京都 · อดีตเมืองหลวงของญี่ปุ่น เต็มไปด้วยวัด ศาลเจ้า และความงามของฤดูกาล
ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ ไทฉะ (Fushimi Inari Taisha) เป็นศาลเจ้าชินโตที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองเกียวโต เชิงเขาอินาริยามะ ศาลเจ้านี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 711 เพื่อบูชาเทพอินาริ เทพแห่งข้าว ความอุดมสมบูรณ์ การค้า และธุรกิจ จึงเป็นที่นิยมของบรรดาพ่อค้านักธุรกิจชาวญี่ปุ่นที่มาขอพรให้กิจการเจริญรุ่งเรือง จุดที่ทำให้ฟุชิมิ อินาริโด่งดังไปทั่วโลกคือ เซ็มบงโทริอิ หรือประตูโทริอิสีแดงส้มหลายพันบานที่เรียงต่อกันเป็นอุโมงค์ยาวทอดตัวขึ้นไปตามเส้นทางบนภูเขาอินาริ ความสูงของภูเขาอยู่ที่ประมาณ 233 เมตร หากเดินขึ้นไปจนถึงยอดเขาจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง ระยะทางรวมไปกลับประมาณ 4 กิโลเมตร ประตูโทริอิแต่ละบานถูกบริจาคโดยบุคคลหรือบริษัทที่ต้องการขอพร โดยจะมีชื่อผู้บริจาคและวันที่บริจาคสลักอยู่ด้านหลังของเสาแต่ละบาน ตลอดเส้นทางเดินขึ้นเขาจะพบศาลเจ้าขนาดเล็กของเทพจิ้งจอก หรือ Kitsune กระจายอยู่เป็นระยะ ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าจิ้งจอกเป็นทูตของเทพอินาริ ทำหน้าที่สื่อสารระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า รูปปั้นจิ้งจอกหลายตัวจะมีลูกข้าวคาบอยู่ในปาก สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ บางตัวมีผ้าพันคอสีแดงผูกไว้ ซึ่งเป็นการแสดงความเคารพ จุดสำคัญตามเส้นทางได้แก่ Romon Gate ประตูใหญ่ทางเข้าหลักที่สร้างโดย Toyotomi Hideyoshi ในปี 1589 และ Honden หรือศาลเจ้าหลักที่ตั้งอยู่ด้านในสุด เมื่อเดินขึ้นไปถึงจุด Yotsutsuji ซึ่งอยู่ประมาณครึ่งทางของภูเขา จะพบจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพของเมืองเกียวโตได้อย่างกว้างไกล เป็นจุดพักที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมแวะถ่ายรูปและพักดื่มน้ำ ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ เปิดให้เข้าชมตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน และไม่มีค่าเข้าชม ทำให้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับงบประมาณมากที่สุดในเกียวโต การเดินทางสะดวกมาก โดยนั่งรถไฟสาย JR Nara Line จากสถานีเกียวโตเพียง 5 นาที ลงที่สถานี Inari ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับทางเข้าศาลเจ้าโดยตรง ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเยี่ยมชมคือช่วงเช้าตรู่ก่อน 8 โมงเช้า เพราะนักท่องเที่ยวยังไม่หนาแน่น ทำให้สามารถถ่ายภาพอุโมงค์โทริอิที่ปราศจากคนผู้คนได้ ส่วนช่วงเย็นและกลางคืนก็มีความสวยงามในแบบที่แตกต่าง เนื่องจากมีไฟส่องสว่างตามทางเดิน ทำให้บรรยากาศดูลึกลับและน่าค้นหา นอกจากศาลเจ้าแล้ว บริเวณรอบทางเข้ายังมีร้านค้าและร้านอาหารมากมายที่จำหน่ายอาหารท้องถิ่น เช่น Inari Sushi ข้าวห่อเต้าหู้ทอดที่ได้แรงบันดาลใจจากตำนานจิ้งจอก รวมถึงข้าวโพดย่างและไอศกรีมมัทฉะ ฟุชิมิ อินาริจึงเป็นจุดหมายที่เหมาะสำหรับทุกคน ทั้งผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ศาสนา ผู้ที่ชื่นชอบการเดินป่าเขา และผู้ที่ต้องการถ่ายภาพสถานที่ที่มีเอกลักษณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น การเดินทาง: นั่งรถไฟสาย JR Nara Line จากสถานีเกียวโต ลงที่สถานี Inari ใช้เวลาเพียง 5 นาที สถานีตั้งอยู่ตรงข้ามกับทางเข้าศาลเจ้าโดยตรง
ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ ไทฉะ (Fushimi Inari Taisha) เป็นศาลเจ้าประธานของเทพอินาริ (Inari) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งข้าว การเกษตร และความอุดมสมบูรณ์ในศาสนาชินโต ศาลเจ้านี้เป็นต้นแบบของศาลเจ้าอินาริทั่วประเทศญี่ปุ่นกว่า 30,000 แห่ง ทำให้มีความสำคัญทางศาสนาในระดับสูงสุด ตั้งอยู่ที่เชิงเขาอินาริยามะ ทางตอนใต้ของเกียวโต ประวัติของศาลเจ้าย้อนไปถึงปี ค.ศ. 711 ในสมัยจักรพรรดิ Wado โดยตระกูล Hata ซึ่งเป็นตระกูลที่มีอำนาจในยุคนั้น ตลอดประวัติศาสตร์ ศาลเจ้าได้รับการอุปถัมภ์จากทั้งราชวงศ์และพ่อค้าที่ต้องการขอพรให้กิจการเจริญรุ่งเรือง ทำให้มีการบริจาคประตูโทริอิอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน สัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของศาลเจ้าคือ เซ็มบงโทริอิ (Senbon Torii) หรือ "โทริอิพันบาน" ซึ่งเป็นเส้นทางประตูโทริอิสีแดงส้มที่เรียงต่อกันเป็นอุโมงค์ทอดยาวขึ้นไปตามภูเขาอินาริ สีแดงส้มของโทริอิเรียกว่าสี Shuiro ซึ่งในความเชื่อชินโตถือเป็นสีที่ป้องกันสิ่งชั่วร้ายและเป็นสัญลักษณ์ของพลังชีวิต แต่ละประตูโทริอิจะมีการสลักชื่อผู้บริจาคและวันที่บริจาคไว้ที่เสาด้านหลัง การบริจาคโทริอิยังคงเป็นธรรมเนียมที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยราคาบริจาคขึ้นอยู่กับขนาดของประตู เริ่มตั้งแต่ประมาณ 400,000 เยนสำหรับขนาดเล็กไปจนถึงกว่า 1 ล้านเยนสำหรับขนาดใหญ่ ตามเส้นทางขึ้นเขาจะพบศาลเจ้าย่อยนับร้อยแห่งที่เรียกว่า Otsuka ซึ่งเป็นศาลเจ้าส่วนบุคคลที่ผู้คนสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพอินาริในแบบของตนเอง แต่ละแห่งมักมีรูปปั้นจิ้งจอกคู่หนึ่งคาบกุญแจ ลูกแก้ว หรือข้าวอยู่ในปาก ซึ่งสื่อถึงสัญลักษณ์ต่างๆ ของความอุดมสมบูรณ์ ยอดเขาอินาริมีความสูง 233 เมตร การเดินขึ้นจากเชิงเขาถึงยอดใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง ตลอดเส้นทางมีจุดพักหลายแห่งที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นเมืองเกียวโตจากมุมสูง ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ ไม่มีค่าเข้าชมและเปิดให้เข้าชมตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ทำให้สามารถมาเยือนได้ทุกช่วงเวลา การเดินทางสะดวกมากโดยนั่งรถไฟสาย JR Nara Line จากสถานีเกียวโต ลงที่สถานี Inari ซึ่งใช้เวลาเพียง 5 นาที และสถานีตั้งอยู่ตรงข้ามกับทางเข้าศาลเจ้าโดยตรง ทำให้ฟุชิมิ อินาริเป็นหนึ่งในจุดหมายที่เข้าถึงง่ายที่สุดในเกียวโต นอกจากความสำคัญทางศาสนาแล้ว ฟุชิมิ อินาริยังเป็นสถานที่ที่ปรากฏในภาพยนตร์และซีรีส์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลายเรื่อง ทำให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ช่วงเวลาที่แนะนำสำหรับการมาเยือนคือเช้าตรู่ก่อน 8 โมงเช้า เพื่อหลีกเลี่ยงความแออัดของนักท่องเที่ยวและได้สัมผัสบรรยากาศที่เงียบสงบของอุโมงค์โทริอิอย่างเต็มที่ บริเวณรอบทางเข้ายังมีร้านอาหารท้องถิ่นที่จำหน่าย Inari Sushi ซึ่งเป็นอาหารที่มีความเกี่ยวข้องกับตำนานของเทพอินาริและจิ้งจอกโดยตรง
⛩️ วัด & ศาลเจ้า
⭐ แนะนำ
คินคาคุจิ (Kinkaku-ji) วัดทองคำ เป็นชื่อเรียกทั่วไปของวัด Rokuon-ji ซึ่งเป็นวัดในนิกายเซน Rinzai ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกียวโต ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1994 ในฐานะส่วนหนึ่งของอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์แห่งเกียวโตโบราณ ร่วมกับวัดและศาลเจ้าสำคัญอีกหลายแห่ง จุดเริ่มต้นของวัดนี้มาจากการที่โชกุน Ashikaga Yoshimitsu สร้างคฤหาสน์พักผ่อนขึ้นในปี ค.ศ. 1397 หลังจากท่านเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1408 ตามความประสงค์ของท่าน คฤหาสน์ถูกดัดแปลงเป็นวัดพุทธ อาคารหลักซึ่งเป็นที่มาของชื่อ "วัดทองคำ" คือศาลาสามชั้นที่ชั้นบนสองชั้นถูกปิดด้วยทองคำเปลวทั้งหมด สถาปัตยกรรมของอาคารแสดงถึงการผสมผสานสามยุคในอาคารเดียว ชั้นแรกซึ่งไม่ปิดทอง สร้างในสไตล์ Shinden-zukuri แบบที่อยู่อาศัยของขุนนางในยุคเฮอัน ใช้เป็นห้องรับรอง ชั้นสองสร้างในสไตล์ Buke หรือสไตล์ที่อยู่อาศัยของซามูไร เป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นพระโพธิสัตว์ และชั้นสามสร้างในสไตล์สถาปัตยกรรมวัดเซนแบบจีน เป็นห้องสำหรับพิธีกรรมทางศาสนา อาคารปัจจุบันเป็นโครงสร้างที่สร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1955 หลังจากอาคารดั้งเดิมถูกวางเพลิงในปี ค.ศ. 1950 โดยพระหนุ่มที่มีปัญหาทางจิตเวช ในปี ค.ศ. 1987 มีการบุทองคำเปลวใหม่ทั้งหมดโดยใช้เทคนิคที่ทำให้ทองคำมีความหนาเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าจากเดิม ทำให้ความเงางามของทองคำที่เห็นในปัจจุบันมีความคงทนมากขึ้น บนยอดหลังคามีรูปปั้นนกฟีนิกซ์ทองคำ หรือ Hou-ou ซึ่งเป็นนกในตำนานจีนที่ปรากฏเฉพาะในยุคสันติสุขและความเจริญรุ่งเรือง สื่อถึงความปรารถนาของผู้สร้างที่ต้องการให้ยุคของตนเป็นยุคทอง บ่อน้ำ Kyoko-chi หรือ "บึงกระจกทอง" ที่อยู่ด้านหน้าวัด เป็นองค์ประกอบสำคัญของการออกแบบ เมื่อผิวน้ำสงบจะสะท้อนภาพวัดทองคำลงมาอย่างสมบูรณ์แบบ ภายในบึงมีโขดหินและเกาะเล็กๆ ที่จัดวางตามคติความเชื่อเรื่องเขาพระสุเมรุและสวรรค์ในพุทธศาสนา สวนรอบวัดเป็นสวนภูมิทัศน์แบบ Muromachi ซึ่งเป็นรูปแบบสวนที่ได้รับความนิยมในศตวรรษที่ 14-16 เน้นการจัดวางต้นไม้และหินให้ดูเป็นธรรมชาติ มีต้นสน Rikushu-no-Matsu อายุกว่า 600 ปีที่ถูกตัดแต่งเป็นรูปทรงเรือ ซึ่งสื่อถึงเรือสมบัติในตำนาน ค่าเข้าชม 500 เยน เปิด 9.00-17.00 น. ทุกวัน เดินทางโดยรถบัสจากสถานีเกียวโตสาย 101 หรือ 205 ลงป้าย Kinkakuji-michi คินคาคุจิจึงเป็นสถานที่ที่สะท้อนความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมของยุค Muromachi ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด
🏛️ ที่เที่ยว
⭐ แนะนำ
อาราชิยาม่า บัมบู โกรฟ (Arashiyama Bamboo Grove) คือเส้นทางเดินผ่านป่าไผ่ในเขตอาราชิยาม่า ทางตะวันตกของเกียวโต ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิทัศน์ธรรมชาติที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น เส้นทางหลักมีความยาวประมาณ 500 เมตร เชื่อมต่อระหว่างบริเวณวัดเทนริวจิและศาลเจ้าโนโนะมิยะ ไผ่ที่ปลูกในป่าแห่งนี้เป็นสายพันธุ์ Moso Bamboo (Phyllostachys edulis) ซึ่งเป็นไผ่สายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น สามารถเจริญเติบโตได้สูงถึง 20-25 เมตร และมีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วมาก ในบางช่วงสามารถเติบโตได้มากกว่า 1 เมตรต่อวัน ลำต้นไผ่ที่หนาแน่นและสูงทำให้เกิดเอฟเฟกต์การบังแสงที่สร้างบรรยากาศเฉพาะตัว คุณค่าทางวัฒนธรรมของป่าไผ่อาราชิยาม่าได้รับการยอมรับในระดับประเทศ โดยกระทรวงสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่นได้บรรจุเสียงลมพัดผ่านป่าไผ่นี้ไว้ในรายการ "100 Soundscapes of Japan" ซึ่งเป็นโครงการอนุรักษ์เสียงที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมของประเทศ เสียงที่เกิดจากการเสียดสีของลำไผ่เมื่อมีลมพัดถือเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางเสียงของญี่ปุ่น บริเวณทางเข้าด้านหนึ่งของป่าไผ่เชื่อมต่อกับวัดเทนริวจิ (Tenryu-ji) วัดเซนอันดับหนึ่งในห้าวัดเซนสำคัญของเกียวโต (Kyoto Gozan) ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1339 โดยโชกุน Ashikaga Takauji สวนของวัดที่เรียกว่า Sogenchi Garden ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์และทัศนียภาพพิเศษของญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในสวนเซนที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ อีกฝั่งของป่าไผ่เชื่อมต่อกับศาลเจ้าโนโนะมิยะ (Nonomiya Shrine) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในวรรณกรรมคลาสสิกเรื่อง Tale of Genji ในฐานะสถานที่ที่เจ้าหญิงในราชวงศ์ต้องมาทำพิธีชำระล้างก่อนเข้ารับหน้าที่ในศาลเจ้าอิเสะ ปัจจุบันศาลเจ้านี้เป็นที่นิยมของผู้ที่มาขอพรด้านความรักและการแต่งงาน นอกจากการเดินชมป่าไผ่แล้ว บริเวณใกล้เคียงยังมี Okochi Sanso Villa ซึ่งเป็นบ้านพักของนักแสดงภาพยนตร์ชื่อดังในอดีต ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีสวนญี่ปุ่นสวยงามและจุดชมวิวภูเขา Arashiyama การเดินทางมาป่าไผ่อาราชิยาม่าสะดวกที่สุดโดยนั่งรถไฟ JR Sagano Line จากสถานีเกียวโต ลงสถานี Saga-Arashiyama ใช้เวลาประมาณ 15 นาที หรือรถไฟ Randen Tram ลงสถานี Arashiyama ป่าไผ่ไม่มีค่าเข้าชมและเปิดให้เดินผ่านได้ตลอดเวลา แนะนำให้มาเยือนในช่วงเช้าตรู่ก่อน 8 โมงเพื่อหลีกเลี่ยงความแออัดของนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวที่มีเวลามากสามารถต่อกระเช้าลอยฟ้า Arashiyama Monkey Park Iwatayama จากบริเวณใกล้สะพาน Togetsukyo ขึ้นไปชมลิงป่าญี่ปุ่นและทัศนียภาพของเกียวโตจากมุมสูง ทำให้การมาเยือนป่าไผ่อาราชิยาม่าสามารถผสมผสานกับกิจกรรมอื่นๆ ได้อย่างหลากหลายในพื้นที่เดียวกัน
🏛️ ที่เที่ยว
⭐ แนะนำ
ป่าไผ่อาราชิยาม่า (Arashiyama Bamboo Grove) เป็นหนึ่งในจุดถ่ายภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดของเกียวโต ตั้งอยู่ในเขตอาราชิยาม่าทางตะวันตกของเมือง เส้นทางเดินผ่านป่าไผ่มีความยาวประมาณ 500 เมตร เชื่อมระหว่างวัดเทนริวจิ (Tenryu-ji Temple) และศาลเจ้าโนโนะมิยะ (Nonomiya Shrine) ป่าไผ่แห่งนี้ประกอบด้วยต้นไผ่สายพันธุ์ Moso Bamboo ซึ่งเป็นไผ่ที่มีขนาดใหญ่และสูงที่สุดในญี่ปุ่น สามารถสูงได้ถึง 20-25 เมตร ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่และเรียงตัวกันแน่นจนปิดบังแสงแดดเกือบทั้งหมด เมื่อแสงแดดส่องผ่านใบไผ่ลงมาจะเกิดแสงสีเขียวอมเหลืองที่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้สถานที่นี้ได้รับความนิยมในการถ่ายภาพ นอกจากความสวยงามทางสายตา ป่าไผ่อาราชิยาม่ายังมีเอกลักษณ์ทางเสียง รัฐบาลญี่ปุ่นได้ขึ้นทะเบียนเสียงลมพัดผ่านป่าไผ่ที่นี่เป็นหนึ่งใน "100 เสียงแห่งญี่ปุ่นที่ควรอนุรักษ์" (Soundscapes of Japan) เนื่องจากเสียงที่เกิดจากลำไผ่เสียดสีกันเมื่อมีลมพัดมีความเป็นเอกลักษณ์และไม่สามารถหาได้จากที่อื่น บริเวณทางเข้าฝั่งหนึ่งของป่าไผ่ติดกับวัดเทนริวจิ ซึ่งเป็นวัดเซนที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1339 โดยโชกุน Ashikaga Takauji เพื่อรำลึกถึงจักรพรรดิ Go-Daigo ภายในวัดมีสวนแบบ Kare-sansui หรือสวนหินเซน และบ่อน้ำ Sogenchi Garden ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และทัศนียภาพของญี่ปุ่น ค่าเข้าชมสวนของวัดอยู่ที่ประมาณ 500 เยน อีกฝั่งของป่าไผ่เชื่อมต่อกับศาลเจ้าโนโนะมิยะ ซึ่งเป็นศาลเจ้าเล็กๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับวรรณกรรมคลาสสิกเรื่อง Tale of Genji ในอดีตเป็นสถานที่ที่เจ้าหญิงจะมาทำพิธีชำระล้างก่อนเข้ารับหน้าที่ในศาลเจ้าอิเสะ ปัจจุบันเป็นที่นิยมของคู่รักที่มาขอพรด้านความรัก การเดินทางมาป่าไผ่อาราชิยาม่าสามารถนั่งรถไฟสาย JR Sagano Line จากสถานีเกียวโต ลงที่สถานี Saga-Arashiyama ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที หรือนั่งรถไฟสาย Randen Tram ลงที่สถานี Arashiyama ก็ได้ ทั้งสองสถานีอยู่ใกล้กับทางเข้าป่าไผ่ ป่าไผ่อาราชิยาม่าไม่มีค่าเข้าชมและเปิดให้เดินผ่านได้ตลอดเวลา แต่ในช่วงเวลาทำการของวัดและศาลเจ้า (ประมาณ 8.00-17.00 น.) จะมีนักท่องเที่ยวหนาแน่นมาก ช่วงเวลาที่แนะนำในการมาเยือนคือช่วงเช้าตรู่ก่อน 8 โมง เพื่อหลีกเลี่ยงความแออัดและได้สัมผัสบรรยากาศที่เงียบสงบของป่าไผ่อย่างเต็มที่ บริเวณรอบๆ ยังมีร้านอาหาร ร้านชา และร้านขายของฝากมากมายที่เปิดให้บริการตลอดทั้งวัน การเดินทาง: นั่งรถไฟสาย JR Sagano Line จากสถานีเกียวโต ลงสถานี Saga-Arashiyama ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที หรือนั่งรถไฟ Randen Tram ลงสถานี Arashiyama ทั้งสองสถานีอยู่ใกล้กับทางเข้าป่าไผ่
⛩️ วัด & ศาลเจ้า
⭐ แนะนำ
คินคาคุจิ (Kinkaku-ji) หรือที่รู้จักในชื่อ วัดทองคำ มีชื่อทางการว่า Rokuon-ji เป็นหนึ่งในวัดที่มีชื่อเสียงและเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของเมืองเกียวโต ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมือง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1994 ในฐานะส่วนหนึ่งของอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์แห่งเกียวโตโบราณ วัดนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1397 โดยโชกุน Ashikaga Yoshimitsu ผู้นำคนสำคัญในยุค Muromachi เดิมทีอาคารนี้ถูกสร้างเป็นที่พักผ่อนของโชกุน ก่อนจะถูกดัดแปลงเป็นวัดพุทธนิกายเซนหลังจากที่ Yoshimitsu เสียชีวิต ตามความประสงค์ของท่านเอง อาคารหลักของคินคาคุจิเป็นศาลาสามชั้น โดยชั้นที่สองและสามถูกปิดด้วยทองคำเปลวแท้ทั้งหมด สถาปัตยกรรมของแต่ละชั้นมีรูปแบบที่แตกต่างกัน ชั้นแรกสร้างในสไตล์ Shinden ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบขุนนางในยุคเฮอัน ชั้นที่สองสร้างในสไตล์ Buke หรือสไตล์นักรบซามูไร และชั้นที่สามสร้างในสไตล์ Zen Buddhist แสดงถึงการผสมผสานสถาปัตยกรรมสามยุคไว้ในอาคารเดียวกัน บนยอดหลังคาของคินคาคุจิมีรูปปั้นนกฟีนิกซ์ทองคำ (Hou-ou) ซึ่งเป็นสัตว์ในตำนานที่สื่อถึงความเป็นอมตะและสันติภาพ อาคารนี้เคยถูกวางเพลิงเผาทำลายในปี ค.ศ. 1950 โดยพระหนุ่มที่มีอาการทางจิต เหตุการณ์นี้เป็นแรงบันดาลใจให้นักเขียนชื่อดัง Yukio Mishima เขียนนวนิยายเรื่อง "The Temple of the Golden Pavilion" อาคารที่เห็นในปัจจุบันถูกสร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1955 และมีการบุทองคำเปลวใหม่อีกครั้งในปี ค.ศ. 1987 โดยใช้ทองคำเปลวที่มีความหนากว่าเดิมถึง 5 เท่า จุดเด่นอีกประการคือบ่อน้ำ Kyoko-chi หรือ "บ่อกระจกทอง" ซึ่งอยู่ด้านหน้าตัวอาคาร เมื่อน้ำในบ่อนิ่งจะสะท้อนภาพของวัดทองคำลงบนผิวน้ำอย่างชัดเจน สร้างภาพสะท้อนที่สมมาตรและสวยงาม ภายในบ่อมีเกาะเล็กๆ หลายเกาะที่จัดวางตามหลักภูมิทัศน์แบบญี่ปุ่นโบราณ สวนรอบวัดเป็นสวนภูมิทัศน์แบบ Muromachi ซึ่งเน้นการจัดวางหิน ต้นไม้ และน้ำให้เป็นไปตามธรรมชาติ มีต้นสนพันธุ์ Rikushu-no-Matsu ที่ถูกตัดแต่งให้มีรูปทรงคล้ายเรือ ซึ่งมีอายุมากกว่า 600 ปี เส้นทางเดินชมวัดถูกกำหนดให้เดินไปในทิศทางเดียวผ่านจุดชมวิวต่างๆ รอบบ่อน้ำ ค่าเข้าชมคินคาคุจิอยู่ที่ 500 เยนสำหรับผู้ใหญ่ เปิดให้บริการตั้งแต่ 9.00-17.00 น. ทุกวันไม่มีวันหยุด การเดินทางสามารถนั่งรถบัสจากสถานีเกียวโตสาย 101 หรือ 205 ลงป้าย Kinkakuji-michi แล้วเดินต่ออีกประมาณ 5 นาที ช่วงเวลาที่แนะนำคือช่วงเช้าก่อน 10 โมง เนื่องจากแสงแดดยามเช้าจะส่องกระทบทองคำทำให้เกิดประกายแสงสวยงามเป็นพิเศษ และยังหลีกเลี่ยงความแออัดของนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงสาย คินคาคุจิจึงเป็นจุดหมายที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่มาเยือนเกียวโต การเดินทาง: นั่งรถบัส Kyoto City Bus สาย 101 หรือ 205 จากสถานีเกียวโต ลงป้าย Kinkakuji-michi แล้วเดินต่อประมาณ 5 นาที
🏨 ที่พัก
⭐ แนะนำ
ที่พักรับรองสไตล์ Machiya ดั้งเดิมในใจกลางย่านกิออน บริการโอโมเทนาชิแบบญี่ปุ่น การเดินทาง: นั่งรถบัส Kyoto City Bus สาย 100 หรือ 206 จากสถานีเกียวโต ลงป้าย Gion แล้วเดินเท้าประมาณ 5 นาที
วัดคิโยมิซุ-เดระ (Kiyomizu-dera) หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า "วัดน้ำใส" เป็นวัดพุทธนิกายฮอสโซโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาโอโตวะ (Mt. Otowa) ทางทิศตะวันออกของเมืองเกียวโต ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1994 วัดนี้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 778 โดยพระภิกษุเอนชิน จุดเด่นที่มีชื่อเสียงระดับโลกคือ วิหารหลัก (Hondo) ที่สร้างโครงสร้างระเบียงไม้ยื่นออกไปเหนือหน้าผาสูง 13 เมตร โดยใช้ท่อนซุงขนาดใหญ่มาเข้าสลักยึดกันแบบโบราณโดยไม่ได้ใช้ตะปูเลยแม้แต่ตัวเดียว เป็นสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่งและทนทานต่อภัยธรรมชาติมาหลายศตวรรษ ด้านล่างของวิหารหลักเป็นที่ตั้งของ น้ำตกโอโตวะ (Otowa Waterfall) สายน้ำธรรมชาติศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลแยกออกเป็นสามสาย นักท่องเที่ยวนิยมต่อคิวเพื่อใช้กระบวยด้ามยาวรองน้ำดื่มเพื่อขอพร โดยแต่ละสายมีความเชื่อต่างกันคือ สายแรกเพื่อความสำเร็จในการศึกษา สายที่สองเพื่อความรักและการแต่งงาน และสายที่สามเพื่อสุขภาพที่ดีและอายุยืนยาว นอกจากนี้ภายในบริเวณวัดยังมีศาลเจ้าจิชู (Jishu Shrine) ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการขอพรความรัก มีหินลองรักสองก้อนตั้งห่างกัน หากใครสามารถปิดตาแล้วเดินจากหินก้อนหนึ่งไปชนอีกก้อนหนึ่งได้ เชื่อว่าจะสมหวังในความรัก การเดินทาง: จากสถานีรถไฟ Kyoto Station นั่งรถบัสประจำทางสาย 100 หรือ 206 ลงที่ป้าย Gojo-zaka หรือ Kiyomizu-michi จากนั้นเดินเท้าขึ้นเนินไปตามถนนนิเนนซากะและซันเนนซากะประมาณ 10-15 นาที เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06:00 - 18:00 น. (ช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะมีงานเปิดไฟประดับรอบค่ำ Night Illumination ซึ่งจะขยายเวลาเปิดถึง 21:30 น.) ค่าเข้าชม: ค่าเข้าชมภายในวิหารหลักและระเบียงไม้ราคา 500 เยนสำหรับผู้ใหญ่ และ 200 เยนสำหรับเด็กประถมและมัธยม (พื้นที่ภายนอกวัดสามารถเดินชมได้ฟรี)
ย่านกิออง (Gion District) เป็นย่านประวัติศาสตร์โบราณที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าศาลเจ้ายาซากะ (Yasaka Shrine) ทางทิศตะวันออกของเมืองเกียวโต ได้รับการยอมรับว่าเป็น "ย่านเกอิชา" (Geisha District) ที่มีชื่อเสียงและสมบูรณ์ที่สุดของญี่ปุ่น ย้อนกลับไปในยุคกลาง ย่านนี้เริ่มต้นจากการเป็นจุดพักแรมและร้านน้ำชาเพื่อต้อนรับผู้แสวงบุญที่เดินทางมาสักการะศาลเจ้า ก่อนจะพัฒนาสู่ย่านศิลปวัฒนธรรมที่มีความหรูหราประณีตในเวลาต่อมา เมื่อเดินเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายหลัก ฮานามิโคจิ (Hanamikoji Street) คุณจะได้พบกับภาพทัศนียภาพของบ้านไม้โบราณที่เรียกว่า "มาจิยะ" (Machiya) ซึ่งได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างวิจิตรบรรจงสองข้างทาง ปัจจุบันบ้านไม้เหล่านี้ได้ดัดแปลงเป็นร้านอาหารระดับพรีเมียมและร้านน้ำชาโบราณ (Ochaya) ในช่วงยามเย็นเวลากลางวันและค่ำคืน นักท่องเที่ยวอาจมีโอกาสได้พบเห็น เกอิโกะ (Geiko - เกอิชาของเกียวโต) และ ไมโกะ (Maiko - เกอิชาฝึกหัด) ในชุดกิโมโนเต็มยศและทาหน้าสีขาว สวมเกี๊ยะไม้เดินรีบเร่งไปทำงานตามร้านน้ำชา อย่างไรก็ตาม ย่านนี้มีกฎระเบียบที่เข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของเกอิชา ห้ามนักท่องเที่ยววิ่งไล่ตามหรือแตะต้องตัวพวกเธอ และมีป้ายห้ามถ่ายรูปในตรอกส่วนบุคคลบางจุด การเดินทาง: นั่งรถไฟด่วนสาย Keihan Main Line ลงที่สถานี Gion-Shijo Station แล้วเดินเท้าต่อประมาณ 3-5 นาที หรือนั่งรถบัสประจำทางสาย 100, 206 จากสถานี Kyoto Station ลงที่ป้าย Gion เวลาเปิด-ปิด: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง (ร้านอาหารและร้านน้ำชาส่วนใหญ่จะเปิดบริการช่วง 17:00 - 22:00 น. บรรยากาศยามเย็นที่มีแสงโคมไฟประดับจะสวยงามโรแมนติกที่สุด) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินชมบรรยากาศถนนโบราณทั่วไป