นสีแดงและสีทอง และฤดูหนาวมีต้นสนเขียวตัดกับฟ้าใส ภายในสวนยังมีเรือนกระจก (Greenhouse) ขนาดใหญ่ที่ปลูกพืชเขตร้อนและกล้วยไม้หลากสายพันธุ์ เปิดให้เข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ข้อกำหนดที่สำคัญของสวนนี้คือ ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และห้ามเล่นกีฬาภายในสวน ทำให้บรรยากาศโดยรวมเงียบสงบและเหมาะสำหรับการพักผ่อนมากกว่าสวนสาธารณะทั่วไปอย่าง Ueno Park ที่อนุญาตให้จัดปาร์ตี้ฮานามิแบบดื่มสุราได้ ค่าเข้าชมสวนอยู่ที่ 500 เยนสำหรับผู้ใหญ่ เปิดให้บริการตั้งแต่ 9.00-16.00 น. (ปิดประตูเข้า 16.00 น. แต่อนุญาตให้อยู่ในสวนได้ถึง 16.30 น.) และปิดให้บริการในวันจันทร์ ยกเว้นช่วงฤดูซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีที่อาจเปิดทุกวัน การเดินทางสามารถเข้าทางประตู Shinjuku Gate ซึ่งใกล้กับสถานี Shinjuku Gyoenmae บนรถไฟใต้ดินสาย Marunouchi Line เพียงเดินไม่กี่นาที หรือเข้าทางประตู Okido Gate ใกล้สถานี Shinjuku San-chome สวนชินจูกุ เกียวเอนจึงเป็นสถานที่พักผ่อนใจกลางเมืองที่เหมาะสำหรับทุกฤดูกาล ทั้งสำหรับการปิกนิก เดินเล่น หรือถ่ายภาพธรรมชาติ การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินสาย Marunouchi Line ลงสถานี Shinjuku Gyoenmae Station แล้วเดินเท้าประมาณ 3 นาทีไปทางประตู Shinjuku Gate หรือสาย Fukutoshin Line ลงสถานี Shinjuku Sanchome แล้วเดินไปทางประตู Okido Gate

พิพิธภัณฑ์ทีมแล็บ ทีมเลสส์ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 โตเกียว

พิพิธภัณฑ์ทีมแล็บ ทีมเลสส์

teamLab Borderless เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะดิจิทัลแบบอินเตอร์แอคทีฟที่ก่อตั้งโดยกลุ่มศิลปินและนักออกแบบ teamLab จากญี่ปุ่น ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ Mori Building Digital Art Museum บนเกาะโอไดบะ (Odaiba) กรุงโตเกียว เปิดให้บริการตั้งแต่ปี ค.ศ. 2018 ที่เดิมในย่าน Toyosu ก่อนย้ายมาที่ Azabudai Hills ในปี ค.ศ. 2024 ซึ่งเป็นที่ตั้งปัจจุบัน แนวคิดหลักของ teamLab Borderless คือการสร้างพื้นที่ศิลปะที่ไม่มีขอบเขตระหว่างห้องต่างๆ งานศิลปะแต่ละชิ้นสามารถ "ไหล" ออกจากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่งได้ และตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของผู้ชมในแบบเรียลไทม์ ทำให้ไม่มีผู้ชมคนใดเห็นภาพเดียวกันซ้ำสองครั้ง เป็นการผสานเทคโนโลยีดิจิทัล แสง เสียง และการเคลื่อนไหวเข้ากับพื้นที่ทางกายภาพอย่างไร้รอยต่อ ห้องจัดแสดงที่มีชื่อเสียงที่สุดได้แก่ Forest of Resonating Lamps ห้องที่มีโคมไฟแก้วหลายร้อยดวงแขวนเป็นแถวยาว แต่ละดวงจะเปลี่ยนสีและส่งสัญญาณแสงไปยังโคมไฟดวงใกล้เคียงเมื่อมีคนเดินผ่าน สร้างคลื่นแสงที่กระจายไปทั่วทั้งห้องอย่างต่อเนื่อง อีกห้องที่โดดเด่นคือ Crystal World ที่เต็มไปด้วยแท่งแสง LED หลายหมื่นแท่งที่เปลี่ยนสีตามจังหวะดนตรี สร้างบรรยากาศคล้ายอยู่ในจักรวาลแห่งแสง ห้อง Athletics Forest เป็นโซนที่ออกแบบมาสำหรับครอบครัวและเด็ก มีการผสานองค์ประกอบของสนามเด็กเล่นเข้ากับงานศิลปะดิจิทัล เช่น ตาชั่งแสงที่เปลี่ยนสีตามน้ำหนัก หรือ Trampoline ที่มีภาพดิจิทัลตอบสนองต่อการกระโดด ส่วนห้อง En Tea House เป็นพื้นที่พักผ่อนที่เสิร์ฟชาในถ้วยพิเศษ เมื่อเทน้ำชาลงในถ้วย จะมีดอกไม้ดิจิทัลบานขึ้นรอบถ้วยบนโต๊ะ ตั๋วเข้าชม teamLab Borderless ต้องซื้อล่วงหน้าทางออนไลน์เท่านั้น ไม่มีจำหน่ายหน้างาน ราคาสำหรับผู้ใหญ่ประมาณ 3,200-3,800 เยน ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่จอง เนื่องจากความนิยมสูงมาก ตั๋วในวันหยุดและช่วงเทศกาลอาจขายหมดล่วงหน้าหลายสัปดาห์ ระยะเวลาที่ใช้ในการเดินชมทั้งหมดประมาณ 2-3 ชั่วโมง ข้อแนะนำสำหรับผู้เข้าชมคือควรสวมเสื้อผ้าสีขาวหรือสีอ่อน เนื่องจากภาพดิจิทัลจะ Projection ลงบนตัวผู้ชมด้วย ทำให้ภาพถ่ายดูสวยงามมากขึ้น บางโซนจำเป็นต้องถอดรองเท้าเนื่องจากพื้นเป็นกระจกสะท้อนหรือมีน้ำ จึงควรสวมถุงเท้าหรือเตรียมไว้ การเดินทางมา Azabudai Hills สามารถลงสถานีรถไฟใต้ดิน Kamiyacho หรือ Roppongi-itchome แล้วเดินต่อประมาณ 5 นาที teamLab Borderless จึงเป็นจุดหมายที่เหมาะสำหรับทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นคู่รัก ครอบครัวที่มีเด็ก หรือผู้ที่สนใจศิลปะและเทคโนโลยี เป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาได้จากพิพิธภัณฑ์รูปแบบดั้งเดิม การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินสาย Hibiya Line ลงสถานี Kamiyacho Station (ทางออก 5) แล้วเดินต่อประมาณ 5 นาที หรือสาย Nanboku/Oedo Line ลงสถานี Roppongi-itchome Station แล้วเดินต่อประมาณ 7 นาที

วัดเซ็นโซจิ อาซากุซะ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 โตเกียว

วัดเซ็นโซจิ อาซากุซะ

เซ็นโซจิ อาซากุซะ (Senso-ji Asakusa) เป็นชื่อเรียกของวัดเซ็นโซจิที่ตั้งอยู่ในย่านอาซากุซะ ซึ่งเป็นชื่อที่นักท่องเที่ยวมักใช้เพื่อระบุตำแหน่งที่ตั้งของวัดให้ชัดเจน วัดแห่งนี้คือวัดพุทธที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงโตเกียว มีประวัติยาวนานกว่า 1,400 ปี นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 645 และเป็นศูนย์กลางของย่านอาซากุซะที่ยังคงรักษาบรรยากาศแบบโตเกียวยุคเก่าไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ย่านอาซากุซะรอบวัดเซ็นโซจิเป็นพื้นที่ที่สะท้อนวิถีชีวิตแบบเอโดะ (Edo) ได้ดีที่สุดในโตเกียว ตึกอาคารส่วนใหญ่ยังคงความสูงไม่เกิน 4-5 ชั้น แตกต่างจากย่านธุรกิจสมัยใหม่อย่างชินจูกุหรือชิบูย่า ถนนสายหลักที่นำไปสู่วัดคือถนน Nakamise Dori ความยาวประมาณ 250 เมตร มีร้านค้ากว่า 90 ร้านจำหน่ายสินค้าหัตถกรรม เครื่องประดับ ชุดยูกาตะ และอาหารว่างแบบดั้งเดิม อาคารสำคัญของวัดเริ่มจากประตู Kaminarimon หรือประตูสายฟ้า ที่มีโคมไฟกระดาษสีแดงขนาดใหญ่แขวนตรงกลาง จากนั้นเป็นถนน Nakamise นำไปสู่ประตู Hozomon ซึ่งเป็นประตูชั้นสองที่มีรูปปั้นเทพผู้พิทักษ์สององค์ ก่อนถึงวิหารหลัก Hondo ที่ประดิษฐานรูปปั้นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ด้านข้างมีเจดีย์ห้าชั้นสูง 53 เมตรซึ่งเป็นจุดสังเกตสำคัญของย่าน ในวันธรรมดาวัดเซ็นโซจิเปิดให้เข้าชมวิหารหลักตั้งแต่ 6.00 น. ส่วนวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์เปิดตั้งแต่ 6.30 น. ปิดเวลา 17.00 น. ทุกวัน แต่บริเวณลานวัดและประตูต่างๆ เปิดให้เข้าชมได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทำให้สามารถมาเยือนได้ทุกช่วงเวลาของวัน ช่วงเช้าตรู่ก่อน 7 โมงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการถ่ายภาพ เนื่องจากนักท่องเที่ยวยังน้อย และยังสามารถเห็นภาพพระสงฆ์ทำวัตรเช้าในวิหารหลัก ส่วนช่วงหลัง 17.00 น. ที่ร้านค้าบน Nakamise ปิดแล้ว วัดจะมีการเปิดไฟประดับบริเวณประตูและเจดีย์ สร้างบรรยากาศที่สวยงามแตกต่างจากกลางวัน นอกจากวัดแล้ว ย่านอาซากุซะยังมีสถานที่น่าสนใจใกล้เคียงอีกมาก เช่น Asakusa Culture Tourist Information Center ที่มีจุดชมวิวชั้น 8 สามารถมองเห็นวัดและตึก Tokyo Skytree ในมุมเดียวกัน หรือแม่น้ำสุมิดะที่มีเรือสำราญล่องไปยังโอไดบะ การเดินทางมาอาซากุซะสามารถใช้รถไฟใต้ดินสาย Ginza Line, Asakusa Line หรือ Tobu Skytree Line ลงที่สถานี Asakusa แล้วเดินเพียง 5 นาทีถึงประตู Kaminarimon เซ็นโซจิ อาซากุซะจึงเป็นจุดหมายที่ทุกคนที่มาเยือนโตเกียวควรมาสัมผัสบรรยากาศแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมที่หาได้ยากในเมืองใหญ่

พิพิธภัณฑ์ teamLab Planets 🏛️ ที่เที่ยว
📍 โตเกียว

พิพิธภัณฑ์ teamLab Planets

teamLab Planets TOKYO เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะดิจิทัลแบบอินเตอร์แอคทีฟ ตั้งอยู่ในย่านโทโยสุ (Toyosu) กรุงโตเกียว เปิดให้บริการในปี ค.ศ. 2018 โดยกลุ่มศิลปิน teamLab ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันที่สร้าง teamLab Borderless แต่ teamLab Planets มีแนวคิดที่แตกต่างออกไป โดยเน้นการให้ผู้ชมเดินเท้าเปล่าลุยน้ำและสัมผัสกับงานศิลปะโดยตรงผ่านประสาทสัมผัสทั้งร่างกาย จุดเด่นที่ทำให้ teamLab Planets แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะทั่วไปคือ ผู้เข้าชมต้องถอดรองเท้าและถุงเท้าตั้งแต่ทางเข้า เพื่อเดินผ่านพื้นที่จัดแสดงที่มีทั้งน้ำลึกระดับเข่าและพื้นผิวสัมผัสต่างๆ ทำให้ประสบการณ์การชมงานศิลปะกลายเป็นการมีส่วนร่วมทางกายภาพอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ใช่เพียงการมองดูเฉยๆ ห้องจัดแสดงที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Drawing on the Water Surface ซึ่งเป็นพื้นที่น้ำตื้นที่มีภาพปลาคาร์พดิจิทัลแหวกว่ายไปมา เมื่อผู้ชมเดินผ่าน ปลาเหล่านี้จะแตกกระจายเป็นดอกไม้ดิจิทัลที่บานออกรอบเท้า สร้างเอฟเฟกต์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามการเคลื่อนไหวของผู้ชม อีกห้องที่ได้รับความนิยมคือ Floating Flower Garden ห้องที่มีดอกไม้สดจริงนับพันดอกแขวนลงมาจากเพดาน ดอกไม้เหล่านี้จะถูกยกขึ้นและลงโดยอัตโนมัติตามการเคลื่อนไหวของผู้ชม ทำให้บางครั้งดอกไม้จะอยู่เหนือศีรษะ และบางครั้งจะลอยลงมาใกล้ใบหน้า สร้างบรรยากาศราวกับเดินอยู่ในสวนดอกไม้ที่มีชีวิต ห้อง Infinite Crystal Universe เป็นห้องที่ประกอบด้วยหลอด LED นับหมื่นดวงแขวนเป็นโครงสร้างสามมิติ แสงไฟจะเปลี่ยนสีและรูปแบบตามการเคลื่อนไหวและการสัมผัสของผู้ชมผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ สร้างความรู้สึกเหมือนอยู่ในจักรวาลที่เต็มไปด้วยดวงดาว เนื่องจากต้องเดินลุยน้ำ ผู้เข้าชมจึงควรเตรียมตัวด้วยการสวมกางเกงที่สามารถพับขาขึ้นได้ หรือสวมกางเกงขาสั้น พิพิธภัณฑ์มีจุดให้เช็ดเท้าและทำความสะอาดก่อนออกจากแต่ละโซน ใช้เวลาเดินชมทั้งหมดประมาณ 1.5-2 ชั่วโมง ตั๋วเข้าชมต้องซื้อล่วงหน้าทางออนไลน์เท่านั้น ราคาประมาณ 3,200-3,800 เยนสำหรับผู้ใหญ่ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่จอง เนื่องจากความนิยมสูง ตั๋วในช่วงวันหยุดอาจขายหมดล่วงหน้าหลายสัปดาห์ การเดินทางมา teamLab Planets สามารถนั่งรถไฟสาย Yurikamome หรือรถไฟใต้ดินสาย Yurakucho Line ลงที่สถานี Shin-Toyosu แล้วเดินต่ออีกประมาณ 3 นาที teamLab Planets จึงเป็นจุดหมายที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการประสบการณ์ศิลปะดิจิทัลที่แตกต่างจากการชมงานศิลปะแบบดั้งเดิมโดยสิ้นเชิง

ปราสาทโอซาก้า 🏛️ ที่เที่ยว
📍 โอซาก้า

ปราสาทโอซาก้า

ปราสาทที่งดงามสร้างปี 1583 โดย Toyotomi Hideyoshi ล้อมรอบด้วยคูน้ำสองชั้น มีพิพิธภัณฑ์ 8 ชั้นภายใน สวนซากุระกว่า 600 ต้นรอบปราสาท

ป่าไผ่อาราชิยาม่า 🏛️ ที่เที่ยว
📍 เกียวโต

ป่าไผ่อาราชิยาม่า

ป่าไผ่อาราชิยาม่า (Arashiyama Bamboo Grove) เป็นหนึ่งในจุดถ่ายภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดของเกียวโต ตั้งอยู่ในเขตอาราชิยาม่าทางตะวันตกของเมือง เส้นทางเดินผ่านป่าไผ่มีความยาวประมาณ 500 เมตร เชื่อมระหว่างวัดเทนริวจิ (Tenryu-ji Temple) และศาลเจ้าโนโนะมิยะ (Nonomiya Shrine) ป่าไผ่แห่งนี้ประกอบด้วยต้นไผ่สายพันธุ์ Moso Bamboo ซึ่งเป็นไผ่ที่มีขนาดใหญ่และสูงที่สุดในญี่ปุ่น สามารถสูงได้ถึง 20-25 เมตร ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่และเรียงตัวกันแน่นจนปิดบังแสงแดดเกือบทั้งหมด เมื่อแสงแดดส่องผ่านใบไผ่ลงมาจะเกิดแสงสีเขียวอมเหลืองที่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้สถานที่นี้ได้รับความนิยมในการถ่ายภาพ นอกจากความสวยงามทางสายตา ป่าไผ่อาราชิยาม่ายังมีเอกลักษณ์ทางเสียง รัฐบาลญี่ปุ่นได้ขึ้นทะเบียนเสียงลมพัดผ่านป่าไผ่ที่นี่เป็นหนึ่งใน "100 เสียงแห่งญี่ปุ่นที่ควรอนุรักษ์" (Soundscapes of Japan) เนื่องจากเสียงที่เกิดจากลำไผ่เสียดสีกันเมื่อมีลมพัดมีความเป็นเอกลักษณ์และไม่สามารถหาได้จากที่อื่น บริเวณทางเข้าฝั่งหนึ่งของป่าไผ่ติดกับวัดเทนริวจิ ซึ่งเป็นวัดเซนที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1339 โดยโชกุน Ashikaga Takauji เพื่อรำลึกถึงจักรพรรดิ Go-Daigo ภายในวัดมีสวนแบบ Kare-sansui หรือสวนหินเซน และบ่อน้ำ Sogenchi Garden ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และทัศนียภาพของญี่ปุ่น ค่าเข้าชมสวนของวัดอยู่ที่ประมาณ 500 เยน อีกฝั่งของป่าไผ่เชื่อมต่อกับศาลเจ้าโนโนะมิยะ ซึ่งเป็นศาลเจ้าเล็กๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับวรรณกรรมคลาสสิกเรื่อง Tale of Genji ในอดีตเป็นสถานที่ที่เจ้าหญิงจะมาทำพิธีชำระล้างก่อนเข้ารับหน้าที่ในศาลเจ้าอิเสะ ปัจจุบันเป็นที่นิยมของคู่รักที่มาขอพรด้านความรัก การเดินทางมาป่าไผ่อาราชิยาม่าสามารถนั่งรถไฟสาย JR Sagano Line จากสถานีเกียวโต ลงที่สถานี Saga-Arashiyama ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที หรือนั่งรถไฟสาย Randen Tram ลงที่สถานี Arashiyama ก็ได้ ทั้งสองสถานีอยู่ใกล้กับทางเข้าป่าไผ่ ป่าไผ่อาราชิยาม่าไม่มีค่าเข้าชมและเปิดให้เดินผ่านได้ตลอดเวลา แต่ในช่วงเวลาทำการของวัดและศาลเจ้า (ประมาณ 8.00-17.00 น.) จะมีนักท่องเที่ยวหนาแน่นมาก ช่วงเวลาที่แนะนำในการมาเยือนคือช่วงเช้าตรู่ก่อน 8 โมง เพื่อหลีกเลี่ยงความแออัดและได้สัมผัสบรรยากาศที่เงียบสงบของป่าไผ่อย่างเต็มที่ บริเวณรอบๆ ยังมีร้านอาหาร ร้านชา และร้านขายของฝากมากมายที่เปิดให้บริการตลอดทั้งวัน การเดินทาง: นั่งรถไฟสาย JR Sagano Line จากสถานีเกียวโต ลงสถานี Saga-Arashiyama ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที หรือนั่งรถไฟ Randen Tram ลงสถานี Arashiyama ทั้งสองสถานีอยู่ใกล้กับทางเข้าป่าไผ่

ป่าไผ่ อาราชิยาม่า 🏛️ ที่เที่ยว
📍 เกียวโต

ป่าไผ่ อาราชิยาม่า

อาราชิยาม่า บัมบู โกรฟ (Arashiyama Bamboo Grove) คือเส้นทางเดินผ่านป่าไผ่ในเขตอาราชิยาม่า ทางตะวันตกของเกียวโต ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิทัศน์ธรรมชาติที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น เส้นทางหลักมีความยาวประมาณ 500 เมตร เชื่อมต่อระหว่างบริเวณวัดเทนริวจิและศาลเจ้าโนโนะมิยะ ไผ่ที่ปลูกในป่าแห่งนี้เป็นสายพันธุ์ Moso Bamboo (Phyllostachys edulis) ซึ่งเป็นไผ่สายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น สามารถเจริญเติบโตได้สูงถึง 20-25 เมตร และมีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วมาก ในบางช่วงสามารถเติบโตได้มากกว่า 1 เมตรต่อวัน ลำต้นไผ่ที่หนาแน่นและสูงทำให้เกิดเอฟเฟกต์การบังแสงที่สร้างบรรยากาศเฉพาะตัว คุณค่าทางวัฒนธรรมของป่าไผ่อาราชิยาม่าได้รับการยอมรับในระดับประเทศ โดยกระทรวงสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่นได้บรรจุเสียงลมพัดผ่านป่าไผ่นี้ไว้ในรายการ "100 Soundscapes of Japan" ซึ่งเป็นโครงการอนุรักษ์เสียงที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมของประเทศ เสียงที่เกิดจากการเสียดสีของลำไผ่เมื่อมีลมพัดถือเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางเสียงของญี่ปุ่น บริเวณทางเข้าด้านหนึ่งของป่าไผ่เชื่อมต่อกับวัดเทนริวจิ (Tenryu-ji) วัดเซนอันดับหนึ่งในห้าวัดเซนสำคัญของเกียวโต (Kyoto Gozan) ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1339 โดยโชกุน Ashikaga Takauji สวนของวัดที่เรียกว่า Sogenchi Garden ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์และทัศนียภาพพิเศษของญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในสวนเซนที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ อีกฝั่งของป่าไผ่เชื่อมต่อกับศาลเจ้าโนโนะมิยะ (Nonomiya Shrine) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในวรรณกรรมคลาสสิกเรื่อง Tale of Genji ในฐานะสถานที่ที่เจ้าหญิงในราชวงศ์ต้องมาทำพิธีชำระล้างก่อนเข้ารับหน้าที่ในศาลเจ้าอิเสะ ปัจจุบันศาลเจ้านี้เป็นที่นิยมของผู้ที่มาขอพรด้านความรักและการแต่งงาน นอกจากการเดินชมป่าไผ่แล้ว บริเวณใกล้เคียงยังมี Okochi Sanso Villa ซึ่งเป็นบ้านพักของนักแสดงภาพยนตร์ชื่อดังในอดีต ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีสวนญี่ปุ่นสวยงามและจุดชมวิวภูเขา Arashiyama การเดินทางมาป่าไผ่อาราชิยาม่าสะดวกที่สุดโดยนั่งรถไฟ JR Sagano Line จากสถานีเกียวโต ลงสถานี Saga-Arashiyama ใช้เวลาประมาณ 15 นาที หรือรถไฟ Randen Tram ลงสถานี Arashiyama ป่าไผ่ไม่มีค่าเข้าชมและเปิดให้เดินผ่านได้ตลอดเวลา แนะนำให้มาเยือนในช่วงเช้าตรู่ก่อน 8 โมงเพื่อหลีกเลี่ยงความแออัดของนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวที่มีเวลามากสามารถต่อกระเช้าลอยฟ้า Arashiyama Monkey Park Iwatayama จากบริเวณใกล้สะพาน Togetsukyo ขึ้นไปชมลิงป่าญี่ปุ่นและทัศนียภาพของเกียวโตจากมุมสูง ทำให้การมาเยือนป่าไผ่อาราชิยาม่าสามารถผสมผสานกับกิจกรรมอื่นๆ ได้อย่างหลากหลายในพื้นที่เดียวกัน

สวนดอกไม้ ฟาร์ม โทมิตะ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 ฮอกไกโด

สวนดอกไม้ ฟาร์ม โทมิตะ

ฟาร์มโทมิตะ (Farm Tomita) เป็นฟาร์มลาเวนเดอร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในเมืองนากะฟุราโนะ (Nakafurano) จังหวัดฮอกไกโด ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1958 โดยตระกูลโทมิตะ ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกการปลูกลาเวนเดอร์เพื่อการค้าในประเทศญี่ปุ่น และเป็นฟาร์มที่ยังคงดำเนินกิจการมาจนถึงปัจจุบันโดยทายาทรุ่นที่สาม ฟาร์มโทมิตะมีพื้นที่ปลูกดอกไม้รวมกว่า 15 เฮกตาร์ แบ่งออกเป็นหลายโซน โซนที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Saika no Oka ซึ่งเป็นแปลงดอกไม้สีรุ้งที่ปลูกดอกไม้หลากสีเรียงเป็นแถบขนานกัน ได้แก่ ลาเวนเดอร์สีม่วง ป๊อปปี้สีแดงและส้ม คอสมอสสีชมพู และดอกคาโมมายล์สีขาว สร้างภาพแถบสีสันสดใสที่ทอดตัวไปบนเนินเขาคล้ายผ้าทอ ฤดูที่ลาเวนเดอร์บานสะพรั่งที่สุดคือช่วงกลางเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคมของทุกปี ในช่วงนี้ทุ่งลาเวนเดอร์จะเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มทั่วทั้งเนินเขา ส่งกลิ่นหอมของลาเวนเดอร์อบอวลไปทั่วบริเวณ เป็นภาพที่ได้รับความนิยมในการถ่ายภาพมากที่สุดของฮอกไกโดในช่วงฤดูร้อน นอกจากลาเวนเดอร์แล้ว ฟาร์มโทมิตะยังปลูกดอกไม้ตามฤดูกาลอื่นๆ อีกมากมาย ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนจะมีทุ่งดอกทิวลิปและไอริส ส่วนช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายนจะมีดอกซัลเวียสีแดงและดอกทานตะวันบาน ทำให้ฟาร์มแห่งนี้มีความสวยงามที่แตกต่างกันไปตลอดช่วงฤดูร้อนของฮอกไกโด ภายในฟาร์มมีร้านค้าและร้านอาหารหลายแห่ง โดยร้านที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Lavender Ice Cream Shop ที่จำหน่ายไอศกรีมรสลาเวนเดอร์สีม่วงซึ่งเป็นเมนูขึ้นชื่อ นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากลาเวนเดอร์ เช่น น้ำหอม สบู่ น้ำมันหอมระเหย และถุงหอมลาเวนเดอร์แห้ง ซึ่งเป็นของฝากที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว การเดินทางมาฟาร์มโทมิตะสามารถนั่งรถไฟสาย JR Furano Line จากสถานีฟุราโนะ (Furano Station) ลงที่สถานี Lavender Farm Station ซึ่งเป็นสถานีรถไฟที่เปิดให้บริการเฉพาะช่วงฤดูร้อน (ประมาณกลางเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนตุลาคม) จากสถานีเดินไปยังฟาร์มเพียง 7 นาที หรือสามารถนั่งรถไฟลงที่สถานี Naka-Furano แล้วเดินต่ออีกประมาณ 25 นาที ฟาร์มโทมิตะเปิดให้เข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เวลาเปิดให้บริการแตกต่างกันตามฤดูกาล โดยทั่วไปเปิดตั้งแต่ 8.30-17.00 น. ในช่วงฤดูร้อนอาจเปิดยาวถึง 18.00 น. ฟาร์มโทมิตะจึงเป็นจุดหมายที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่เดินทางมาฮอกไกโดในช่วงฤดูร้อน นอกจากฟาร์มโทมิตะแล้ว ตัวเมืองฟุราโนะยังเป็นที่ตั้งของไร่ไวน์ Furano Winery ที่ผลิตไวน์จากองุ่นที่ปลูกในพื้นที่ และยังเป็นจุดหมายปลายทางด้านสกีรีสอร์ตที่มีชื่อเสียงในช่วงฤดูหนาว ทำให้พื้นที่นี้มีความน่าสนใจตลอดทั้งปี ไม่ใช่เพียงช่วงฤดูดอกไม้บานเท่านั้น สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีเวลาจำกัด แนะนำให้จัดสรรเวลาอย่างน้อยครึ่งวันเพื่อเดินชมทุ่งดอกไม้ ชิมไอศกรีมและอาหารท้องถิ่น รวมถึงเลือกซื้อผลิตภัณฑ์แปรรูปจากลาเวนเดอร์เป็นของฝาก การเดินทาง: นั่งรถไฟ JR Furano Line ลงสถานี Lavender Field Station (เฉพาะช่วงฤดูร้อน ก.ค. - ส.ค.) หรือสถานี Nakafurano Station แล้วนั่งแท็กซี่ต่อประมาณ 10 นาที

ทุ่งลาเวนเดอร์ ฟาร์มโทมิตะ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 ฮอกไกโด

ทุ่งลาเวนเดอร์ ฟาร์มโทมิตะ

ทุ่งลาเวนเดอร์ฟาร์มโทมิตะ (Farm Tomita Lavender Fields) เป็นส่วนหนึ่งของฟาร์มโทมิตะ ตั้งอยู่ในเมืองนากะฟุราโนะ จังหวัดฮอกไกโด ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกลาเวนเดอร์เพื่อการท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น ฟาร์มก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1958 และได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของฤดูร้อนในฮอกไกโด พื้นที่ปลูกลาเวนเดอร์หลักของฟาร์มโทมิตะมีชื่อว่า Saika no Oka ซึ่งหมายถึง "เนินดอกไม้สี่ฤดู" เป็นเนินเขาที่ปลูกดอกไม้หลากสีเรียงเป็นแถบขนานกันอย่างมีระเบียบ ได้แก่แถบลาเวนเดอร์สีม่วง แถบป๊อปปี้สีแดงและสีส้ม แถบดอกคาโมมายล์สีขาว และแถบดอกไม้สีเหลืองอย่างมาริโกลด์ การจัดเรียงสีดอกไม้เป็นแถบขนานบนพื้นเนินลาดเอียงทำให้เกิดภาพที่มีมิติคล้ายผ้าทอลายสีรุ้ง ฤดูที่ลาเวนเดอร์บานสะพรั่งที่สุดอยู่ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงพีคของฤดูร้อนในฮอกไกโด ในช่วงนี้อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20-25 องศาเซลเซียส เหมาะสำหรับการเดินเล่นกลางแจ้ง กลิ่นหอมของลาเวนเดอร์จะอบอวลไปทั่วทั้งพื้นที่ฟาร์ม นอกจาก Saika no Oka แล้ว ฟาร์มโทมิตะยังมีโซนอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น Traditional Lavender East ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกลาเวนเดอร์พันธุ์ดั้งเดิมที่ปลูกมาตั้งแต่ยุคก่อตั้งฟาร์ม และ Flower Field ซึ่งปลูกดอกไม้หมุนเวียนตามฤดูกาล ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนจะมีทุ่งทิวลิปและไอริส และในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายนจะมีดอกซัลเวียสีแดงสดและดอกทานตะวัน ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของฟาร์มโทมิตะคือ Lavender Soft Cream หรือไอศกรีมซอฟต์ครีมรสลาเวนเดอร์สีม่วงอ่อน ซึ่งทำจากน้ำมันลาเวนเดอร์ที่สกัดจากฟาร์มเอง มีรสชาติหอมละมุนไม่หวานจัด นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่นๆ เช่น น้ำหอมลาเวนเดอร์ สบู่ ถุงหอม และน้ำมันหอมระเหยที่ผลิตจากโรงกลั่นในฟาร์มเอง การเดินทางมาทุ่งลาเวนเดอร์ฟาร์มโทมิตะสะดวกที่สุดในช่วงฤดูร้อน โดยรถไฟสาย JR Furano Line จะเปิดสถานีพิเศษชื่อ Lavender Farm Station ซึ่งเปิดให้บริการเฉพาะช่วงกลางเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนตุลาคมเท่านั้น จากสถานีนี้เดินไปยังฟาร์มเพียง 7 นาที ในช่วงนอกฤดูสามารถลงที่สถานี Naka-Furano แล้วเดินต่ออีกประมาณ 25 นาที หรือใช้แท็กซี่ ฟาร์มโทมิตะเปิดให้เข้าชมฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เวลาเปิดให้บริการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล ช่วงฤดูร้อนเปิดประมาณ 8.30-18.00 น. ทุ่งลาเวนเดอร์ฟาร์มโทมิตะจึงเป็นจุดหมายที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่เดินทางมาฮอกไกโดในช่วงเดือนกรกฎาคม

บึงน้ำสีฟ้า ชิโรกาเนะ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 ฮอกไกโด

บึงน้ำสีฟ้า ชิโรกาเนะ

บึงสีฟ้าชิโรกาเนะ (Shirogane Blue Pond) เป็นบึงน้ำขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในเมืองบิเอะ จังหวัดฮอกไกโด ห่างจากตัวเมืองบิเอะประมาณ 20 นาทีโดยรถยนต์ บึงน้ำแห่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติแต่เกิดจากผลพวงของโครงการป้องกันภัยจากภูเขาไฟ Tokachidake ในปี ค.ศ. 1988 หลังจากภูเขาไฟ Tokachidake ปะทุในปี ค.ศ. 1988 รัฐบาลท้องถิ่นได้สร้างเขื่อนกั้นน้ำเพื่อป้องกันโคลนภูเขาไฟ (Lahar) ไม่ให้ไหลลงไปทำลายเมืองบิเอะ การกั้นน้ำนี้ทำให้น้ำจากแม่น้ำ Biei สะสมตัวในพื้นที่ลุ่มจนเกิดเป็นบึงน้ำขนาดเล็กขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ และต้นไม้ในป่าที่อยู่ในบริเวณนั้นก็จมอยู่ในน้ำ สีฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์ของบึงน้ำเกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่หาได้ยาก น้ำจากแม่น้ำ Biei มีแร่อะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ (Aluminum Hydroxide) ที่ละลายมาจากน้ำพุร้อนตามธรรมชาติในพื้นที่ภูเขาไฟ เมื่อแร่นี้สัมผัสกับน้ำเย็นจะเกิดการตกตะกอนเป็นอนุภาคขนาดเล็กที่กระจายตัวอยู่ในน้ำ อนุภาคเหล่านี้จะสะท้อนแสงสีน้ำเงินและทำให้แสงสีอื่นถูกดูดกลืน คล้ายกับปรากฏการณ์ที่ทำให้ท้องฟ้าเป็นสีฟ้า สีของน้ำในบึงไม่คงที่ และเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพอากาศ ปริมาณแร่ธาตุ และมุมของแสงอาทิตย์ ในบางวันน้ำอาจเป็นสีฟ้าอมเขียวเข้ม ในขณะที่บางวันอาจเป็นสีฟ้าอ่อนใกล้เคียงสีเทอร์ควอยซ์ ความไม่แน่นอนนี้ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนในต่างเวลากันจะได้เห็นภาพที่ไม่เหมือนกัน ต้นไม้ที่ยืนตายอยู่ในน้ำเป็นต้น Larch (เกียะ) ซึ่งเป็นไม้สนผลัดใบที่จมน้ำตายจากการสร้างเขื่อน แต่ลำต้นยังคงตั้งตระหง่านอยู่ สร้างความแตกต่างของสีระหว่างลำต้นสีเทาน้ำตาลกับน้ำสีฟ้าสด ทำให้ภาพถ่ายมีมิติและความน่าสนใจเป็นพิเศษ บึงสีฟ้าชิโรกาเนะมีชื่อเสียงไปทั่วโลกหลังจากถูกใช้เป็นภาพพื้นหลังในผลิตภัณฑ์ของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในปี ค.ศ. 2012 ทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศหลั่งไหลมาเยือนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ฤดูที่แนะนำในการมาเยือนคือฤดูใบไม้ร่วงช่วงเดือนตุลาคม เมื่อใบของต้นไม้รอบบึงเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองตัดกับน้ำสีฟ้า และฤดูหนาวช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคมที่บึงน้ำบางส่วนจะแข็งตัวและมีการเปิดไฟประดับยามค่ำคืน (Light-up) ทำให้น้ำที่ยังไม่แข็งตัวเรืองแสงสีฟ้าสวยงามเป็นพิเศษ การเดินทางมาบึงสีฟ้าชิโรกาเนะสามารถนั่งรถไฟมาลงสถานี Biei แล้วต่อแท็กซี่หรือรถเช่าประมาณ 20 นาที ไม่มีระบบขนส่งสาธารณะเข้าถึงโดยตรง บึงน้ำเปิดให้เข้าชมได้ตลอดเวลาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ในช่วง Light-up ฤดูหนาวอาจมีการจำกัดเวลาเข้าชมในช่วงค่ำ

สวนกวางนารา 🏛️ ที่เที่ยว
📍 นารา

สวนกวางนารา

สวนนารา (Nara Park) เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมืองนารา จังหวัดนารา มีพื้นที่ครอบคลุมกว่า 660 เฮกตาร์ เป็นที่ตั้งของวัดและศาลเจ้าสำคัญหลายแห่ง รวมถึงเป็นที่อยู่อาศัยของกวางป่าซิกะ (Sika Deer) ที่เดินอย่างเสรีกว่า 1,200 ตัว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้สวนนาราเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น กวางในสวนนาราได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น "สมบัติของชาติ" (National Treasure) ตามความเชื่อดั้งเดิมของศาสนาชินโต กวางถือเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นทูตของเทพเจ้า Kasuga ซึ่งเป็นเทพประจำศาลเจ้า Kasuga Taisha ตำนานเล่าว่าเทพเจ้า Takemikazuchi เสด็จมายังนาราโดยทรงกวางสีขาว ทำให้กวางในพื้นที่นี้ได้รับการคุ้มครองมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน นักท่องเที่ยวสามารถซื้อขนมสำหรับกวางที่เรียกว่า Shika Senbei ซึ่งเป็นข้าวเกรียบไม่ปรุงรสที่ทำขึ้นเฉพาะสำหรับกวาง จำหน่ายโดยร้านค้าที่ได้รับอนุญาตในราคาประมาณ 200 เยนต่อแพ็ค กวางในสวนนาราคุ้นเคยกับมนุษย์มากจนบางตัวจะโค้งคำนับเพื่อขอขนม ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ได้รับความนิยมในการถ่ายภาพ อย่างไรก็ตามนักท่องเที่ยวควรระมัดระวัง เนื่องจากกวางบางตัวอาจมีพฤติกรรมก้าวร้าวเมื่อต้องการอาหาร ภายในสวนนาราเป็นที่ตั้งของวัดโทไดจิ (Todai-ji) ซึ่งเป็นวัดที่มีอาคารไม้ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 752 เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไดบุตสึ (Daibutsu) ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น สูงประมาณ 15 เมตร น้ำหนักกว่า 500 ตัน ภายในอาคารยังมีเสาไม้ขนาดใหญ่ที่มีรูเจาะขนาดเท่ารูจมูกของพระพุทธรูป ตามความเชื่อว่าผู้ที่สามารถลอดผ่านรูนี้ได้จะได้รับพรให้มีสุขภาพแข็งแรงและตรัสรู้ในชาติหน้า อีกสถานที่สำคัญคือศาลเจ้า Kasuga Taisha ซึ่งมีเส้นทางเดินที่รายล้อมด้วยตะเกียงหินและตะเกียงทองสัมฤทธิ์กว่า 3,000 ดวง ซึ่งบางส่วนมีอายุมากกว่า 800 ปี ตะเกียงเหล่านี้จะถูกจุดไฟในช่วงเทศกาล Mantoro ปีละสองครั้ง สร้างบรรยากาศที่งดงามและลึกลับ สวนนารายังเป็นจุดชมซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีที่ได้รับความนิยม ในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนจะมีต้นซากุระบานทั่วสวน ส่วนช่วงเดือนพฤศจิกายนจะมีต้นเมเปิ้ลและแปะก๊วยเปลี่ยนเป็นสีแดงและสีทอง การเดินทางมาสวนนาราสะดวกมาก โดยนั่งรถไฟสาย JR Nara Line หรือ Kintetsu Nara Line จากเกียวโตหรือโอซาก้า ลงที่สถานี JR Nara หรือ Kintetsu Nara แล้วเดินต่ออีกประมาณ 5-15 นาที สวนนาราเปิดให้เข้าชมตลอดเวลาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่การเข้าชมพระพุทธรูปไดบุตสึในวัดโทไดจิมีค่าเข้าชม 600 เยน เปิด 7.30-17.30 น. ในฤดูร้อน และ 8.00-17.00 น. ในฤดูหนาว การเดินทาง: นั่งรถไฟ Kintetsu Nara Line ลงสถานี Kintetsu Nara Station แล้วเดินเท้าประมาณ 5 นาที หรือ JR Nara Line ลงสถานี Nara Station แล้วเดินประมาณ 20 นาที หรือนั่งรถบัสเมือง

สวนกวางนารา 🏛️ ที่เที่ยว
📍 นารา

สวนกวางนารา

สวนนารา (Nara Park) เป็นพื้นที่สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองนารา อดีตเมืองหลวงแห่งแรกของญี่ปุ่นในยุค Nara Period (ค.ศ. 710-794) สวนแห่งนี้มีพื้นที่กว่า 660 เฮกตาร์ และเป็นที่ตั้งของกลุ่มอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO จุดที่ทำให้สวนนาราโดดเด่นที่สุดคือฝูงกวางป่าซิกะ (Sika Deer) จำนวนกว่า 1,200 ตัวที่อาศัยอยู่อย่างเสรีในพื้นที่สวน กวางเหล่านี้ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะ "สมบัติของชาติทางธรรมชาติ" (Natural Treasure) มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1957 ตามตำนานความเชื่อของศาสนาชินโต เทพเจ้า Takemikazuchi-no-Mikoto ได้เสด็จมายังนาราโดยทรงกวางสีขาว ทำให้กวางกลายเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้า Kasuga Taisha กวางในสวนนาราคุ้นเคยกับมนุษย์เป็นอย่างมาก เนื่องจากได้รับอาหารจากนักท่องเที่ยวมาเป็นเวลานาน ร้านค้าที่ได้รับอนุญาตจะจำหน่ายขนม Shika Senbei ซึ่งเป็นข้าวเกรียบไม่ปรุงรสที่ทำขึ้นเฉพาะสำหรับกวาง พฤติกรรมที่น่าสนใจคือกวางบางตัวจะโค้งคำนับก่อนรับขนม ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เรียนรู้จากการตอบสนองของนักท่องเที่ยว ภายในสวนนาราเป็นที่ตั้งของวัดโทไดจิ (Todai-ji) ซึ่งสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 752 ตามพระราชโองการของจักรพรรดิ Shomu เพื่อเป็นศูนย์กลางของวัดในเครือข่ายทั่วประเทศ อาคาร Daibutsuden หรือ "หอพระใหญ่" เป็นอาคารไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปไดบุตสึ ซึ่งเป็นรูปปั้นพระพุทธรูปไวโรจนะทองสัมฤทธิ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น อีกสถานที่สำคัญคือศาลเจ้า Kasuga Taisha ซึ่งก่อตั้งในปี ค.ศ. 768 มีเส้นทางเดินที่ประดับด้วยตะเกียงหินกว่า 2,000 ดวงและตะเกียงทองสัมฤทธิ์กว่า 1,000 ดวง บางส่วนมีอายุย้อนไปถึงยุค Heian ตะเกียงเหล่านี้จะถูกจุดในเทศกาล Mantoro ที่จัดขึ้นปีละสองครั้งในเดือนกุมภาพันธ์และสิงหาคม สวนนารายังเป็นจุดชมซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีที่สำคัญ ช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนซากุระจะบานทั่วสวน ส่วนช่วงเดือนพฤศจิกายนต้นเมเปิ้ลและแปะก๊วยจะเปลี่ยนเป็นสีแดงและทอง สร้างความสวยงามที่แตกต่างกันในแต่ละฤดูกาล การเดินทางมาสวนนาราสะดวกมากจากเกียวโตหรือโอซาก้า โดยนั่งรถไฟสาย JR Nara Line หรือ Kintetsu Nara Line ลงสถานี JR Nara หรือ Kintetsu Nara แล้วเดินต่ออีก 5-15 นาที สวนเปิดให้เข้าชมตลอดเวลาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ส่วนการเข้าชมพระพุทธรูปไดบุตสึมีค่าเข้าชม 600 เยน เปิด 7.30-17.30 น. ในฤดูร้อนและ 8.00-17.00 น. ในฤดูหนาว