🌸 เว็บรีวิวท่องเที่ยวญี่ปุ่น โดยคนไทย สำหรับคนไทย
กรองตาม: ✕ ล้างตัวกรอง

ผลการค้นหา "ฟรี"

พบ 51 สถานที่

ทุ่งลาเวนเดอร์ ฟาร์มโทมิตะ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 ฮอกไกโด

ทุ่งลาเวนเดอร์ ฟาร์มโทมิตะ

ทุ่งลาเวนเดอร์ฟาร์มโทมิตะ (Farm Tomita Lavender Fields) เป็นส่วนหนึ่งของฟาร์มโทมิตะ ตั้งอยู่ในเมืองนากะฟุราโนะ จังหวัดฮอกไกโด ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกลาเวนเดอร์เพื่อการท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น ฟาร์มก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1958 และได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของฤดูร้อนในฮอกไกโด พื้นที่ปลูกลาเวนเดอร์หลักของฟาร์มโทมิตะมีชื่อว่า Saika no Oka ซึ่งหมายถึง "เนินดอกไม้สี่ฤดู" เป็นเนินเขาที่ปลูกดอกไม้หลากสีเรียงเป็นแถบขนานกันอย่างมีระเบียบ ได้แก่แถบลาเวนเดอร์สีม่วง แถบป๊อปปี้สีแดงและสีส้ม แถบดอกคาโมมายล์สีขาว และแถบดอกไม้สีเหลืองอย่างมาริโกลด์ การจัดเรียงสีดอกไม้เป็นแถบขนานบนพื้นเนินลาดเอียงทำให้เกิดภาพที่มีมิติคล้ายผ้าทอลายสีรุ้ง ฤดูที่ลาเวนเดอร์บานสะพรั่งที่สุดอยู่ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงพีคของฤดูร้อนในฮอกไกโด ในช่วงนี้อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20-25 องศาเซลเซียส เหมาะสำหรับการเดินเล่นกลางแจ้ง กลิ่นหอมของลาเวนเดอร์จะอบอวลไปทั่วทั้งพื้นที่ฟาร์ม นอกจาก Saika no Oka แล้ว ฟาร์มโทมิตะยังมีโซนอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น Traditional Lavender East ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกลาเวนเดอร์พันธุ์ดั้งเดิมที่ปลูกมาตั้งแต่ยุคก่อตั้งฟาร์ม และ Flower Field ซึ่งปลูกดอกไม้หมุนเวียนตามฤดูกาล ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนจะมีทุ่งทิวลิปและไอริส และในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายนจะมีดอกซัลเวียสีแดงสดและดอกทานตะวัน ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของฟาร์มโทมิตะคือ Lavender Soft Cream หรือไอศกรีมซอฟต์ครีมรสลาเวนเดอร์สีม่วงอ่อน ซึ่งทำจากน้ำมันลาเวนเดอร์ที่สกัดจากฟาร์มเอง มีรสชาติหอมละมุนไม่หวานจัด นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่นๆ เช่น น้ำหอมลาเวนเดอร์ สบู่ ถุงหอม และน้ำมันหอมระเหยที่ผลิตจากโรงกลั่นในฟาร์มเอง การเดินทางมาทุ่งลาเวนเดอร์ฟาร์มโทมิตะสะดวกที่สุดในช่วงฤดูร้อน โดยรถไฟสาย JR Furano Line จะเปิดสถานีพิเศษชื่อ Lavender Farm Station ซึ่งเปิดให้บริการเฉพาะช่วงกลางเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนตุลาคมเท่านั้น จากสถานีนี้เดินไปยังฟาร์มเพียง 7 นาที ในช่วงนอกฤดูสามารถลงที่สถานี Naka-Furano แล้วเดินต่ออีกประมาณ 25 นาที หรือใช้แท็กซี่ ฟาร์มโทมิตะเปิดให้เข้าชมฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เวลาเปิดให้บริการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล ช่วงฤดูร้อนเปิดประมาณ 8.30-18.00 น. ทุ่งลาเวนเดอร์ฟาร์มโทมิตะจึงเป็นจุดหมายที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่เดินทางมาฮอกไกโดในช่วงเดือนกรกฎาคม

คามิโกจิ หุบเขา Japan Alps 🏛️ ที่เที่ยว
📍 คาโนะซาวะ

คามิโกจิ หุบเขา Japan Alps

คามิโกจิ (Kamikochi) เป็นหุบเขาที่ราบสูงธรรมชาติระดับพรีเมียมอันงดงามที่ตั้งอยู่ในเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นตอนเหนือ (Northern Japan Alps) ภายในอุทยานแห่งชาติชูบุซังงาคุ จังหวัดนากาโน ได้รับยกย่องว่าเป็น "มงกุฎแห่งเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น" เนื่องจากทัศนียภาพธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์งดงามอย่างเหลือเชื่อ น้ำในแม่น้ำอาซึสะ (Azusa River) ใสสะอาดราวกระจกสะท้อนและเย็นจัดตลอดปี และถูกโอบล้อมด้วยยอดเขาหินสูงชัน เช่น ยอดเขาโฮทากะ (Mt. Hotaka) ที่สูงกว่า 3,000 เมตร และภูเขาไฟยาเคดะเกะ (Mt. Yakedake) ที่ยังคุกรุ่น เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด คามิโกจิห้ามไม่ให้รถยนต์ส่วนบุคคลและรถทัวร์ทั่วไปวิ่งเข้าไปในพื้นที่เด็ดขาด นักท่องเที่ยวต้องเปลี่ยนมานั่งรถบัสอุทยานหรือแท็กซี่เฉพาะเท่านั้น จุดแลนด์มาร์กสำคัญคือ สะพานคัปปะ (Kappa Bridge) สะพานแขวนไม้ที่พาดผ่านแม่น้ำอาซึสะที่มีทิวเขาแอลป์หิมะปกคลุมยอดเป็นฉากหลัง เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยม ตลอดสองข้างทางมีทางเดินปูแผ่นไม้ระแนงชมธรรมชาติรอบบ่อน้ำไทโช (Taisho Pond) บึงน้ำธรรมชาติที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟที่มีต้นไม้แห้งยืนตายกลางน้ำส่งกลิ่นอายลึกลับสวยงาม และบ่อน้ำเมียวจิน (Myojin Pond) ที่มีความศักดิ์สิทธิ์และเงียบสงบ การเดินทาง: นั่งรถไฟจากโตเกียวลงที่สถานี Matsumoto Station จากนั้นต่อรถไฟสาย Alpico Matsumoto Line ลงที่สถานี Shin-Shimashima Station แล้วเปลี่ยนขึ้นรถบัสตรงมุ่งสู่ Kamikochi (ใช้เวลาเดินทางโดยรถบัสประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาที แนะนำให้ซื้อตั๋วรถบัสล่วงหน้า) เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการเฉพาะช่วงกลางเดือนเมษายนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายนของทุกปี (อุทยานจะปิดเส้นทางเดินรถและปิดให้บริการทั้งหมดในฤดูหนาวเนื่องจากหิมะตกหนาและอันตราย) ค่าเข้าชม: ฟรีค่าธรรมเนียมการเข้าสู่อุทยานแห่งชาติสาธารณะทั่วไป (นักท่องเที่ยวรับผิดชอบค่ารถบัสไป-กลับจากจุดเปลี่ยนรถ Sawando หรือ Hirayu ราคาประมาณ 2,400 - 2,800 เยนต่อคน)

คามิโกจิ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 มัตสึโมโต้

คามิโกจิ

คามิโกจิ (Kamikochi) เป็นหุบเขาที่ราบสูงธรรมชาติระดับพรีเมียมอันงดงามที่ตั้งอยู่ในเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นตอนเหนือ (Northern Japan Alps) ภายในอุทยานแห่งชาติชูบุซังงาคุ จังหวัดนากาโน ได้รับยกย่องว่าเป็น "มงกุฎแห่งเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น" เนื่องจากทัศนียภาพธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์งดงามอย่างเหลือเชื่อ น้ำในแม่น้ำอาซึสะ (Azusa River) ใสสะอาดราวกระจกสะท้อนและเย็นจัดตลอดปี และถูกโอบล้อมด้วยยอดเขาหินสูงชัน เช่น ยอดเขาโฮทากะ (Mt. Hotaka) ที่สูงกว่า 3,000 เมตร และภูเขาไฟยาเคดะเกะ (Mt. Yakedake) ที่ยังคุกรุ่น เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด คามิโกจิห้ามไม่ให้รถยนต์ส่วนบุคคลและรถทัวร์ทั่วไปวิ่งเข้าไปในพื้นที่เด็ดขาด นักท่องเที่ยวต้องเปลี่ยนมานั่งรถบัสอุทยานหรือแท็กซี่เฉพาะเท่านั้น จุดแลนด์มาร์กสำคัญคือ สะพานคัปปะ (Kappa Bridge) สะพานแขวนไม้ที่พาดผ่านแม่น้ำอาซึสะที่มีทิวเขาแอลป์หิมะปกคลุมยอดเป็นฉากหลัง เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยม ตลอดสองข้างทางมีทางเดินปูแผ่นไม้ระแนงชมธรรมชาติรอบบ่อน้ำไทโช (Taisho Pond) บึงน้ำธรรมชาติที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟที่มีต้นไม้แห้งยืนตายกลางน้ำส่งกลิ่นอายลึกลับสวยงาม และบ่อน้ำเมียวจิน (Myojin Pond) ที่มีความศักดิ์สิทธิ์และเงียบสงบ การเดินทาง: นั่งรถไฟจากโตเกียวลงที่สถานี Matsumoto Station จากนั้นต่อรถไฟสาย Alpico Matsumoto Line ลงที่สถานี Shin-Shimashima Station แล้วเปลี่ยนขึ้นรถบัสตรงมุ่งสู่ Kamikochi (ใช้เวลาเดินทางโดยรถบัสประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาที แนะนำให้ซื้อตั๋วรถบัสล่วงหน้า) เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการเฉพาะช่วงกลางเดือนเมษายนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายนของทุกปี (อุทยานจะปิดเส้นทางเดินรถและปิดให้บริการทั้งหมดในฤดูหนาวเนื่องจากหิมะตกหนาและอันตราย) ค่าเข้าชม: ฟรีค่าธรรมเนียมการเข้าสู่อุทยานแห่งชาติสาธารณะทั่วไป (นักท่องเที่ยวรับผิดชอบค่ารถบัสไป-กลับจากจุดเปลี่ยนรถ Sawando หรือ Hirayu ราคาประมาณ 2,400 - 2,800 เยนต่อคน)

วัดคิโยมิซุ เดระ ⛩️ วัด & ศาลเจ้า
📍 เกียวโต

วัดคิโยมิซุ เดระ

วัดคิโยมิซุ-เดระ (Kiyomizu-dera) หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า "วัดน้ำใส" เป็นวัดพุทธนิกายฮอสโซโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาโอโตวะ (Mt. Otowa) ทางทิศตะวันออกของเมืองเกียวโต ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1994 วัดนี้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 778 โดยพระภิกษุเอนชิน จุดเด่นที่มีชื่อเสียงระดับโลกคือ วิหารหลัก (Hondo) ที่สร้างโครงสร้างระเบียงไม้ยื่นออกไปเหนือหน้าผาสูง 13 เมตร โดยใช้ท่อนซุงขนาดใหญ่มาเข้าสลักยึดกันแบบโบราณโดยไม่ได้ใช้ตะปูเลยแม้แต่ตัวเดียว เป็นสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่งและทนทานต่อภัยธรรมชาติมาหลายศตวรรษ ด้านล่างของวิหารหลักเป็นที่ตั้งของ น้ำตกโอโตวะ (Otowa Waterfall) สายน้ำธรรมชาติศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลแยกออกเป็นสามสาย นักท่องเที่ยวนิยมต่อคิวเพื่อใช้กระบวยด้ามยาวรองน้ำดื่มเพื่อขอพร โดยแต่ละสายมีความเชื่อต่างกันคือ สายแรกเพื่อความสำเร็จในการศึกษา สายที่สองเพื่อความรักและการแต่งงาน และสายที่สามเพื่อสุขภาพที่ดีและอายุยืนยาว นอกจากนี้ภายในบริเวณวัดยังมีศาลเจ้าจิชู (Jishu Shrine) ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการขอพรความรัก มีหินลองรักสองก้อนตั้งห่างกัน หากใครสามารถปิดตาแล้วเดินจากหินก้อนหนึ่งไปชนอีกก้อนหนึ่งได้ เชื่อว่าจะสมหวังในความรัก การเดินทาง: จากสถานีรถไฟ Kyoto Station นั่งรถบัสประจำทางสาย 100 หรือ 206 ลงที่ป้าย Gojo-zaka หรือ Kiyomizu-michi จากนั้นเดินเท้าขึ้นเนินไปตามถนนนิเนนซากะและซันเนนซากะประมาณ 10-15 นาที เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06:00 - 18:00 น. (ช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะมีงานเปิดไฟประดับรอบค่ำ Night Illumination ซึ่งจะขยายเวลาเปิดถึง 21:30 น.) ค่าเข้าชม: ค่าเข้าชมภายในวิหารหลักและระเบียงไม้ราคา 500 เยนสำหรับผู้ใหญ่ และ 200 เยนสำหรับเด็กประถมและมัธยม (พื้นที่ภายนอกวัดสามารถเดินชมได้ฟรี)

ย่านกิออง 🏛️ ที่เที่ยว
📍 เกียวโต

ย่านกิออง

ย่านกิออง (Gion District) เป็นย่านประวัติศาสตร์โบราณที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าศาลเจ้ายาซากะ (Yasaka Shrine) ทางทิศตะวันออกของเมืองเกียวโต ได้รับการยอมรับว่าเป็น "ย่านเกอิชา" (Geisha District) ที่มีชื่อเสียงและสมบูรณ์ที่สุดของญี่ปุ่น ย้อนกลับไปในยุคกลาง ย่านนี้เริ่มต้นจากการเป็นจุดพักแรมและร้านน้ำชาเพื่อต้อนรับผู้แสวงบุญที่เดินทางมาสักการะศาลเจ้า ก่อนจะพัฒนาสู่ย่านศิลปวัฒนธรรมที่มีความหรูหราประณีตในเวลาต่อมา เมื่อเดินเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายหลัก ฮานามิโคจิ (Hanamikoji Street) คุณจะได้พบกับภาพทัศนียภาพของบ้านไม้โบราณที่เรียกว่า "มาจิยะ" (Machiya) ซึ่งได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างวิจิตรบรรจงสองข้างทาง ปัจจุบันบ้านไม้เหล่านี้ได้ดัดแปลงเป็นร้านอาหารระดับพรีเมียมและร้านน้ำชาโบราณ (Ochaya) ในช่วงยามเย็นเวลากลางวันและค่ำคืน นักท่องเที่ยวอาจมีโอกาสได้พบเห็น เกอิโกะ (Geiko - เกอิชาของเกียวโต) และ ไมโกะ (Maiko - เกอิชาฝึกหัด) ในชุดกิโมโนเต็มยศและทาหน้าสีขาว สวมเกี๊ยะไม้เดินรีบเร่งไปทำงานตามร้านน้ำชา อย่างไรก็ตาม ย่านนี้มีกฎระเบียบที่เข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของเกอิชา ห้ามนักท่องเที่ยววิ่งไล่ตามหรือแตะต้องตัวพวกเธอ และมีป้ายห้ามถ่ายรูปในตรอกส่วนบุคคลบางจุด การเดินทาง: นั่งรถไฟด่วนสาย Keihan Main Line ลงที่สถานี Gion-Shijo Station แล้วเดินเท้าต่อประมาณ 3-5 นาที หรือนั่งรถบัสประจำทางสาย 100, 206 จากสถานี Kyoto Station ลงที่ป้าย Gion เวลาเปิด-ปิด: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง (ร้านอาหารและร้านน้ำชาส่วนใหญ่จะเปิดบริการช่วง 17:00 - 22:00 น. บรรยากาศยามเย็นที่มีแสงโคมไฟประดับจะสวยงามโรแมนติกที่สุด) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินชมบรรยากาศถนนโบราณทั่วไป

ย่านกิออง 🏛️ ที่เที่ยว
📍 เกียวโต

ย่านกิออง

ย่านกิออง (Gion District) เป็นย่านประวัติศาสตร์โบราณที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าศาลเจ้ายาซากะ (Yasaka Shrine) ทางทิศตะวันออกของเมืองเกียวโต ได้รับการยอมรับว่าเป็น "ย่านเกอิชา" (Geisha District) ที่มีชื่อเสียงและสมบูรณ์ที่สุดของญี่ปุ่น ย้อนกลับไปในยุคกลาง ย่านนี้เริ่มต้นจากการเป็นจุดพักแรมและร้านน้ำชาเพื่อต้อนรับผู้แสวงบุญที่เดินทางมาสักการะศาลเจ้า ก่อนจะพัฒนาสู่ย่านศิลปวัฒนธรรมที่มีความหรูหราประณีตในเวลาต่อมา เมื่อเดินเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายหลัก ฮานามิโคจิ (Hanamikoji Street) คุณจะได้พบกับภาพทัศนียภาพของบ้านไม้โบราณที่เรียกว่า "มาจิยะ" (Machiya) ซึ่งได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างวิจิตรบรรจงสองข้างทาง ปัจจุบันบ้านไม้เหล่านี้ได้ดัดแปลงเป็นร้านอาหารระดับพรีเมียมและร้านน้ำชาโบราณ (Ochaya) ในช่วงยามเย็นเวลากลางวันและค่ำคืน นักท่องเที่ยวอาจมีโอกาสได้พบเห็น เกอิโกะ (Geiko - เกอิชาของเกียวโต) และ ไมโกะ (Maiko - เกอิชาฝึกหัด) ในชุดกิโมโนเต็มยศและทาหน้าสีขาว สวมเกี๊ยะไม้เดินรีบเร่งไปทำงานตามร้านน้ำชา อย่างไรก็ตาม ย่านนี้มีกฎระเบียบที่เข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของเกอิชา ห้ามนักท่องเที่ยววิ่งไล่ตามหรือแตะต้องตัวพวกเธอ และมีป้ายห้ามถ่ายรูปในตรอกส่วนบุคคลบางจุด การเดินทาง: นั่งรถไฟด่วนสาย Keihan Main Line ลงที่สถานี Gion-Shijo Station แล้วเดินเท้าต่อประมาณ 3-5 นาที หรือนั่งรถบัสประจำทางสาย 100, 206 จากสถานี Kyoto Station ลงที่ป้าย Gion เวลาเปิด-ปิด: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง (ร้านอาหารและร้านน้ำชาส่วนใหญ่จะเปิดบริการช่วง 17:00 - 22:00 น. บรรยากาศยามเย็นที่มีแสงโคมไฟประดับจะสวยงามโรแมนติกที่สุด) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินชมบรรยากาศถนนโบราณทั่วไป

วัดคิโยมิซุ-เดระ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 เกียวโต

วัดคิโยมิซุ-เดระ

วัดคิโยมิซุ-เดระ (Kiyomizu-dera) หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า "วัดน้ำใส" เป็นวัดพุทธนิกายฮอสโซโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาโอโตวะ (Mt. Otowa) ทางทิศตะวันออกของเมืองเกียวโต ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1994 วัดนี้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 778 โดยพระภิกษุเอนชิน จุดเด่นที่มีชื่อเสียงระดับโลกคือ วิหารหลัก (Hondo) ที่สร้างโครงสร้างระเบียงไม้ยื่นออกไปเหนือหน้าผาสูง 13 เมตร โดยใช้ท่อนซุงขนาดใหญ่มาเข้าสลักยึดกันแบบโบราณโดยไม่ได้ใช้ตะปูเลยแม้แต่ตัวเดียว เป็นสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่งและทนทานต่อภัยธรรมชาติมาหลายศตวรรษ ด้านล่างของวิหารหลักเป็นที่ตั้งของ น้ำตกโอโตวะ (Otowa Waterfall) สายน้ำธรรมชาติศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลแยกออกเป็นสามสาย นักท่องเที่ยวนิยมต่อคิวเพื่อใช้กระบวยด้ามยาวรองน้ำดื่มเพื่อขอพร โดยแต่ละสายมีความเชื่อต่างกันคือ สายแรกเพื่อความสำเร็จในการศึกษา สายที่สองเพื่อความรักและการแต่งงาน และสายที่สามเพื่อสุขภาพที่ดีและอายุยืนยาว นอกจากนี้ภายในบริเวณวัดยังมีศาลเจ้าจิชู (Jishu Shrine) ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการขอพรความรัก มีหินลองรักสองก้อนตั้งห่างกัน หากใครสามารถปิดตาแล้วเดินจากหินก้อนหนึ่งไปชนอีกก้อนหนึ่งได้ เชื่อว่าจะสมหวังในความรัก การเดินทาง: จากสถานีรถไฟ Kyoto Station นั่งรถบัสประจำทางสาย 100 หรือ 206 ลงที่ป้าย Gojo-zaka หรือ Kiyomizu-michi จากนั้นเดินเท้าขึ้นเนินไปตามถนนนิเนนซากะและซันเนนซากะประมาณ 10-15 นาที เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06:00 - 18:00 น. (ช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะมีงานเปิดไฟประดับรอบค่ำ Night Illumination ซึ่งจะขยายเวลาเปิดถึง 21:30 น.) ค่าเข้าชม: ค่าเข้าชมภายในวิหารหลักและระเบียงไม้ราคา 500 เยนสำหรับผู้ใหญ่ และ 200 เยนสำหรับเด็กประถมและมัธยม (พื้นที่ภายนอกวัดสามารถเดินชมได้ฟรี)

อุทยานทะเล ชิมิจิ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 โอกินาวา

อุทยานทะเล ชิมิจิ

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโอกินาวะ ชูราอูมิ (Okinawa Churaumi Aquarium) เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดในโลก ตั้งอยู่ภายใน Ocean Expo Park ริมชายฝั่งทะเลจีนตะวันตก ทางตอนเหนือของเกาะโอกินาวะ คำว่า "Churaumi" ในภาษาถิ่นของโอกินาวะแปลว่า "ทะเลอันงดงาม" พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้บริการครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2002 และได้รับการออกแบบให้จำลองระบบนิเวศทางทะเลรอบเกาะโอกินาวะ ตั้งแต่แนวปะการังน้ำตื้นไปจนถึงเขตทะเลลึกอันลึกลับ จุดไฮไลต์ที่ดึงดูดสายตาผู้คนจากทั่วโลกคือ แท็งก์น้ำขนาดยักษ์ "ทะเลคุโรชิโอะ" (Kuroshio Sea) ซึ่งมีความจุถึง 7,500 ตัน ผลิตจากแผ่นอะคริลิกใสห่วงหนาถึง 60 เซนติเมตร ภายในแท็งก์นี้ประดิษฐานฉลามวาฬ (Whale Shark) ขนาดยักษ์ความยาวกว่า 8 เมตร แหวกว่ายไปมาร่วมกับปลากระเบนแมนตายักษ์ (Manta Ray) และฝูงปลาทะเลลึกนับหมื่นตัว นอกจากนี้ยังมีโซน "The Coral Sea" สระน้ำเปิดรับแสงแดดธรรมชาติเพื่อเพาะเลี้ยงปะการังมีชีวิตมากกว่า 80 สายพันธุ์ และจุดแสดงกลางแจ้งเช่น Okichan Theater สำหรับชมการแสดงโลมาแสนรู้และวาฬเพชฌฆาตดำริมขอบทะเลครามแสนโรแมนติก การเดินทาง: นั่งรถบัสทางด่วน Yanbaru Express Bus หรือ Okinawa Airport Shuttle จากสถานี Naha Airport หรือตัวเมือง Naha ตรงสู่ป้าย Ocean Expo Park (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง - 2 ชั่วโมง 30 นาที มีรถบัสให้บริการหลายรอบต่อวัน) เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:30 - 18:30 น. (ในช่วงฤดูร้อนหรือวันหยุดนักขัตฤกษ์จะขยายเวลาปิดถึง 20:00 น. กรุณาเช็คเวลารายวันผ่านแอปพลิเคชันอย่างเป็นทางการ) ค่าเข้าชม: ตั๋วเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ราคา 2,180 เยน นักเรียนมัธยมปลายราคา 1,440 เยน นักเรียนประถมและมัธยมต้นราคา 710 เยน และเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 6 ปีเข้าชมฟรี (มีสิทธิ์รับส่วนลดหากซื้อตั๋วช่วงบ่ายหลังเวลา 16:00 น.)

พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย 21ศตวรรษ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 มัตสึโมโต้

พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย 21ศตวรรษ

พิพิธภัณฑ์รูปทรงวงกลมสุดทันสมัย ห้อง "The Swimming Pool" ของ Leandro Erlich โด่งดังทั่วโลก ส่วน Civic Area ชมฟรี ส่วน Exhibition Area มีค่าเข้า

ย่านโดทงโบริ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 โอซาก้า

ย่านโดทงโบริ

ย่านโดทงโบริ (Dotonbori) เป็นย่านบันเทิง แหล่งช้อปปิ้ง และสตรีทฟู้ดที่มีชื่อเสียงและมีชีวิตชีวามากที่สุดของเมืองโอซาก้า ทอดยาวขนานไปกับคลองโดทงโบริโบราณที่ขุดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1612 ย่านนี้เริ่มต้นเติบโตจากการเป็นย่านโรงละครคาบูกิและโรงละครหุ่นเชิดโบราณในยุคเอโดะ ก่อนจะเปลี่ยนผ่านเป็นศูนย์กลางความบันเทิงสมัยใหม่ที่ดึงดูดผู้คนนับแสนในแต่ละค่ำคืนด้วยแสงสีจากป้ายไฟนีออนโฆษณาขนาดยักษ์ ไฮไลต์สำคัญที่เป็นสัญลักษณ์ของโอซาก้าและห้ามพลาดเด็ดขาดคือ ป้ายกูลิโกะรันนิ่งแมน (Glico Running Man Sign) นักวิ่งชายบนลู่วิ่งสีน้ำเงินที่ตั้งอยู่ริมสะพานเอบิสึ (Ebisu Bridge) ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมมายืนต่อคิวถ่ายรูปทำท่าเลียนแบบนักวิ่ง นอกจากนี้ สองข้างทางริมถนนยังมีป้ายหน้าร้านค้าสามมิติขนาดยักษ์ที่เคลื่อนไหวได้ เช่น ปูยักษ์ขยับขาได้ของร้าน Kani Doraku, มังกรเขียวพ่นไฟ และเกี๊ยวซ่ายักษ์ ย่านนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นสวรรค์ของคนชอบกินตามสุภาษิตญี่ปุ่นที่ว่า "คุอิดาโอเระ" (Kuidaore) หรือกินจนกว่าจะล้มละลาย ของขึ้นชื่อคือ ทาโกะยากิร้อนๆ แป้งนุ่ม, โอโคโนมิยากิกระทะร้อน และคุชิคัตสึ (ของเสียบไม้ชุบแป้งทอด) การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินสาย Midosuji Line, Sennichimae Line หรือ Yotsubashi Line ลงที่สถานี Namba Station แล้วเดินมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือประมาณ 5 นาทีเพื่อเข้าสู่ริมคลองโดทงโบริ เวลาเปิด-ปิด: พื้นที่ริมคลองและสะพานเปิดตลอด 24 ชั่วโมง (ร้านค้าและร้านอาหารส่วนใหญ่เปิดบริการช่วง 11:00 - 23:00 น. ป้ายไฟนีออนส่วนใหญ่จะเปิดส่องสว่างตั้งแต่พลบค่ำถึงเวลา 24:00 น.) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินเที่ยวชมและถ่ายรูปบรรยากาศทั่วไป (หากต้องการล่องเรือ Tombori River Cruise ชมวิวสองฝั่งคลอง จะมีค่าบริการประมาณ 1,000 เยน)

ย่านโดทงโบริ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 โอซาก้า

ย่านโดทงโบริ

ย่านโดทงโบริ (Dotonbori) เป็นย่านบันเทิง แหล่งช้อปปิ้ง และสตรีทฟู้ดที่มีชื่อเสียงและมีชีวิตชีวามากที่สุดของเมืองโอซาก้า ทอดยาวขนานไปกับคลองโดทงโบริโบราณที่ขุดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1612 ย่านนี้เริ่มต้นเติบโตจากการเป็นย่านโรงละครคาบูกิและโรงละครหุ่นเชิดโบราณในยุคเอโดะ ก่อนจะเปลี่ยนผ่านเป็นศูนย์กลางความบันเทิงสมัยใหม่ที่ดึงดูดผู้คนนับแสนในแต่ละค่ำคืนด้วยแสงสีจากป้ายไฟนีออนโฆษณาขนาดยักษ์ ไฮไลต์สำคัญที่เป็นสัญลักษณ์ของโอซาก้าและห้ามพลาดเด็ดขาดคือ ป้ายกูลิโกะรันนิ่งแมน (Glico Running Man Sign) นักวิ่งชายบนลู่วิ่งสีน้ำเงินที่ตั้งอยู่ริมสะพานเอบิสึ (Ebisu Bridge) ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมมายืนต่อคิวถ่ายรูปทำท่าเลียนแบบนักวิ่ง นอกจากนี้ สองข้างทางริมถนนยังมีป้ายหน้าร้านค้าสามมิติขนาดยักษ์ที่เคลื่อนไหวได้ เช่น ปูยักษ์ขยับขาได้ของร้าน Kani Doraku, มังกรเขียวพ่นไฟ และเกี๊ยวซ่ายักษ์ ย่านนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นสวรรค์ของคนชอบกินตามสุภาษิตญี่ปุ่นที่ว่า "คุอิดาโอเระ" (Kuidaore) หรือกินจนกว่าจะล้มละลาย ของขึ้นชื่อคือ ทาโกะยากิร้อนๆ แป้งนุ่ม, โอโคโนมิยากิกระทะร้อน และคุชิคัตสึ (ของเสียบไม้ชุบแป้งทอด) การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินสาย Midosuji Line, Sennichimae Line หรือ Yotsubashi Line ลงที่สถานี Namba Station แล้วเดินมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือประมาณ 5 นาทีเพื่อเข้าสู่ริมคลองโดทงโบริ เวลาเปิด-ปิด: พื้นที่ริมคลองและสะพานเปิดตลอด 24 ชั่วโมง (ร้านค้าและร้านอาหารส่วนใหญ่เปิดบริการช่วง 11:00 - 23:00 น. ป้ายไฟนีออนส่วนใหญ่จะเปิดส่องสว่างตั้งแต่พลบค่ำถึงเวลา 24:00 น.) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินเที่ยวชมและถ่ายรูปบรรยากาศทั่วไป (หากต้องการล่องเรือ Tombori River Cruise ชมวิวสองฝั่งคลอง จะมีค่าบริการประมาณ 1,000 เยน)

ถนนนิเนนซาก้า สามเนนซาก้า 🛍️ ช้อปปิ้ง
📍 เกียวโต

ถนนนิเนนซาก้า สามเนนซาก้า

ถนนนิเนนซาก้า (Ninenzaka) และถนนซันเนนซาก้า (Sannenzaka) เป็นเนินลาดเดินปูหินโบราณที่เป็นเส้นทางแสวงบุญเชื่อมต่อจากเขตย่านเกดเก่ากิอองมุ่งสู่วัดคิโยมิซุเดระ (วัดน้ำใส) ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในถนนคนเดินที่สวยงามและคงความเป็นญี่ปุ่นดั้งเดิมไว้ได้ดีที่สุดในเกียวโต ชื่อของเนินมีความหมายเชื่อมโยงกับความเชื่อโบราณ เช่น เนินสองปี (Ninenzaka) และ เนินสามปี (Sannenzaka) ซึ่งเชื่อกันว่าหากใครลื่นล้มที่เนินนี้จะมีเคราะห์ร้ายหรืออายุสั้นลง 2-3 ปี จึงต้องเดินอย่างระมัดระวังและมีสติ แต่ในอีกแง่หนึ่ง เนินเหล่านี้ก็สื่อถึงการมาอธิษฐานขอพรให้คลอดบุตรได้อย่างปลอดภัย สองข้างเนินประดับไปด้วยบ้านเรือนไม้เก่าแก่อายุกว่าร้อยปี สถาปัตยกรรมสไตล์เกียวโตโบราณที่ทำด้วยไม้สีเข้มและผนังกระดาษ ปัจจุบันเปิดเป็นร้านจำหน่ายของที่ระลึกหัตถกรรมพื้นเมือง ร้านพัดชาเขียวมัทฉะ คาเฟ่สไตล์ย้อนยุค และร้านเช่าชุดกิโมโน ซึ่งเป็นกิจกรรมยอดนิยมของนักท่องเที่ยวในการสวมชุดกิโมโนเดินเล่นถ่ายรูปบนถนนสายนี้ ไฮไลต์พิเศษของถนนคือร้าน Starbucks Coffee สาขา Ninenzaka Yasaka Chaya ซึ่งดัดแปลงจากบ้านไม้โบราณอายุกว่า 100 ปี และเป็นสาขาเดียวในโลกที่มีการนั่งจิบกาแฟบนเสื่อทาทามิแบบดั้งเดิม การเดินทาง: นั่งรถบัสประจำทางจากสถานี Kyoto Station สาย 100 หรือ 206 ลงป้าย Kiyomizu-michi หรือ Gojo-zaka จากนั้นเดินเท้าต่อเข้าสู่ทางขึ้นเนินประมาณ 5-7 นาที เวลาเปิด-ปิด: พื้นที่ถนนเปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง (ร้านค้าส่วนใหญ่เปิดให้บริการเวลา 09:00 - 18:00 น. แนะนำให้มาเดินเล่นช่วงเช้าตรู่ก่อน 08:30 น. หากต้องการหลีกเลี่ยงความแออัดของนักท่องเที่ยว) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินเที่ยวชมย่านถนนโบราณทั้งหมด