พบ 32 สถานที่
สวนนารา (Nara Park) เป็นพื้นที่สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองนารา อดีตเมืองหลวงแห่งแรกของญี่ปุ่นในยุค Nara Period (ค.ศ. 710-794) สวนแห่งนี้มีพื้นที่กว่า 660 เฮกตาร์ และเป็นที่ตั้งของกลุ่มอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO จุดที่ทำให้สวนนาราโดดเด่นที่สุดคือฝูงกวางป่าซิกะ (Sika Deer) จำนวนกว่า 1,200 ตัวที่อาศัยอยู่อย่างเสรีในพื้นที่สวน กวางเหล่านี้ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะ "สมบัติของชาติทางธรรมชาติ" (Natural Treasure) มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1957 ตามตำนานความเชื่อของศาสนาชินโต เทพเจ้า Takemikazuchi-no-Mikoto ได้เสด็จมายังนาราโดยทรงกวางสีขาว ทำให้กวางกลายเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้า Kasuga Taisha กวางในสวนนาราคุ้นเคยกับมนุษย์เป็นอย่างมาก เนื่องจากได้รับอาหารจากนักท่องเที่ยวมาเป็นเวลานาน ร้านค้าที่ได้รับอนุญาตจะจำหน่ายขนม Shika Senbei ซึ่งเป็นข้าวเกรียบไม่ปรุงรสที่ทำขึ้นเฉพาะสำหรับกวาง พฤติกรรมที่น่าสนใจคือกวางบางตัวจะโค้งคำนับก่อนรับขนม ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เรียนรู้จากการตอบสนองของนักท่องเที่ยว ภายในสวนนาราเป็นที่ตั้งของวัดโทไดจิ (Todai-ji) ซึ่งสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 752 ตามพระราชโองการของจักรพรรดิ Shomu เพื่อเป็นศูนย์กลางของวัดในเครือข่ายทั่วประเทศ อาคาร Daibutsuden หรือ "หอพระใหญ่" เป็นอาคารไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปไดบุตสึ ซึ่งเป็นรูปปั้นพระพุทธรูปไวโรจนะทองสัมฤทธิ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น อีกสถานที่สำคัญคือศาลเจ้า Kasuga Taisha ซึ่งก่อตั้งในปี ค.ศ. 768 มีเส้นทางเดินที่ประดับด้วยตะเกียงหินกว่า 2,000 ดวงและตะเกียงทองสัมฤทธิ์กว่า 1,000 ดวง บางส่วนมีอายุย้อนไปถึงยุค Heian ตะเกียงเหล่านี้จะถูกจุดในเทศกาล Mantoro ที่จัดขึ้นปีละสองครั้งในเดือนกุมภาพันธ์และสิงหาคม สวนนารายังเป็นจุดชมซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีที่สำคัญ ช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนซากุระจะบานทั่วสวน ส่วนช่วงเดือนพฤศจิกายนต้นเมเปิ้ลและแปะก๊วยจะเปลี่ยนเป็นสีแดงและทอง สร้างความสวยงามที่แตกต่างกันในแต่ละฤดูกาล การเดินทางมาสวนนาราสะดวกมากจากเกียวโตหรือโอซาก้า โดยนั่งรถไฟสาย JR Nara Line หรือ Kintetsu Nara Line ลงสถานี JR Nara หรือ Kintetsu Nara แล้วเดินต่ออีก 5-15 นาที สวนเปิดให้เข้าชมตลอดเวลาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ส่วนการเข้าชมพระพุทธรูปไดบุตสึมีค่าเข้าชม 600 เยน เปิด 7.30-17.30 น. ในฤดูร้อนและ 8.00-17.00 น. ในฤดูหนาว
🏛️ ที่เที่ยว
อนุสรณ์สถานสันติภาพฮิโรชิมา หรือ A-Bomb Dome (Genbaku Dome) เป็นซากอาคารที่ตั้งอยู่ในเมืองฮิโรชิมา ซึ่งรอดพ้นจากการถูกทำลายโดยสมบูรณ์เมื่อระเบิดปรมาณูถูกทิ้งลงเหนือเมืองในวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 อาคารนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1996 ในฐานะสัญลักษณ์แห่งสันติภาพและการต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ อาคารนี้เดิมมีชื่อว่า Hiroshima Prefectural Industrial Promotion Hall ออกแบบโดยสถาปนิกชาวเช็ก Jan Letzel สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1915 เพื่อใช้เป็นศูนย์จัดแสดงสินค้าและศิลปะ ตัวอาคารมีรูปแบบสถาปัตยกรรมยุโรปผสมกับองค์ประกอบบาโรก มีโดมเหล็กที่โดดเด่นอยู่ตรงกลาง ในวันที่ระเบิดปรมาณูถูกทิ้ง จุดศูนย์กลางการระเบิดอยู่สูงเหนืออาคารนี้ในระดับความสูงประมาณ 600 เมตร และอยู่ในแนวตรงเกือบเป็นแนวดิ่ง ทำให้แรงระเบิดที่กระทำต่ออาคารมาจากทิศทางด้านบนเป็นส่วนใหญ่ ส่งผลให้โครงสร้างกำแพงบางส่วนและโดมเหล็กยังคงตั้งอยู่ได้ แม้ว่าทุกคนที่อยู่ในอาคารขณะนั้นจะเสียชีวิตทันที หลังจากสงครามสิ้นสุดลง มีการถกเถียงกันอย่างมากว่าควรรื้อถอนซากอาคารนี้หรือไม่ เนื่องจากเป็นเครื่องเตือนความทรงจำที่เจ็บปวด แต่ในที่สุดเมืองฮิโรชิมาได้ตัดสินใจอนุรักษ์ไว้ในสภาพที่เป็นซากปรักหักพัง เพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนใจมนุษยชาติถึงผลกระทบของอาวุธนิวเคลียร์ และเริ่มมีการอนุรักษ์โครงสร้างอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1966 A-Bomb Dome ตั้งอยู่ในบริเวณ Hiroshima Peace Memorial Park ซึ่งเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นบนพื้นที่ที่เคยเป็นศูนย์กลางการค้าของเมืองก่อนสงคราม ภายในสวนมีอนุสรณ์สถานหลายแห่ง รวมถึง Cenotaph for the A-bomb Victims ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์ทรงโค้งที่ออกแบบให้มองเห็น A-Bomb Dome ผ่านซุ้มประตู และ Children's Peace Monument ที่อุทิศให้กับ Sadako Sasaki เด็กหญิงที่เสียชีวิตจากผลกระทบของรังสี ซึ่งเป็นที่มาของธรรมเนียมการพับนกกระเรียนกระดาษพันตัวเพื่อขอพร Hiroshima Peace Memorial Museum ที่อยู่ภายในสวนจัดแสดงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ภาพถ่าย และสิ่งของที่หลงเหลือจากเหตุการณ์ระเบิด รวมถึงคำบอกเล่าของผู้รอดชีวิต ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์อยู่ที่ 200 เยน เปิดให้บริการตั้งแต่ 8.30-18.00 น. ในฤดูร้อน และ 8.30-17.00 น. ในฤดูหนาว การเดินทางมา A-Bomb Dome สามารถนั่งรถรางสาย 2, 6 หรือ 1 จากสถานีฮิโรชิมา ลงป้าย Genbaku Dome-mae ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที ตัว A-Bomb Dome เปิดให้ชมจากภายนอกได้ตลอดเวลาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ไม่อนุญาตให้เข้าไปภายในซากอาคารเพื่อความปลอดภัย
🏛️ ที่เที่ยว
ศาลเจ้าอิสึคุชิมะ มิยาจิมะ (Itsukushima Shrine, Miyajima) เป็นศาลเจ้าชินโตที่ตั้งอยู่บนเกาะมิยาจิมะ ในจังหวัดฮิโรชิมา ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1996 และถือเป็นหนึ่งในสามทัศนียภาพที่สวยที่สุดของญี่ปุ่นตามธรรมเนียม Nihon Sankei ที่กำหนดขึ้นในยุคเอโดะ ร่วมกับ Matsushima ในจังหวัดมิยางิ และ Amanohashidate ในจังหวัดเกียวโต จุดเด่นที่ทำให้ศาลเจ้านี้มีชื่อเสียงระดับโลกคือ ประตูโทริอิสีแดงขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในทะเล ห่างจากตัวศาลเจ้าประมาณ 200 เมตร ความสูงของประตูอยู่ที่ประมาณ 16 เมตร เทียบเท่าตึก 5 ชั้น สร้างจากไม้การบูรซึ่งมีความทนทานต่อสภาพอากาศทางทะเลและแมลง ประตูที่เห็นในปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 8 สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1875 โดยใช้เทคนิคการก่อสร้างที่ให้ตัวประตูยืนหยัดอยู่ได้ด้วยน้ำหนักของตัวเองโดยไม่ต้องฝังฐานลงดิน ศาลเจ้าอิสึคุชิมะมีประวัติยาวนานกว่า 1,400 ปี โดยมีบันทึกครั้งแรกในปี ค.ศ. 593 รูปแบบสถาปัตยกรรมที่เห็นในปัจจุบันได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1168 โดย Taira no Kiyomori ผู้นำที่มีอำนาจสูงสุดในยุคปลายเฮอัน ลักษณะเด่นคือการสร้างอาคารศาลเจ้าบนเสาที่ปักลงในทะเล ทำให้ตัวอาคารดูเหมือนลอยอยู่บนผิวน้ำเมื่อน้ำขึ้น ภายในศาลเจ้าประกอบด้วยอาคารหลักหลายส่วนเชื่อมต่อกันด้วยทางเดินไม้ยาวกว่า 275 เมตร ได้แก่ Honden (ศาลเจ้าหลัก) Haiden (ห้องสวดมนต์) และเวทีแสดง Noh ซึ่งเป็นเวทีการแสดงศิลปะดั้งเดิมที่ตั้งอยู่บนน้ำ ถือเป็นเวที Noh แห่งเดียวในญี่ปุ่นที่สร้างบนทะเล ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจที่สุดของศาลเจ้าคือความเปลี่ยนแปลงตามระดับน้ำทะเล ในช่วงน้ำขึ้น (Mansion) ระดับน้ำจะสูงขึ้นมาจนถึงเสาของอาคารศาลเจ้าและประตูโทริอิ ทำให้ดูเหมือนทั้งหมดลอยอยู่บนทะเล ส่วนในช่วงน้ำลง (Kanchō) น้ำจะลดลงจนเห็นพื้นทรายโดยรอบ นักท่องเที่ยวสามารถเดินไปสัมผัสฐานของประตูโทริอิได้โดยตรง ทั้งสองช่วงเวลาให้ประสบการณ์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เกาะมิยาจิมะยังเป็นที่อยู่อาศัยของกวางป่าซิกะที่เดินเสรีคล้ายที่นารา รวมถึงเป็นที่ตั้งของภูเขา Misen ภูเขาศักดิ์สิทธิ์สูง 535 เมตรที่มีกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไปชมทัศนียภาพ และวัด Daisho-in วัดพุทธนิกายชินงอนที่มีอายุกว่า 1,200 ปี ค่าเข้าชมศาลเจ้าอิสึคุชิมะอยู่ที่ 300 เยน เปิดให้บริการตั้งแต่ 6.30-18.00 น. โดยเวลาอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล การเดินทางต้องนั่งรถไฟ JR Sanyo Line จากฮิโรชิมาลงสถานี Miyajimaguchi แล้วต่อเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากใช้เวลาประมาณ 10 นาที ค่าเรือประมาณ 200 เยน
🏛️ ที่เที่ยว
หมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go) เป็นหมู่บ้านโบราณที่ตั้งอยู่ในจังหวัดกิฟุ ทางตอนกลางของญี่ปุ่น ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1995 ร่วมกับหมู่บ้าน Gokayama ในจังหวัดโทยามะ ภายใต้ชื่อ "Historic Villages of Shirakawa-go and Gokayama" เนื่องจากเป็นตัวแทนของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่หาดูได้ยากและยังคงสภาพสมบูรณ์ ลักษณะสถาปัตยกรรมที่ทำให้หมู่บ้านนี้มีชื่อเสียงคือบ้านทรงหลังคาแบบ Gassho-zukuri ซึ่งแปลตรงตัวว่า "ทรงมือพนม" เนื่องจากหลังคาที่มีความชันมากถึง 45-60 องศา มีลักษณะคล้ายมือสองข้างที่พนมเข้าหากัน การออกแบบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับน้ำหนักหิมะที่ตกหนักในช่วงฤดูหนาว ซึ่งพื้นที่นี้มีปริมาณหิมะสะสมสูงถึง 2-3 เมตรในบางปี บ้าน Gassho-zukuri สร้างขึ้นโดยไม่ใช้ตะปูเลย ใช้เพียงเชือกฟางและไม้ในการยึดโครงสร้างทั้งหมด ซึ่งเป็นเทคนิคที่ต้องใช้ความรู้และความชำนาญสูง การซ่อมแซมหลังคาแต่ละครั้งต้องใช้ฟางจำนวนมากและอาศัยแรงงานจากคนในชุมชนทั้งหมู่บ้านในการช่วยเปลี่ยนหลังคา ซึ่งยังคงเป็นธรรมเนียมที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน บ้านส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า 200-300 ปี และยังมีคนอาศัยอยู่จริงในปัจจุบัน บางหลังเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมวิถีชีวิตดั้งเดิม เช่น Wada House ซึ่งเป็นบ้านที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านและเคยเป็นที่อยู่ของหัวหน้าหมู่บ้าน ภายในจัดแสดงเครื่องมือทำการเกษตรและอุปกรณ์การเลี้ยงไหม ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านในอดีต ชั้นบนของบ้านที่มีหลังคาสูงถูกใช้เป็นที่เลี้ยงตัวไหมเนื่องจากมีการระบายอากาศที่ดี จุดชมวิวที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Shiroyama Viewpoint ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาเหนือหมู่บ้าน สามารถมองเห็นภาพรวมของหมู่บ้านทั้งหมดจากมุมสูง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่หิมะปกคลุมหลังคาบ้านทุกหลัง สร้างภาพที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก จุดชมวิวนี้สามารถเดินขึ้นไปได้ หรือนั่งรถบัสรับส่งที่จัดให้บริการในบางช่วงเวลา ในช่วงฤดูหนาวของทุกปี หมู่บ้านจะจัดงาน Light-up Festival ซึ่งเปิดไฟประดับหมู่บ้านในยามค่ำคืนเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ในเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ สร้างบรรยากาศที่งดงามเป็นพิเศษ แต่ต้องจองตั๋วล่วงหน้าเนื่องจากมีผู้สนใจจำนวนมาก การเดินทางมาชิราคาวาโกะสามารถนั่งรถบัสจากเมืองทาคายามะ (Takayama) ใช้เวลาประมาณ 50 นาที หรือจากนาโกย่าโดยรถบัส Nohi/Meitetsu ใช้เวลาประมาณ 2.5-3 ชั่วโมง หมู่บ้านไม่มีค่าเข้าชม แต่บ้านพิพิธภัณฑ์บางแห่งมีค่าเข้าชมประมาณ 300-500 เยน
⛩️ วัด & ศาลเจ้า
คินคาคุจิ (Kinkaku-ji) วัดทองคำ เป็นชื่อเรียกทั่วไปของวัด Rokuon-ji ซึ่งเป็นวัดในนิกายเซน Rinzai ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกียวโต ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1994 ในฐานะส่วนหนึ่งของอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์แห่งเกียวโตโบราณ ร่วมกับวัดและศาลเจ้าสำคัญอีกหลายแห่ง จุดเริ่มต้นของวัดนี้มาจากการที่โชกุน Ashikaga Yoshimitsu สร้างคฤหาสน์พักผ่อนขึ้นในปี ค.ศ. 1397 หลังจากท่านเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1408 ตามความประสงค์ของท่าน คฤหาสน์ถูกดัดแปลงเป็นวัดพุทธ อาคารหลักซึ่งเป็นที่มาของชื่อ "วัดทองคำ" คือศาลาสามชั้นที่ชั้นบนสองชั้นถูกปิดด้วยทองคำเปลวทั้งหมด สถาปัตยกรรมของอาคารแสดงถึงการผสมผสานสามยุคในอาคารเดียว ชั้นแรกซึ่งไม่ปิดทอง สร้างในสไตล์ Shinden-zukuri แบบที่อยู่อาศัยของขุนนางในยุคเฮอัน ใช้เป็นห้องรับรอง ชั้นสองสร้างในสไตล์ Buke หรือสไตล์ที่อยู่อาศัยของซามูไร เป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นพระโพธิสัตว์ และชั้นสามสร้างในสไตล์สถาปัตยกรรมวัดเซนแบบจีน เป็นห้องสำหรับพิธีกรรมทางศาสนา อาคารปัจจุบันเป็นโครงสร้างที่สร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1955 หลังจากอาคารดั้งเดิมถูกวางเพลิงในปี ค.ศ. 1950 โดยพระหนุ่มที่มีปัญหาทางจิตเวช ในปี ค.ศ. 1987 มีการบุทองคำเปลวใหม่ทั้งหมดโดยใช้เทคนิคที่ทำให้ทองคำมีความหนาเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าจากเดิม ทำให้ความเงางามของทองคำที่เห็นในปัจจุบันมีความคงทนมากขึ้น บนยอดหลังคามีรูปปั้นนกฟีนิกซ์ทองคำ หรือ Hou-ou ซึ่งเป็นนกในตำนานจีนที่ปรากฏเฉพาะในยุคสันติสุขและความเจริญรุ่งเรือง สื่อถึงความปรารถนาของผู้สร้างที่ต้องการให้ยุคของตนเป็นยุคทอง บ่อน้ำ Kyoko-chi หรือ "บึงกระจกทอง" ที่อยู่ด้านหน้าวัด เป็นองค์ประกอบสำคัญของการออกแบบ เมื่อผิวน้ำสงบจะสะท้อนภาพวัดทองคำลงมาอย่างสมบูรณ์แบบ ภายในบึงมีโขดหินและเกาะเล็กๆ ที่จัดวางตามคติความเชื่อเรื่องเขาพระสุเมรุและสวรรค์ในพุทธศาสนา สวนรอบวัดเป็นสวนภูมิทัศน์แบบ Muromachi ซึ่งเป็นรูปแบบสวนที่ได้รับความนิยมในศตวรรษที่ 14-16 เน้นการจัดวางต้นไม้และหินให้ดูเป็นธรรมชาติ มีต้นสน Rikushu-no-Matsu อายุกว่า 600 ปีที่ถูกตัดแต่งเป็นรูปทรงเรือ ซึ่งสื่อถึงเรือสมบัติในตำนาน ค่าเข้าชม 500 เยน เปิด 9.00-17.00 น. ทุกวัน เดินทางโดยรถบัสจากสถานีเกียวโตสาย 101 หรือ 205 ลงป้าย Kinkakuji-michi คินคาคุจิจึงเป็นสถานที่ที่สะท้อนความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมของยุค Muromachi ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด
ศาลเจ้านิกโก โทโชงุ (Nikko Toshogu Shrine) เป็นหนึ่งในศาลเจ้าชินโตที่วิจิตรอลังการและมีชื่อเสียงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในเมืองมัตสึในหุบเขานิกโก จังหวัดโทชิงิ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1999 ศาลเจ้านี้เป็นสุสานประดิษฐานวิญญาณของ โทคุงาวะ อิเอยาสุ (Tokugawa Ieyasu) ปฐมโชกุนผู้รวบรวมประเทศญี่ปุ่นให้เป็นปึกแผ่นและก่อตั้งรัฐบาลทหารเอโดะที่ปกครองประเทศยาวนานกว่า 250 ปี โครงสร้างสถาปัตยกรรมไม้ทาสีแดงและทองปิดทองคำเปลวกว่า 2.4 ล้านแผ่นแห่งนี้ มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับศาลเจ้าชินโตทั่วไปที่มักเน้นความเรียบง่ายสะท้อนธรรมชาติ โดยที่นี่มุ่งแสดงถึงอำนาจ บารมี และความร่ำรวยเกรียงไกรของตระกูลโทคุงาวะ จุดชมศิลปะแกะสลักไม้ที่โด่งดังระดับโลกภายในศาลเจ้าได้แก่ ประตูโยเมมง (Yomeimon Gate) หรือ "ประตูแสงอาทิตย์ยามเย็น" ซึ่งประดับด้วยลวดลายแกะสลักสัตว์มงคล เทพเจ้า และมังกรกิเลนรวมกว่า 500 ชิ้นที่มีรายละเอียดสูงจนผู้เข้าชมสามารถยืนพิจารณาได้ทั้งวันไม่มีเบื่อ อีกสัญลักษณ์ยอดนิยมคือ ภาพแกะสลักลิงสามตัว (Three Wise Monkeys) ในอากัปกิริยา ปิดหู ปิดตา ปิดปาก ซึ่งสื่อถึงคำสอนทางพุทธปรัชญาในการหลีกเลี่ยงสิ่งไม่ดี และ ภาพแกะสลักแมวหลับ (Nemuri-neko) ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้คานประตูทางเข้าสู่สุสานป่าสนด้านหลัง สื่อถึงสันติภาพอันเงียบสงบในแผ่นดินญี่ปุ่นยามไร้สงคราม การเดินทาง: นั่งรถไฟด่วนขบวนพิเศษ Tobu Limited Express จากสถานี Asakusa ในโตเกียว ตรงสู่สถานี Tobu-Nikko Station ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นต่อรถบัสประจำทาง Nikko World Heritage Bus ลงป้าย Toshogu Shrine แล้วเดินเท้าต่อประมาณ 3 นาที เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ช่วงเดือนเมษายน - ตุลาคม เปิดเวลา 08:00 - 17:00 น. และช่วงเดือนพฤศจิกายน - มีนาคม เปิดเวลา 08:00 - 16:00 น. (เข้าชมรอบสุดท้ายก่อนเวลาปิด 30 นาที) ค่าเข้าชม: ตั๋วเข้าชมศาลเจ้าสำหรับผู้ใหญ่ราคา 1,300 เยน และสำหรับนักเรียนประถมและมัธยมต้นราคา 450 เยน (สามารถซื้อบัตรคอมโบรวมพิพิธภัณฑ์ศิลปะโบราณได้ในราคา 2,100 เยน)
🏛️ ที่เที่ยว
ศาลเจ้าอิสึคุชิมะ (Itsukushima Shrine) ตั้งอยู่บนเกาะมิยาจิมะ (Miyajima) จังหวัดฮิโรชิมา เป็นหนึ่งในศาลเจ้าชินโตที่มีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่นและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1996 จุดเด่นที่ทำให้ศาลเจ้านี้มีชื่อเสียงไปทั่วโลกคือ ประตูโทริอิสีแดงขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในทะเล ซึ่งเป็นหนึ่งในสามทัศนียภาพที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น (Nihon Sankei) ร่วมกับ Matsushima และ Amanohashidate ศาลเจ้าอิสึคุชิมะมีประวัติยาวนานกว่า 1,400 ปี โดยมีการบันทึกครั้งแรกในปี ค.ศ. 593 รูปแบบสถาปัตยกรรมปัจจุบันถูกสร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1168 โดย Taira no Kiyomori ผู้นำตระกูล Taira ซึ่งมีอำนาจในยุคเฮอัน ลักษณะพิเศษของศาลเจ้าคือถูกสร้างบนเสาที่ปักลงบนพื้นทะเล ทำให้ในช่วงน้ำขึ้นตัวศาลเจ้าและประตูโทริอิจะดูเหมือนลอยอยู่บนผิวน้ำ ประตูโทริอิหลักมีความสูงประมาณ 16 เมตร สร้างจากไม้การบูร (Camphor Wood) ซึ่งทนทานต่อการกัดกร่อนของน้ำเค็ม ประตูปัจจุบันที่เห็นเป็นโครงสร้างที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1875 ซึ่งเป็นรุ่นที่ 8 ของประตูโทริอิที่ถูกสร้างขึ้นใหม่หลายครั้งตลอดประวัติศาสตร์ น้ำหนักของประตูทำให้สามารถยืนหยัดอยู่ได้โดยไม่ต้องใช้ฐานยึดในดิน เพียงอาศัยน้ำหนักของตัวเองในการทรงตัว ปรากฏการณ์ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาชมคือความแตกต่างระหว่างช่วงน้ำขึ้นและน้ำลง ในช่วงน้ำขึ้น ประตูโทริอิและศาลเจ้าจะดูเหมือนลอยอยู่บนทะเล สร้างภาพที่งดงามและเป็นที่นิยมในการถ่ายภาพมากที่สุด ส่วนในช่วงน้ำลง นักท่องเที่ยวสามารถเดินไปสัมผัสฐานของประตูโทริอิได้โดยตรงบนพื้นทรายที่โล่งออกมา ซึ่งเป็นอีกประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป นักท่องเที่ยวจึงควรตรวจสอบตารางน้ำขึ้นน้ำลงล่วงหน้าเพื่อวางแผนการมาเยือน นอกจากศาลเจ้าแล้ว เกาะมิยาจิมะยังเป็นที่อยู่อาศัยของกวางป่าซิกะที่เดินอย่างเสรีคล้ายกับที่นารา แต่มีจำนวนน้อยกว่า บนเกาะยังมีภูเขา Misen ซึ่งเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่มีกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไปยังยอดเขาเพื่อชมทัศนียภาพรอบเกาะ และมีวัด Daisho-in ซึ่งเป็นวัดพุทธนิกายชินงอนที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ การเดินทางมาเกาะมิยาจิมะ ต้องนั่งรถไฟสาย JR Sanyo Line จากสถานีฮิโรชิมา ลงที่สถานี Miyajimaguchi แล้วต่อเรือเฟอร์รี่ที่ดำเนินการโดย JR หรือ Miyajima Matsudai Kisen ใช้เวลาข้ามฟากประมาณ 10 นาที ค่าเรือประมาณ 200 เยน ค่าเข้าชมศาลเจ้าอิสึคุชิมะอยู่ที่ 300 เยน เปิดให้บริการตั้งแต่ 6.30-18.00 น. โดยเวลาเปิดปิดอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล เกาะมิยาจิมะจึงเป็นจุดหมายที่ผสมผสานความสวยงามทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมไว้ในที่เดียว การเดินทาง: นั่งรถไฟ JR Sanyo Line จากสถานี Hiroshima ลงสถานี Miyajimaguchi แล้วต่อเรือข้ามฟาก JR Ferry ใช้เวลา 10 นาที ถึงเกาะ Miyajima
⛩️ วัด & ศาลเจ้า
คินคาคุจิ (Kinkaku-ji) หรือที่รู้จักในชื่อ วัดทองคำ มีชื่อทางการว่า Rokuon-ji เป็นหนึ่งในวัดที่มีชื่อเสียงและเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของเมืองเกียวโต ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมือง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1994 ในฐานะส่วนหนึ่งของอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์แห่งเกียวโตโบราณ วัดนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1397 โดยโชกุน Ashikaga Yoshimitsu ผู้นำคนสำคัญในยุค Muromachi เดิมทีอาคารนี้ถูกสร้างเป็นที่พักผ่อนของโชกุน ก่อนจะถูกดัดแปลงเป็นวัดพุทธนิกายเซนหลังจากที่ Yoshimitsu เสียชีวิต ตามความประสงค์ของท่านเอง อาคารหลักของคินคาคุจิเป็นศาลาสามชั้น โดยชั้นที่สองและสามถูกปิดด้วยทองคำเปลวแท้ทั้งหมด สถาปัตยกรรมของแต่ละชั้นมีรูปแบบที่แตกต่างกัน ชั้นแรกสร้างในสไตล์ Shinden ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบขุนนางในยุคเฮอัน ชั้นที่สองสร้างในสไตล์ Buke หรือสไตล์นักรบซามูไร และชั้นที่สามสร้างในสไตล์ Zen Buddhist แสดงถึงการผสมผสานสถาปัตยกรรมสามยุคไว้ในอาคารเดียวกัน บนยอดหลังคาของคินคาคุจิมีรูปปั้นนกฟีนิกซ์ทองคำ (Hou-ou) ซึ่งเป็นสัตว์ในตำนานที่สื่อถึงความเป็นอมตะและสันติภาพ อาคารนี้เคยถูกวางเพลิงเผาทำลายในปี ค.ศ. 1950 โดยพระหนุ่มที่มีอาการทางจิต เหตุการณ์นี้เป็นแรงบันดาลใจให้นักเขียนชื่อดัง Yukio Mishima เขียนนวนิยายเรื่อง "The Temple of the Golden Pavilion" อาคารที่เห็นในปัจจุบันถูกสร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1955 และมีการบุทองคำเปลวใหม่อีกครั้งในปี ค.ศ. 1987 โดยใช้ทองคำเปลวที่มีความหนากว่าเดิมถึง 5 เท่า จุดเด่นอีกประการคือบ่อน้ำ Kyoko-chi หรือ "บ่อกระจกทอง" ซึ่งอยู่ด้านหน้าตัวอาคาร เมื่อน้ำในบ่อนิ่งจะสะท้อนภาพของวัดทองคำลงบนผิวน้ำอย่างชัดเจน สร้างภาพสะท้อนที่สมมาตรและสวยงาม ภายในบ่อมีเกาะเล็กๆ หลายเกาะที่จัดวางตามหลักภูมิทัศน์แบบญี่ปุ่นโบราณ สวนรอบวัดเป็นสวนภูมิทัศน์แบบ Muromachi ซึ่งเน้นการจัดวางหิน ต้นไม้ และน้ำให้เป็นไปตามธรรมชาติ มีต้นสนพันธุ์ Rikushu-no-Matsu ที่ถูกตัดแต่งให้มีรูปทรงคล้ายเรือ ซึ่งมีอายุมากกว่า 600 ปี เส้นทางเดินชมวัดถูกกำหนดให้เดินไปในทิศทางเดียวผ่านจุดชมวิวต่างๆ รอบบ่อน้ำ ค่าเข้าชมคินคาคุจิอยู่ที่ 500 เยนสำหรับผู้ใหญ่ เปิดให้บริการตั้งแต่ 9.00-17.00 น. ทุกวันไม่มีวันหยุด การเดินทางสามารถนั่งรถบัสจากสถานีเกียวโตสาย 101 หรือ 205 ลงป้าย Kinkakuji-michi แล้วเดินต่ออีกประมาณ 5 นาที ช่วงเวลาที่แนะนำคือช่วงเช้าก่อน 10 โมง เนื่องจากแสงแดดยามเช้าจะส่องกระทบทองคำทำให้เกิดประกายแสงสวยงามเป็นพิเศษ และยังหลีกเลี่ยงความแออัดของนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงสาย คินคาคุจิจึงเป็นจุดหมายที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่มาเยือนเกียวโต การเดินทาง: นั่งรถบัส Kyoto City Bus สาย 101 หรือ 205 จากสถานีเกียวโต ลงป้าย Kinkakuji-michi แล้วเดินต่อประมาณ 5 นาที
🏛️ ที่เที่ยว
อนุสรณ์สถาน A-Bomb Dome มรดกโลก UNESCO สัญลักษณ์แห่งสันติภาพและความหวัง ห้ามลืม การเดินทาง: นั่งรถราง Hiroshima Electric Railway สาย 2 หรือ 6 จากสถานี Hiroshima Station ลงป้าย Genbaku Dome Mae แล้วเดินต่อ 5 นาที
วัดคิโยมิซุ-เดระ (Kiyomizu-dera) หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า "วัดน้ำใส" เป็นวัดพุทธนิกายฮอสโซโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาโอโตวะ (Mt. Otowa) ทางทิศตะวันออกของเมืองเกียวโต ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1994 วัดนี้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 778 โดยพระภิกษุเอนชิน จุดเด่นที่มีชื่อเสียงระดับโลกคือ วิหารหลัก (Hondo) ที่สร้างโครงสร้างระเบียงไม้ยื่นออกไปเหนือหน้าผาสูง 13 เมตร โดยใช้ท่อนซุงขนาดใหญ่มาเข้าสลักยึดกันแบบโบราณโดยไม่ได้ใช้ตะปูเลยแม้แต่ตัวเดียว เป็นสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่งและทนทานต่อภัยธรรมชาติมาหลายศตวรรษ ด้านล่างของวิหารหลักเป็นที่ตั้งของ น้ำตกโอโตวะ (Otowa Waterfall) สายน้ำธรรมชาติศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลแยกออกเป็นสามสาย นักท่องเที่ยวนิยมต่อคิวเพื่อใช้กระบวยด้ามยาวรองน้ำดื่มเพื่อขอพร โดยแต่ละสายมีความเชื่อต่างกันคือ สายแรกเพื่อความสำเร็จในการศึกษา สายที่สองเพื่อความรักและการแต่งงาน และสายที่สามเพื่อสุขภาพที่ดีและอายุยืนยาว นอกจากนี้ภายในบริเวณวัดยังมีศาลเจ้าจิชู (Jishu Shrine) ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการขอพรความรัก มีหินลองรักสองก้อนตั้งห่างกัน หากใครสามารถปิดตาแล้วเดินจากหินก้อนหนึ่งไปชนอีกก้อนหนึ่งได้ เชื่อว่าจะสมหวังในความรัก การเดินทาง: จากสถานีรถไฟ Kyoto Station นั่งรถบัสประจำทางสาย 100 หรือ 206 ลงที่ป้าย Gojo-zaka หรือ Kiyomizu-michi จากนั้นเดินเท้าขึ้นเนินไปตามถนนนิเนนซากะและซันเนนซากะประมาณ 10-15 นาที เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06:00 - 18:00 น. (ช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะมีงานเปิดไฟประดับรอบค่ำ Night Illumination ซึ่งจะขยายเวลาเปิดถึง 21:30 น.) ค่าเข้าชม: ค่าเข้าชมภายในวิหารหลักและระเบียงไม้ราคา 500 เยนสำหรับผู้ใหญ่ และ 200 เยนสำหรับเด็กประถมและมัธยม (พื้นที่ภายนอกวัดสามารถเดินชมได้ฟรี)
วิหารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สูง 57.5 เมตร กว้าง 57 เมตร บรรจุพระพุทธรูปสำริด Daibutsu สูง 14.98 เมตร หนัก 500 ตัน มรดกโลก UNESCO
วัดไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก บรรจุพระพุทธรูปสำริดยักษ์ Daibutsu สูง 15 เมตร มรดกโลก UNESCO การเดินทาง: นั่งรถไฟ Kintetsu Nara Line ลงสถานี Kintetsu Nara Station แล้วเดินเท้าผ่านสวนกวางประมาณ 15-20 นาที หรือนั่งรถบัสเมืองนาราสาย 2 ลงป้าย Todaiji Daibutsuden Mae