🌸 เว็บรีวิวท่องเที่ยวญี่ปุ่น โดยคนไทย สำหรับคนไทย
กรองตาม: ✕ ล้างตัวกรอง

ผลการค้นหา "ซากุระ"

พบ 20 สถานที่

สวนกวางนารา 🏛️ ที่เที่ยว
📍 นารา

สวนกวางนารา

สวนนารา (Nara Park) เป็นพื้นที่สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองนารา อดีตเมืองหลวงแห่งแรกของญี่ปุ่นในยุค Nara Period (ค.ศ. 710-794) สวนแห่งนี้มีพื้นที่กว่า 660 เฮกตาร์ และเป็นที่ตั้งของกลุ่มอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO จุดที่ทำให้สวนนาราโดดเด่นที่สุดคือฝูงกวางป่าซิกะ (Sika Deer) จำนวนกว่า 1,200 ตัวที่อาศัยอยู่อย่างเสรีในพื้นที่สวน กวางเหล่านี้ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะ "สมบัติของชาติทางธรรมชาติ" (Natural Treasure) มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1957 ตามตำนานความเชื่อของศาสนาชินโต เทพเจ้า Takemikazuchi-no-Mikoto ได้เสด็จมายังนาราโดยทรงกวางสีขาว ทำให้กวางกลายเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้า Kasuga Taisha กวางในสวนนาราคุ้นเคยกับมนุษย์เป็นอย่างมาก เนื่องจากได้รับอาหารจากนักท่องเที่ยวมาเป็นเวลานาน ร้านค้าที่ได้รับอนุญาตจะจำหน่ายขนม Shika Senbei ซึ่งเป็นข้าวเกรียบไม่ปรุงรสที่ทำขึ้นเฉพาะสำหรับกวาง พฤติกรรมที่น่าสนใจคือกวางบางตัวจะโค้งคำนับก่อนรับขนม ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เรียนรู้จากการตอบสนองของนักท่องเที่ยว ภายในสวนนาราเป็นที่ตั้งของวัดโทไดจิ (Todai-ji) ซึ่งสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 752 ตามพระราชโองการของจักรพรรดิ Shomu เพื่อเป็นศูนย์กลางของวัดในเครือข่ายทั่วประเทศ อาคาร Daibutsuden หรือ "หอพระใหญ่" เป็นอาคารไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปไดบุตสึ ซึ่งเป็นรูปปั้นพระพุทธรูปไวโรจนะทองสัมฤทธิ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น อีกสถานที่สำคัญคือศาลเจ้า Kasuga Taisha ซึ่งก่อตั้งในปี ค.ศ. 768 มีเส้นทางเดินที่ประดับด้วยตะเกียงหินกว่า 2,000 ดวงและตะเกียงทองสัมฤทธิ์กว่า 1,000 ดวง บางส่วนมีอายุย้อนไปถึงยุค Heian ตะเกียงเหล่านี้จะถูกจุดในเทศกาล Mantoro ที่จัดขึ้นปีละสองครั้งในเดือนกุมภาพันธ์และสิงหาคม สวนนารายังเป็นจุดชมซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีที่สำคัญ ช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนซากุระจะบานทั่วสวน ส่วนช่วงเดือนพฤศจิกายนต้นเมเปิ้ลและแปะก๊วยจะเปลี่ยนเป็นสีแดงและทอง สร้างความสวยงามที่แตกต่างกันในแต่ละฤดูกาล การเดินทางมาสวนนาราสะดวกมากจากเกียวโตหรือโอซาก้า โดยนั่งรถไฟสาย JR Nara Line หรือ Kintetsu Nara Line ลงสถานี JR Nara หรือ Kintetsu Nara แล้วเดินต่ออีก 5-15 นาที สวนเปิดให้เข้าชมตลอดเวลาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ส่วนการเข้าชมพระพุทธรูปไดบุตสึมีค่าเข้าชม 600 เยน เปิด 7.30-17.30 น. ในฤดูร้อนและ 8.00-17.00 น. ในฤดูหนาว

สวนเคนโรคุเอ็ง 🏛️ ที่เที่ยว
📍 มัตสึโมโต้

สวนเคนโรคุเอ็ง

สวนเคนโรคุเอ็ง (Kenroku-en Garden) เป็นสวนญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ในเมืองคานาซาวะ จังหวัดอิชิกาวะ ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสามสวนญี่ปุ่นที่สวยที่สุดของประเทศ (Japan's Three Great Gardens) ร่วมกับสวน Koraku-en ในเมืองโอคายาม่า และสวน Kairaku-en ในเมืองมิโตะ ชื่อ Kenroku-en มีความหมายว่า "สวนแห่งหกความงาม" ซึ่งหมายถึงคุณลักษณะหกประการที่สวนญี่ปุ่นชั้นเลิศควรมี ได้แก่ ความกว้างขวาง ความสงบเงียบ ความเป็นธรรมชาติ ความเก่าแก่ ลำธารที่ไหล และทัศนียภาพกว้างไกล สวนเคนโรคุเอ็งเริ่มสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1676 โดยตระกูล Maeda ซึ่งเป็นตระกูลไดเมียวที่มีอำนาจและความมั่งคั่งเป็นอันดับสองของญี่ปุ่นในยุคเอโดะ รองจากตระกูลโทคุงาวะ การก่อสร้างและปรับปรุงสวนใช้เวลาต่อเนื่องกันหลายชั่วอายุคนกว่า 200 ปี ทำให้สวนมีความซับซ้อนและสมบูรณ์แบบทั้งในด้านการออกแบบภูมิทัศน์และระบบชลประทาน ระบบน้ำของสวนเคนโรคุเอ็งถือเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่สำคัญ น้ำที่ไหลเข้าสวนมาจากแม่น้ำ Saigawa ผ่านคลองชลประทาน Tatsumi ซึ่งสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1632 มีความยาวกว่า 11 กิโลเมตร ระบบนี้ใช้หลักการแรงดันน้ำธรรมชาติในการสร้างน้ำพุ Kotoji-toro Fountain ซึ่งเป็นหนึ่งในน้ำพุที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นที่ยังทำงานได้โดยไม่ใช้เครื่องปั๊มไฟฟ้า สัญลักษณ์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของสวนคือ Kotoji-toro ตะเกียงหินสองขาที่ตั้งอยู่ริมบึง Kasumiga-ike ตะเกียงนี้มีรูปทรงที่ไม่เหมือนตะเกียงหินทั่วไป โดยมีขาสองข้างที่มีความยาวไม่เท่ากัน วางพาดอยู่บนริมบึงและในน้ำ ชื่อ Kotoji มาจากเครื่องดนตรี Koto ของญี่ปุ่น เนื่องจากรูปทรงของตะเกียงคล้ายกับสะพานรองสายของเครื่องดนตรีชนิดนี้ บึง Kasumiga-ike เป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในสวน มีเกาะเล็กๆ หลายเกาะที่จัดวางตามคติภูเขาในตำนานจีน รอบบึงมีต้นสนที่ถูกตัดแต่งและค้ำยันด้วยเชือกในรูปแบบ Yukizuri ซึ่งเป็นเทคนิคการป้องกันกิ่งไม้หักจากน้ำหนักหิมะในฤดูหนาว การติดตั้ง Yukizuri ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนของทุกปีถือเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นฤดูหนาวของคานาซาวะ สวนเคนโรคุเอ็งมีความสวยงามตลอดทั้งปี ฤดูใบไม้ผลิมีต้นซากุระกว่า 40 สายพันธุ์บานสะพรั่ง ฤดูร้อนมีความเขียวชอุ่มของต้นไม้ใหญ่ ฤดูใบไม้ร่วงมีต้นเมเปิ้ลเปลี่ยนสีแดงสด และฤดูหนาวมีหิมะปกคลุมต้นสนที่มี Yukizuri สร้างภาพที่มีชื่อเสียงในการถ่ายภาพมากที่สุด ค่าเข้าชมสวนอยู่ที่ 320 เยนสำหรับผู้ใหญ่ เปิดให้บริการตั้งแต่ 7.00-18.00 น. ในฤดูร้อน (มีนาคม-ตุลาคม) และ 8.00-17.00 น. ในฤดูหนาว (พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) สวนตั้งอยู่ติดกับปราสาทคานาซาวะ การเดินทางสามารถนั่งรถบัสจากสถานีคานาซาวะใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที

ปราสาทโอซาก้า 🏛️ ที่เที่ยว
📍 โอซาก้า

ปราสาทโอซาก้า

ปราสาทที่งดงามสร้างปี 1583 โดย Toyotomi Hideyoshi ล้อมรอบด้วยคูน้ำสองชั้น มีพิพิธภัณฑ์ 8 ชั้นภายใน สวนซากุระกว่า 600 ต้นรอบปราสาท

สวนชิจูกุ เกียวเอน 🏛️ ที่เที่ยว
📍 โตเกียว

สวนชิจูกุ เกียวเอน

สวนชินจูกุ เกียวเอน (Shinjuku Gyoen National Garden) เป็นหนึ่งในสวนสาธารณะขนาดใหญ่และสวยงามที่สุดของกรุงโตเกียว ตั้งอยู่บริเวณเขตชินจูกุและชิบูย่า มีพื้นที่รวมกว่า 58.3 เฮกตาร์ เดิมเป็นที่ดินของตระกูลซามูไรในยุคเอโดะ ต่อมาถูกดัดแปลงเป็นสวนของราชวงศ์ในยุคเมจิ ก่อนจะเปิดเป็นสวนสาธารณะแห่งชาติให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมตั้งแต่ปี ค.ศ. 1949 จุดเด่นที่ทำให้สวนชินจูกุ เกียวเอนแตกต่างจากสวนญี่ปุ่นทั่วไปคือ การผสมผสานสวนสามรูปแบบไว้ในพื้นที่เดียวกัน ได้แก่ สวนภูมิทัศน์แบบฝรั่งเศส (French Formal Garden) ที่มีการจัดแปลงดอกไม้เป็นรูปทรงเรขาคณิตอย่างเป็นระเบียบ สวนภูมิทัศน์แบบอังกฤษ (English Landscape Garden) ที่มีสนามหญ้าโล่งกว้างและต้นไม้ใหญ่ และสวนญี่ปุ่นดั้งเดิม (Japanese Traditional Garden) ที่มีบ่อน้ำ สะพานไม้ และศาลาชมวิวตามแบบสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นโบราณ ในด้านพันธุ์ไม้ สวนนี้ขึ้นชื่อเรื่องต้นซากุระที่มีความหลากหลายมากกว่า 1,000 ต้น จากกว่า 65 สายพันธุ์ ทำให้ฤดูชมซากุระที่นี่ยาวนานกว่าที่อื่น เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมไปจนถึงปลายเดือนเมษายน โดยพันธุ์ Somei Yoshino สีขาวอมชมพูจะบานก่อน ตามด้วยพันธุ์ Yaezakura ดอกซ้อนสีชมพูเข้มที่บานทีหลังและบานได้นานกว่า นอกจากซากุระแล้ว สวนยังมีความสวยงามในทุกฤดูกาล ฤดูร้อนมีสนามหญ้าเขียวขจีให้นั่งพักผ่อน ฤดูใบไม้ร่วงมีต้นเมเปิ้ลและแปะก๊วยที่เปลี่ยนเป็นสีแดงและสีทอง และฤดูหนาวมีต้นสนเขียวตัดกับฟ้าใส ภายในสวนยังมีเรือนกระจก (Greenhouse) ขนาดใหญ่ที่ปลูกพืชเขตร้อนและกล้วยไม้หลากสายพันธุ์ เปิดให้เข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ข้อกำหนดที่สำคัญของสวนนี้คือ ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และห้ามเล่นกีฬาภายในสวน ทำให้บรรยากาศโดยรวมเงียบสงบและเหมาะสำหรับการพักผ่อนมากกว่าสวนสาธารณะทั่วไปอย่าง Ueno Park ที่อนุญาตให้จัดปาร์ตี้ฮานามิแบบดื่มสุราได้ ค่าเข้าชมสวนอยู่ที่ 500 เยนสำหรับผู้ใหญ่ เปิดให้บริการตั้งแต่ 9.00-16.00 น. (ปิดประตูเข้า 16.00 น. แต่อนุญาตให้อยู่ในสวนได้ถึง 16.30 น.) และปิดให้บริการในวันจันทร์ ยกเว้นช่วงฤดูซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีที่อาจเปิดทุกวัน การเดินทางสามารถเข้าทางประตู Shinjuku Gate ซึ่งใกล้กับสถานี Shinjuku Gyoenmae บนรถไฟใต้ดินสาย Marunouchi Line เพียงเดินไม่กี่นาที หรือเข้าทางประตู Okido Gate ใกล้สถานี Shinjuku San-chome สวนชินจูกุ เกียวเอนจึงเป็นสถานที่พักผ่อนใจกลางเมืองที่เหมาะสำหรับทุกฤดูกาล ทั้งสำหรับการปิกนิก เดินเล่น หรือถ่ายภาพธรรมชาติ การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินสาย Marunouchi Line ลงสถานี Shinjuku Gyoenmae Station แล้วเดินเท้าประมาณ 3 นาทีไปทางประตู Shinjuku Gate หรือสาย Fukutoshin Line ลงสถานี Shinjuku Sanchome แล้วเดินไปทางประตู Okido Gate

สวนกวางนารา 🏛️ ที่เที่ยว
📍 นารา

สวนกวางนารา

สวนนารา (Nara Park) เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมืองนารา จังหวัดนารา มีพื้นที่ครอบคลุมกว่า 660 เฮกตาร์ เป็นที่ตั้งของวัดและศาลเจ้าสำคัญหลายแห่ง รวมถึงเป็นที่อยู่อาศัยของกวางป่าซิกะ (Sika Deer) ที่เดินอย่างเสรีกว่า 1,200 ตัว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้สวนนาราเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น กวางในสวนนาราได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น "สมบัติของชาติ" (National Treasure) ตามความเชื่อดั้งเดิมของศาสนาชินโต กวางถือเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นทูตของเทพเจ้า Kasuga ซึ่งเป็นเทพประจำศาลเจ้า Kasuga Taisha ตำนานเล่าว่าเทพเจ้า Takemikazuchi เสด็จมายังนาราโดยทรงกวางสีขาว ทำให้กวางในพื้นที่นี้ได้รับการคุ้มครองมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน นักท่องเที่ยวสามารถซื้อขนมสำหรับกวางที่เรียกว่า Shika Senbei ซึ่งเป็นข้าวเกรียบไม่ปรุงรสที่ทำขึ้นเฉพาะสำหรับกวาง จำหน่ายโดยร้านค้าที่ได้รับอนุญาตในราคาประมาณ 200 เยนต่อแพ็ค กวางในสวนนาราคุ้นเคยกับมนุษย์มากจนบางตัวจะโค้งคำนับเพื่อขอขนม ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ได้รับความนิยมในการถ่ายภาพ อย่างไรก็ตามนักท่องเที่ยวควรระมัดระวัง เนื่องจากกวางบางตัวอาจมีพฤติกรรมก้าวร้าวเมื่อต้องการอาหาร ภายในสวนนาราเป็นที่ตั้งของวัดโทไดจิ (Todai-ji) ซึ่งเป็นวัดที่มีอาคารไม้ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 752 เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไดบุตสึ (Daibutsu) ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น สูงประมาณ 15 เมตร น้ำหนักกว่า 500 ตัน ภายในอาคารยังมีเสาไม้ขนาดใหญ่ที่มีรูเจาะขนาดเท่ารูจมูกของพระพุทธรูป ตามความเชื่อว่าผู้ที่สามารถลอดผ่านรูนี้ได้จะได้รับพรให้มีสุขภาพแข็งแรงและตรัสรู้ในชาติหน้า อีกสถานที่สำคัญคือศาลเจ้า Kasuga Taisha ซึ่งมีเส้นทางเดินที่รายล้อมด้วยตะเกียงหินและตะเกียงทองสัมฤทธิ์กว่า 3,000 ดวง ซึ่งบางส่วนมีอายุมากกว่า 800 ปี ตะเกียงเหล่านี้จะถูกจุดไฟในช่วงเทศกาล Mantoro ปีละสองครั้ง สร้างบรรยากาศที่งดงามและลึกลับ สวนนารายังเป็นจุดชมซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีที่ได้รับความนิยม ในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนจะมีต้นซากุระบานทั่วสวน ส่วนช่วงเดือนพฤศจิกายนจะมีต้นเมเปิ้ลและแปะก๊วยเปลี่ยนเป็นสีแดงและสีทอง การเดินทางมาสวนนาราสะดวกมาก โดยนั่งรถไฟสาย JR Nara Line หรือ Kintetsu Nara Line จากเกียวโตหรือโอซาก้า ลงที่สถานี JR Nara หรือ Kintetsu Nara แล้วเดินต่ออีกประมาณ 5-15 นาที สวนนาราเปิดให้เข้าชมตลอดเวลาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่การเข้าชมพระพุทธรูปไดบุตสึในวัดโทไดจิมีค่าเข้าชม 600 เยน เปิด 7.30-17.30 น. ในฤดูร้อน และ 8.00-17.00 น. ในฤดูหนาว การเดินทาง: นั่งรถไฟ Kintetsu Nara Line ลงสถานี Kintetsu Nara Station แล้วเดินเท้าประมาณ 5 นาที หรือ JR Nara Line ลงสถานี Nara Station แล้วเดินประมาณ 20 นาที หรือนั่งรถบัสเมือง

สวนเคนโรคุเอ็ง 🏛️ ที่เที่ยว
📍 คาโนะซาวะ

สวนเคนโรคุเอ็ง

สวนญี่ปุ่นชั้นนำ 1 ใน 3 สวยที่สุดของญี่ปุ่น สวยทุกฤดู หิมะ ซากุระ ใบไม้ร่วง ล้วนงดงาม การเดินทาง: นั่งรถบัสสายวนรอบเมือง Kanazawa Loop Bus (สาย Right Loop หรือ Left Loop) จากสถานี Kanazawa Station ลงป้าย Kenrokuen-Kanazawa Castle แล้วเดินต่อ 3 นาที

ปราสาทมัตสึโมโต้ ปราสาทดำ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 คาโนะซาวะ

ปราสาทมัตสึโมโต้ ปราสาทดำ

ปราสาทมัตสึโมโต้ (Matsumoto Castle) หรือที่เรียกกันอย่างแพร่หลายในหมู่คนญี่ปุ่นว่า "ปราสาทอีกาดำ" (Karasu-jo) เนื่องจากผนังภายนอกปราสาททั้งหมดทาสีดำมะเกลือและตกแต่งด้วยหลังคาปีกไม้ที่แลดูคล้ายปีกนกกาขยับไหว ตั้งอยู่ในเมืองมัตสึโมโต้ จังหวัดนากาโน ปราสาทแห่งนี้เป็น 1 ใน 5 ปราสาทของญี่ปุ่นที่ได้รับยกย่องให้เป็นสมบัติประจำชาติ (National Treasure) และเป็นปราสาทโครงสร้างไม้ดั้งเดิมที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นที่ยังคงหลงเหลืออยู่จากการรอดพ้นอัคคีภัยและการทำลายล้างในยุคสงครามโลกมานานกว่า 400 ปีนับตั้งแต่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1592 ลักษณะเด่นทางสถาปัตยกรรมทหารคือเป็น "ปราสาทบนที่ราบ" (Hirajiro) ล้อมรอบด้วยคูน้ำสองชั้นขนาดใหญ่ที่มีฝูงปลาคาร์พและหงส์ว่ายวนเวียนอย่างสงบ ผิวคูน้ำที่นิ่งสงบจะสะท้อนภาพอาคารปราสาทไม้ห้าชั้นหกระดับและเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นตอนเหนือสีขาวโพลนในหน้าหนาวเป็นฉากหลังอย่างงดงามตระการตา ภายในปราสาทเปิดให้เดินไต่ขึ้นบันไดไม้โบราณที่แคบและชันสูงถึง 61 องศาเพื่อเข้าไปชมห้องจัดแสดงชุดเกราะซามูไรโบราณ ปืนคาบศิลา และจุดยิงธนู สวนรอบตัวปราสาทปลูกต้นซากุระกว่า 300 ต้น ทำให้เป็นจุดชมซากุระบานสะพรั่งสะท้อนผิวน้ำที่ยอดเยี่ยมที่สุดในแถบชูบุ การเดินทาง: จากโตเกียว (สถานี Shinjuku) นั่งรถไฟด่วนขบวนพิเศษ JR Limited Express "Azusa" ตรงสู่สถานี Matsumoto Station ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที จากนั้นเดินเท้าตรงจากสถานีประมาณ 15 นาที หรือต่อรถบัสวนรอบเมือง (Town Sneaker Bus) ลงป้าย Matsumoto Castle เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:30 - 17:00 น. (เข้าชมรอบสุดท้ายเวลา 16:30 น. และปิดทำการในช่วงปีใหม่ตั้งแต่วันที่ 29 - 31 ธันวาคม) ค่าเข้าชม: ค่าเข้าชมตัวปราสาทและคูน้ำภายในสำหรับผู้ใหญ่ราคา 700 เยน และสำหรับนักเรียนประถมและมัธยมต้นราคา 300 เยน

ปราสาทมัตสึโมโต้ ปราสาทอีกา 🏛️ ที่เที่ยว
📍 มัตสึโมโต้

ปราสาทมัตสึโมโต้ ปราสาทอีกา

ปราสาทมัตสึโมโต้ (Matsumoto Castle) หรือที่เรียกกันอย่างแพร่หลายในหมู่คนญี่ปุ่นว่า "ปราสาทอีกาดำ" (Karasu-jo) เนื่องจากผนังภายนอกปราสาททั้งหมดทาสีดำมะเกลือและตกแต่งด้วยหลังคาปีกไม้ที่แลดูคล้ายปีกนกกาขยับไหว ตั้งอยู่ในเมืองมัตสึโมโต้ จังหวัดนากาโน ปราสาทแห่งนี้เป็น 1 ใน 5 ปราสาทของญี่ปุ่นที่ได้รับยกย่องให้เป็นสมบัติประจำชาติ (National Treasure) และเป็นปราสาทโครงสร้างไม้ดั้งเดิมที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นที่ยังคงหลงเหลืออยู่จากการรอดพ้นอัคคีภัยและการทำลายล้างในยุคสงครามโลกมานานกว่า 400 ปีนับตั้งแต่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1592 ลักษณะเด่นทางสถาปัตยกรรมทหารคือเป็น "ปราสาทบนที่ราบ" (Hirajiro) ล้อมรอบด้วยคูน้ำสองชั้นขนาดใหญ่ที่มีฝูงปลาคาร์พและหงส์ว่ายวนเวียนอย่างสงบ ผิวคูน้ำที่นิ่งสงบจะสะท้อนภาพอาคารปราสาทไม้ห้าชั้นหกระดับและเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นตอนเหนือสีขาวโพลนในหน้าหนาวเป็นฉากหลังอย่างงดงามตระการตา ภายในปราสาทเปิดให้เดินไต่ขึ้นบันไดไม้โบราณที่แคบและชันสูงถึง 61 องศาเพื่อเข้าไปชมห้องจัดแสดงชุดเกราะซามูไรโบราณ ปืนคาบศิลา และจุดยิงธนู สวนรอบตัวปราสาทปลูกต้นซากุระกว่า 300 ต้น ทำให้เป็นจุดชมซากุระบานสะพรั่งสะท้อนผิวน้ำที่ยอดเยี่ยมที่สุดในแถบชูบุ การเดินทาง: จากโตเกียว (สถานี Shinjuku) นั่งรถไฟด่วนขบวนพิเศษ JR Limited Express "Azusa" ตรงสู่สถานี Matsumoto Station ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที จากนั้นเดินเท้าตรงจากสถานีประมาณ 15 นาที หรือต่อรถบัสวนรอบเมือง (Town Sneaker Bus) ลงป้าย Matsumoto Castle เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:30 - 17:00 น. (เข้าชมรอบสุดท้ายเวลา 16:30 น. และปิดทำการในช่วงปีใหม่ตั้งแต่วันที่ 29 - 31 ธันวาคม) ค่าเข้าชม: ค่าเข้าชมตัวปราสาทและคูน้ำภายในสำหรับผู้ใหญ่ราคา 700 เยน และสำหรับนักเรียนประถมและมัธยมต้นราคา 300 เยน

สวนชิจูกุ เกียวเอน 🏛️ ที่เที่ยว
📍 โตเกียว

สวนชิจูกุ เกียวเอน

สวนสาธารณะขนาดใหญ่ 58 เฮกตาร์ มี 3 สไตล์ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และอังกฤษ ซากุระกว่า 1,500 ต้น ช่วงฤดูใบไม้ผลิสวยที่สุดในโตเกียว

ปราสาทโอซาก้า 🏛️ ที่เที่ยว
📍 โอซาก้า

ปราสาทโอซาก้า

ปราสาทที่งดงามสร้างปี 1583 โดย Toyotomi Hideyoshi ล้อมรอบด้วยคูน้ำสองชั้น มีพิพิธภัณฑ์ 8 ชั้นภายใน สวนซากุระกว่า 600 ต้นรอบปราสาท

สวนอุเอะโนะ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 โตเกียว

สวนอุเอะโนะ

สวนสาธารณะอุเอะโนะ (Ueno Park) หรือชื่อทางการว่า "อุเอะโนะ ออนชิ โคเอน" เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางกรุงโตเกียวที่เปิดให้บริการแก่สาธารณชนเป็นแห่งแรกของญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1873 โดยจักรพรรดิเมจิ พื้นที่แห่งนี้เดิมเคยเป็นส่วนหนึ่งของวัดคันเอจิ (Kaneiji Temple) ซึ่งเป็นวัดประจำตระกูลโชกุนโทคุงาวะที่ยิ่งใหญ่ในอดีต ก่อนจะถูกปรับปรุงให้เป็นพื้นที่สีเขียวพักผ่อนหย่อนใจหลังยุคปฏิรูปเมจิ สวนอุเอะโนะไม่เพียงแต่เป็นปอดขนาดใหญ่ของเมือง แต่ยังได้รับการยอมรับว่าเป็นศูนย์กลางทางศิลปะ วัฒนธรรม และการศึกษาที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโตเกียว ภายในพื้นที่สวนอันกว้างขวางเป็นที่ตั้งของสถาบันสำคัญระดับประเทศมากมาย เช่น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว (Tokyo National Museum) พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ และพิพิธภัณฑ์ศิลปะตะวันตกแห่งชาติ (ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO) รวมถึงสวนสัตว์อุเอะโนะ (Ueno Zoo) สวนสัตว์แห่งแรกของประเทศที่มีหมีแพนด้ายักษ์เป็นดาราเด่น นอกจากนี้ยังมี บึงชิโนบาซุ (Shinobazu Pond) บึงน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ที่มีนกน้ำนานาชนิดและทุ่งดอกบัวหลวงหนาแน่นในฤดูร้อน สวนอุเอะโนะยังมีชื่อเสียงในฐานะจุดชมดอกซากุระ (Hanami) ที่คึกคักและโด่งดังที่สุดในโตเกียว โดยมีต้นซากุระมากกว่า 1,000 ต้นเรียงรายตลอดแนวทางเดินหลัก ซึ่งจะบานสะพรั่งพร้อมกันในปลายเดือนมีนาคม การเดินทาง: เดินทางสะดวกอย่างยิ่งด้วยรถไฟทุกสายลงที่สถานี Ueno Station (เช่น JR Yamanote Line, Shinkansen หรือ Tokyo Metro Ginza/Hibiya Line) แล้วออกทางออก Park Exit จะพบทางเข้าสวนตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามสถานีทันที เวลาเปิด-ปิด: สวนสาธารณะเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 05:00 - 23:00 น. (สำหรับเวลาทำการของพิพิธภัณฑ์และสวนสัตว์ด้านในส่วนใหญ่คือ 09:00 - 17:00 น. และมักจะปิดทำการในวันจันทร์) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเข้าใช้บริการพื้นที่สวนสาธารณะทั่วไป (สำหรับสวนสัตว์และพิพิธภัณฑ์ต่างๆ จะมีค่าเข้าชมแยกส่วนตามสถานที่ โดยปกติราคาบัตรผู้ใหญ่เริ่มต้นประมาณ 600 - 1,000 เยน)

วัดยาสุกุนิ ⛩️ วัด & ศาลเจ้า
📍 โตเกียว

วัดยาสุกุนิ

ศาลเจ้าชินโตที่ยิ่งใหญ่ ซากุระงดงามที่สุดในโตเกียว ต้นซากุระมาตรฐาน (Somei Yoshino) อ้างอิงจากที่นี่ การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินสาย Tozai/Shinjuku Line ลงสถานี Kudanshita Station ทางออก 1 แล้วเดินต่อประมาณ 5 นาที