🌸 เว็บรีวิวท่องเที่ยวญี่ปุ่น โดยคนไทย สำหรับคนไทย
กรองตาม:

สถานที่ทั้งหมด

พบ 289 สถานที่

ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ ⛩️ วัด & ศาลเจ้า
📍 เกียวโต

ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ

ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ ไทฉะ (Fushimi Inari Taisha) เป็นศาลเจ้าชินโตที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองเกียวโต เชิงเขาอินาริยามะ ศาลเจ้านี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 711 เพื่อบูชาเทพอินาริ เทพแห่งข้าว ความอุดมสมบูรณ์ การค้า และธุรกิจ จึงเป็นที่นิยมของบรรดาพ่อค้านักธุรกิจชาวญี่ปุ่นที่มาขอพรให้กิจการเจริญรุ่งเรือง จุดที่ทำให้ฟุชิมิ อินาริโด่งดังไปทั่วโลกคือ เซ็มบงโทริอิ หรือประตูโทริอิสีแดงส้มหลายพันบานที่เรียงต่อกันเป็นอุโมงค์ยาวทอดตัวขึ้นไปตามเส้นทางบนภูเขาอินาริ ความสูงของภูเขาอยู่ที่ประมาณ 233 เมตร หากเดินขึ้นไปจนถึงยอดเขาจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง ระยะทางรวมไปกลับประมาณ 4 กิโลเมตร ประตูโทริอิแต่ละบานถูกบริจาคโดยบุคคลหรือบริษัทที่ต้องการขอพร โดยจะมีชื่อผู้บริจาคและวันที่บริจาคสลักอยู่ด้านหลังของเสาแต่ละบาน ตลอดเส้นทางเดินขึ้นเขาจะพบศาลเจ้าขนาดเล็กของเทพจิ้งจอก หรือ Kitsune กระจายอยู่เป็นระยะ ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าจิ้งจอกเป็นทูตของเทพอินาริ ทำหน้าที่สื่อสารระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า รูปปั้นจิ้งจอกหลายตัวจะมีลูกข้าวคาบอยู่ในปาก สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ บางตัวมีผ้าพันคอสีแดงผูกไว้ ซึ่งเป็นการแสดงความเคารพ จุดสำคัญตามเส้นทางได้แก่ Romon Gate ประตูใหญ่ทางเข้าหลักที่สร้างโดย Toyotomi Hideyoshi ในปี 1589 และ Honden หรือศาลเจ้าหลักที่ตั้งอยู่ด้านในสุด เมื่อเดินขึ้นไปถึงจุด Yotsutsuji ซึ่งอยู่ประมาณครึ่งทางของภูเขา จะพบจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพของเมืองเกียวโตได้อย่างกว้างไกล เป็นจุดพักที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมแวะถ่ายรูปและพักดื่มน้ำ ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ เปิดให้เข้าชมตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน และไม่มีค่าเข้าชม ทำให้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับงบประมาณมากที่สุดในเกียวโต การเดินทางสะดวกมาก โดยนั่งรถไฟสาย JR Nara Line จากสถานีเกียวโตเพียง 5 นาที ลงที่สถานี Inari ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับทางเข้าศาลเจ้าโดยตรง ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเยี่ยมชมคือช่วงเช้าตรู่ก่อน 8 โมงเช้า เพราะนักท่องเที่ยวยังไม่หนาแน่น ทำให้สามารถถ่ายภาพอุโมงค์โทริอิที่ปราศจากคนผู้คนได้ ส่วนช่วงเย็นและกลางคืนก็มีความสวยงามในแบบที่แตกต่าง เนื่องจากมีไฟส่องสว่างตามทางเดิน ทำให้บรรยากาศดูลึกลับและน่าค้นหา นอกจากศาลเจ้าแล้ว บริเวณรอบทางเข้ายังมีร้านค้าและร้านอาหารมากมายที่จำหน่ายอาหารท้องถิ่น เช่น Inari Sushi ข้าวห่อเต้าหู้ทอดที่ได้แรงบันดาลใจจากตำนานจิ้งจอก รวมถึงข้าวโพดย่างและไอศกรีมมัทฉะ ฟุชิมิ อินาริจึงเป็นจุดหมายที่เหมาะสำหรับทุกคน ทั้งผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ศาสนา ผู้ที่ชื่นชอบการเดินป่าเขา และผู้ที่ต้องการถ่ายภาพสถานที่ที่มีเอกลักษณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น การเดินทาง: นั่งรถไฟสาย JR Nara Line จากสถานีเกียวโต ลงที่สถานี Inari ใช้เวลาเพียง 5 นาที สถานีตั้งอยู่ตรงข้ามกับทางเข้าศาลเจ้าโดยตรง

ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ ⛩️ วัด & ศาลเจ้า
📍 เกียวโต

ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ

ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ ไทฉะ (Fushimi Inari Taisha) เป็นศาลเจ้าประธานของเทพอินาริ (Inari) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งข้าว การเกษตร และความอุดมสมบูรณ์ในศาสนาชินโต ศาลเจ้านี้เป็นต้นแบบของศาลเจ้าอินาริทั่วประเทศญี่ปุ่นกว่า 30,000 แห่ง ทำให้มีความสำคัญทางศาสนาในระดับสูงสุด ตั้งอยู่ที่เชิงเขาอินาริยามะ ทางตอนใต้ของเกียวโต ประวัติของศาลเจ้าย้อนไปถึงปี ค.ศ. 711 ในสมัยจักรพรรดิ Wado โดยตระกูล Hata ซึ่งเป็นตระกูลที่มีอำนาจในยุคนั้น ตลอดประวัติศาสตร์ ศาลเจ้าได้รับการอุปถัมภ์จากทั้งราชวงศ์และพ่อค้าที่ต้องการขอพรให้กิจการเจริญรุ่งเรือง ทำให้มีการบริจาคประตูโทริอิอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน สัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของศาลเจ้าคือ เซ็มบงโทริอิ (Senbon Torii) หรือ "โทริอิพันบาน" ซึ่งเป็นเส้นทางประตูโทริอิสีแดงส้มที่เรียงต่อกันเป็นอุโมงค์ทอดยาวขึ้นไปตามภูเขาอินาริ สีแดงส้มของโทริอิเรียกว่าสี Shuiro ซึ่งในความเชื่อชินโตถือเป็นสีที่ป้องกันสิ่งชั่วร้ายและเป็นสัญลักษณ์ของพลังชีวิต แต่ละประตูโทริอิจะมีการสลักชื่อผู้บริจาคและวันที่บริจาคไว้ที่เสาด้านหลัง การบริจาคโทริอิยังคงเป็นธรรมเนียมที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยราคาบริจาคขึ้นอยู่กับขนาดของประตู เริ่มตั้งแต่ประมาณ 400,000 เยนสำหรับขนาดเล็กไปจนถึงกว่า 1 ล้านเยนสำหรับขนาดใหญ่ ตามเส้นทางขึ้นเขาจะพบศาลเจ้าย่อยนับร้อยแห่งที่เรียกว่า Otsuka ซึ่งเป็นศาลเจ้าส่วนบุคคลที่ผู้คนสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพอินาริในแบบของตนเอง แต่ละแห่งมักมีรูปปั้นจิ้งจอกคู่หนึ่งคาบกุญแจ ลูกแก้ว หรือข้าวอยู่ในปาก ซึ่งสื่อถึงสัญลักษณ์ต่างๆ ของความอุดมสมบูรณ์ ยอดเขาอินาริมีความสูง 233 เมตร การเดินขึ้นจากเชิงเขาถึงยอดใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง ตลอดเส้นทางมีจุดพักหลายแห่งที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นเมืองเกียวโตจากมุมสูง ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ ไม่มีค่าเข้าชมและเปิดให้เข้าชมตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ทำให้สามารถมาเยือนได้ทุกช่วงเวลา การเดินทางสะดวกมากโดยนั่งรถไฟสาย JR Nara Line จากสถานีเกียวโต ลงที่สถานี Inari ซึ่งใช้เวลาเพียง 5 นาที และสถานีตั้งอยู่ตรงข้ามกับทางเข้าศาลเจ้าโดยตรง ทำให้ฟุชิมิ อินาริเป็นหนึ่งในจุดหมายที่เข้าถึงง่ายที่สุดในเกียวโต นอกจากความสำคัญทางศาสนาแล้ว ฟุชิมิ อินาริยังเป็นสถานที่ที่ปรากฏในภาพยนตร์และซีรีส์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลายเรื่อง ทำให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ช่วงเวลาที่แนะนำสำหรับการมาเยือนคือเช้าตรู่ก่อน 8 โมงเช้า เพื่อหลีกเลี่ยงความแออัดของนักท่องเที่ยวและได้สัมผัสบรรยากาศที่เงียบสงบของอุโมงค์โทริอิอย่างเต็มที่ บริเวณรอบทางเข้ายังมีร้านอาหารท้องถิ่นที่จำหน่าย Inari Sushi ซึ่งเป็นอาหารที่มีความเกี่ยวข้องกับตำนานของเทพอินาริและจิ้งจอกโดยตรง

วัดทองคำ คินคาคุจิ ⛩️ วัด & ศาลเจ้า
📍 เกียวโต

วัดทองคำ คินคาคุจิ

คินคาคุจิ (Kinkaku-ji) วัดทองคำ เป็นชื่อเรียกทั่วไปของวัด Rokuon-ji ซึ่งเป็นวัดในนิกายเซน Rinzai ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกียวโต ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1994 ในฐานะส่วนหนึ่งของอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์แห่งเกียวโตโบราณ ร่วมกับวัดและศาลเจ้าสำคัญอีกหลายแห่ง จุดเริ่มต้นของวัดนี้มาจากการที่โชกุน Ashikaga Yoshimitsu สร้างคฤหาสน์พักผ่อนขึ้นในปี ค.ศ. 1397 หลังจากท่านเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1408 ตามความประสงค์ของท่าน คฤหาสน์ถูกดัดแปลงเป็นวัดพุทธ อาคารหลักซึ่งเป็นที่มาของชื่อ "วัดทองคำ" คือศาลาสามชั้นที่ชั้นบนสองชั้นถูกปิดด้วยทองคำเปลวทั้งหมด สถาปัตยกรรมของอาคารแสดงถึงการผสมผสานสามยุคในอาคารเดียว ชั้นแรกซึ่งไม่ปิดทอง สร้างในสไตล์ Shinden-zukuri แบบที่อยู่อาศัยของขุนนางในยุคเฮอัน ใช้เป็นห้องรับรอง ชั้นสองสร้างในสไตล์ Buke หรือสไตล์ที่อยู่อาศัยของซามูไร เป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นพระโพธิสัตว์ และชั้นสามสร้างในสไตล์สถาปัตยกรรมวัดเซนแบบจีน เป็นห้องสำหรับพิธีกรรมทางศาสนา อาคารปัจจุบันเป็นโครงสร้างที่สร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1955 หลังจากอาคารดั้งเดิมถูกวางเพลิงในปี ค.ศ. 1950 โดยพระหนุ่มที่มีปัญหาทางจิตเวช ในปี ค.ศ. 1987 มีการบุทองคำเปลวใหม่ทั้งหมดโดยใช้เทคนิคที่ทำให้ทองคำมีความหนาเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าจากเดิม ทำให้ความเงางามของทองคำที่เห็นในปัจจุบันมีความคงทนมากขึ้น บนยอดหลังคามีรูปปั้นนกฟีนิกซ์ทองคำ หรือ Hou-ou ซึ่งเป็นนกในตำนานจีนที่ปรากฏเฉพาะในยุคสันติสุขและความเจริญรุ่งเรือง สื่อถึงความปรารถนาของผู้สร้างที่ต้องการให้ยุคของตนเป็นยุคทอง บ่อน้ำ Kyoko-chi หรือ "บึงกระจกทอง" ที่อยู่ด้านหน้าวัด เป็นองค์ประกอบสำคัญของการออกแบบ เมื่อผิวน้ำสงบจะสะท้อนภาพวัดทองคำลงมาอย่างสมบูรณ์แบบ ภายในบึงมีโขดหินและเกาะเล็กๆ ที่จัดวางตามคติความเชื่อเรื่องเขาพระสุเมรุและสวรรค์ในพุทธศาสนา สวนรอบวัดเป็นสวนภูมิทัศน์แบบ Muromachi ซึ่งเป็นรูปแบบสวนที่ได้รับความนิยมในศตวรรษที่ 14-16 เน้นการจัดวางต้นไม้และหินให้ดูเป็นธรรมชาติ มีต้นสน Rikushu-no-Matsu อายุกว่า 600 ปีที่ถูกตัดแต่งเป็นรูปทรงเรือ ซึ่งสื่อถึงเรือสมบัติในตำนาน ค่าเข้าชม 500 เยน เปิด 9.00-17.00 น. ทุกวัน เดินทางโดยรถบัสจากสถานีเกียวโตสาย 101 หรือ 205 ลงป้าย Kinkakuji-michi คินคาคุจิจึงเป็นสถานที่ที่สะท้อนความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมของยุค Muromachi ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด

ศาลเจ้าโทโชงุ นิกโก ⛩️ วัด & ศาลเจ้า
📍 ฮาโกเนะ

ศาลเจ้าโทโชงุ นิกโก

ศาลเจ้านิกโก โทโชงุ (Nikko Toshogu Shrine) เป็นหนึ่งในศาลเจ้าชินโตที่วิจิตรอลังการและมีชื่อเสียงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในเมืองมัตสึในหุบเขานิกโก จังหวัดโทชิงิ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1999 ศาลเจ้านี้เป็นสุสานประดิษฐานวิญญาณของ โทคุงาวะ อิเอยาสุ (Tokugawa Ieyasu) ปฐมโชกุนผู้รวบรวมประเทศญี่ปุ่นให้เป็นปึกแผ่นและก่อตั้งรัฐบาลทหารเอโดะที่ปกครองประเทศยาวนานกว่า 250 ปี โครงสร้างสถาปัตยกรรมไม้ทาสีแดงและทองปิดทองคำเปลวกว่า 2.4 ล้านแผ่นแห่งนี้ มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับศาลเจ้าชินโตทั่วไปที่มักเน้นความเรียบง่ายสะท้อนธรรมชาติ โดยที่นี่มุ่งแสดงถึงอำนาจ บารมี และความร่ำรวยเกรียงไกรของตระกูลโทคุงาวะ จุดชมศิลปะแกะสลักไม้ที่โด่งดังระดับโลกภายในศาลเจ้าได้แก่ ประตูโยเมมง (Yomeimon Gate) หรือ "ประตูแสงอาทิตย์ยามเย็น" ซึ่งประดับด้วยลวดลายแกะสลักสัตว์มงคล เทพเจ้า และมังกรกิเลนรวมกว่า 500 ชิ้นที่มีรายละเอียดสูงจนผู้เข้าชมสามารถยืนพิจารณาได้ทั้งวันไม่มีเบื่อ อีกสัญลักษณ์ยอดนิยมคือ ภาพแกะสลักลิงสามตัว (Three Wise Monkeys) ในอากัปกิริยา ปิดหู ปิดตา ปิดปาก ซึ่งสื่อถึงคำสอนทางพุทธปรัชญาในการหลีกเลี่ยงสิ่งไม่ดี และ ภาพแกะสลักแมวหลับ (Nemuri-neko) ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้คานประตูทางเข้าสู่สุสานป่าสนด้านหลัง สื่อถึงสันติภาพอันเงียบสงบในแผ่นดินญี่ปุ่นยามไร้สงคราม การเดินทาง: นั่งรถไฟด่วนขบวนพิเศษ Tobu Limited Express จากสถานี Asakusa ในโตเกียว ตรงสู่สถานี Tobu-Nikko Station ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นต่อรถบัสประจำทาง Nikko World Heritage Bus ลงป้าย Toshogu Shrine แล้วเดินเท้าต่อประมาณ 3 นาที เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ช่วงเดือนเมษายน - ตุลาคม เปิดเวลา 08:00 - 17:00 น. และช่วงเดือนพฤศจิกายน - มีนาคม เปิดเวลา 08:00 - 16:00 น. (เข้าชมรอบสุดท้ายก่อนเวลาปิด 30 นาที) ค่าเข้าชม: ตั๋วเข้าชมศาลเจ้าสำหรับผู้ใหญ่ราคา 1,300 เยน และสำหรับนักเรียนประถมและมัธยมต้นราคา 450 เยน (สามารถซื้อบัตรคอมโบรวมพิพิธภัณฑ์ศิลปะโบราณได้ในราคา 2,100 เยน)

ปราสาทโอซาก้า 🏛️ ที่เที่ยว
📍 โอซาก้า

ปราสาทโอซาก้า

ปราสาทที่งดงามสร้างปี 1583 โดย Toyotomi Hideyoshi ล้อมรอบด้วยคูน้ำสองชั้น มีพิพิธภัณฑ์ 8 ชั้นภายใน สวนซากุระกว่า 600 ต้นรอบปราสาท

สวนชิจูกุ เกียวเอน 🏛️ ที่เที่ยว
📍 โตเกียว

สวนชิจูกุ เกียวเอน

สวนชินจูกุ เกียวเอน (Shinjuku Gyoen National Garden) เป็นหนึ่งในสวนสาธารณะขนาดใหญ่และสวยงามที่สุดของกรุงโตเกียว ตั้งอยู่บริเวณเขตชินจูกุและชิบูย่า มีพื้นที่รวมกว่า 58.3 เฮกตาร์ เดิมเป็นที่ดินของตระกูลซามูไรในยุคเอโดะ ต่อมาถูกดัดแปลงเป็นสวนของราชวงศ์ในยุคเมจิ ก่อนจะเปิดเป็นสวนสาธารณะแห่งชาติให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมตั้งแต่ปี ค.ศ. 1949 จุดเด่นที่ทำให้สวนชินจูกุ เกียวเอนแตกต่างจากสวนญี่ปุ่นทั่วไปคือ การผสมผสานสวนสามรูปแบบไว้ในพื้นที่เดียวกัน ได้แก่ สวนภูมิทัศน์แบบฝรั่งเศส (French Formal Garden) ที่มีการจัดแปลงดอกไม้เป็นรูปทรงเรขาคณิตอย่างเป็นระเบียบ สวนภูมิทัศน์แบบอังกฤษ (English Landscape Garden) ที่มีสนามหญ้าโล่งกว้างและต้นไม้ใหญ่ และสวนญี่ปุ่นดั้งเดิม (Japanese Traditional Garden) ที่มีบ่อน้ำ สะพานไม้ และศาลาชมวิวตามแบบสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นโบราณ ในด้านพันธุ์ไม้ สวนนี้ขึ้นชื่อเรื่องต้นซากุระที่มีความหลากหลายมากกว่า 1,000 ต้น จากกว่า 65 สายพันธุ์ ทำให้ฤดูชมซากุระที่นี่ยาวนานกว่าที่อื่น เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมไปจนถึงปลายเดือนเมษายน โดยพันธุ์ Somei Yoshino สีขาวอมชมพูจะบานก่อน ตามด้วยพันธุ์ Yaezakura ดอกซ้อนสีชมพูเข้มที่บานทีหลังและบานได้นานกว่า นอกจากซากุระแล้ว สวนยังมีความสวยงามในทุกฤดูกาล ฤดูร้อนมีสนามหญ้าเขียวขจีให้นั่งพักผ่อน ฤดูใบไม้ร่วงมีต้นเมเปิ้ลและแปะก๊วยที่เปลี่ยนเป็นสีแดงและสีทอง และฤดูหนาวมีต้นสนเขียวตัดกับฟ้าใส ภายในสวนยังมีเรือนกระจก (Greenhouse) ขนาดใหญ่ที่ปลูกพืชเขตร้อนและกล้วยไม้หลากสายพันธุ์ เปิดให้เข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ข้อกำหนดที่สำคัญของสวนนี้คือ ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และห้ามเล่นกีฬาภายในสวน ทำให้บรรยากาศโดยรวมเงียบสงบและเหมาะสำหรับการพักผ่อนมากกว่าสวนสาธารณะทั่วไปอย่าง Ueno Park ที่อนุญาตให้จัดปาร์ตี้ฮานามิแบบดื่มสุราได้ ค่าเข้าชมสวนอยู่ที่ 500 เยนสำหรับผู้ใหญ่ เปิดให้บริการตั้งแต่ 9.00-16.00 น. (ปิดประตูเข้า 16.00 น. แต่อนุญาตให้อยู่ในสวนได้ถึง 16.30 น.) และปิดให้บริการในวันจันทร์ ยกเว้นช่วงฤดูซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีที่อาจเปิดทุกวัน การเดินทางสามารถเข้าทางประตู Shinjuku Gate ซึ่งใกล้กับสถานี Shinjuku Gyoenmae บนรถไฟใต้ดินสาย Marunouchi Line เพียงเดินไม่กี่นาที หรือเข้าทางประตู Okido Gate ใกล้สถานี Shinjuku San-chome สวนชินจูกุ เกียวเอนจึงเป็นสถานที่พักผ่อนใจกลางเมืองที่เหมาะสำหรับทุกฤดูกาล ทั้งสำหรับการปิกนิก เดินเล่น หรือถ่ายภาพธรรมชาติ การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินสาย Marunouchi Line ลงสถานี Shinjuku Gyoenmae Station แล้วเดินเท้าประมาณ 3 นาทีไปทางประตู Shinjuku Gate หรือสาย Fukutoshin Line ลงสถานี Shinjuku Sanchome แล้วเดินไปทางประตู Okido Gate

พิพิธภัณฑ์ทีมแล็บ ทีมเลสส์ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 โตเกียว

พิพิธภัณฑ์ทีมแล็บ ทีมเลสส์

teamLab Borderless เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะดิจิทัลแบบอินเตอร์แอคทีฟที่ก่อตั้งโดยกลุ่มศิลปินและนักออกแบบ teamLab จากญี่ปุ่น ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ Mori Building Digital Art Museum บนเกาะโอไดบะ (Odaiba) กรุงโตเกียว เปิดให้บริการตั้งแต่ปี ค.ศ. 2018 ที่เดิมในย่าน Toyosu ก่อนย้ายมาที่ Azabudai Hills ในปี ค.ศ. 2024 ซึ่งเป็นที่ตั้งปัจจุบัน แนวคิดหลักของ teamLab Borderless คือการสร้างพื้นที่ศิลปะที่ไม่มีขอบเขตระหว่างห้องต่างๆ งานศิลปะแต่ละชิ้นสามารถ "ไหล" ออกจากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่งได้ และตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของผู้ชมในแบบเรียลไทม์ ทำให้ไม่มีผู้ชมคนใดเห็นภาพเดียวกันซ้ำสองครั้ง เป็นการผสานเทคโนโลยีดิจิทัล แสง เสียง และการเคลื่อนไหวเข้ากับพื้นที่ทางกายภาพอย่างไร้รอยต่อ ห้องจัดแสดงที่มีชื่อเสียงที่สุดได้แก่ Forest of Resonating Lamps ห้องที่มีโคมไฟแก้วหลายร้อยดวงแขวนเป็นแถวยาว แต่ละดวงจะเปลี่ยนสีและส่งสัญญาณแสงไปยังโคมไฟดวงใกล้เคียงเมื่อมีคนเดินผ่าน สร้างคลื่นแสงที่กระจายไปทั่วทั้งห้องอย่างต่อเนื่อง อีกห้องที่โดดเด่นคือ Crystal World ที่เต็มไปด้วยแท่งแสง LED หลายหมื่นแท่งที่เปลี่ยนสีตามจังหวะดนตรี สร้างบรรยากาศคล้ายอยู่ในจักรวาลแห่งแสง ห้อง Athletics Forest เป็นโซนที่ออกแบบมาสำหรับครอบครัวและเด็ก มีการผสานองค์ประกอบของสนามเด็กเล่นเข้ากับงานศิลปะดิจิทัล เช่น ตาชั่งแสงที่เปลี่ยนสีตามน้ำหนัก หรือ Trampoline ที่มีภาพดิจิทัลตอบสนองต่อการกระโดด ส่วนห้อง En Tea House เป็นพื้นที่พักผ่อนที่เสิร์ฟชาในถ้วยพิเศษ เมื่อเทน้ำชาลงในถ้วย จะมีดอกไม้ดิจิทัลบานขึ้นรอบถ้วยบนโต๊ะ ตั๋วเข้าชม teamLab Borderless ต้องซื้อล่วงหน้าทางออนไลน์เท่านั้น ไม่มีจำหน่ายหน้างาน ราคาสำหรับผู้ใหญ่ประมาณ 3,200-3,800 เยน ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่จอง เนื่องจากความนิยมสูงมาก ตั๋วในวันหยุดและช่วงเทศกาลอาจขายหมดล่วงหน้าหลายสัปดาห์ ระยะเวลาที่ใช้ในการเดินชมทั้งหมดประมาณ 2-3 ชั่วโมง ข้อแนะนำสำหรับผู้เข้าชมคือควรสวมเสื้อผ้าสีขาวหรือสีอ่อน เนื่องจากภาพดิจิทัลจะ Projection ลงบนตัวผู้ชมด้วย ทำให้ภาพถ่ายดูสวยงามมากขึ้น บางโซนจำเป็นต้องถอดรองเท้าเนื่องจากพื้นเป็นกระจกสะท้อนหรือมีน้ำ จึงควรสวมถุงเท้าหรือเตรียมไว้ การเดินทางมา Azabudai Hills สามารถลงสถานีรถไฟใต้ดิน Kamiyacho หรือ Roppongi-itchome แล้วเดินต่อประมาณ 5 นาที teamLab Borderless จึงเป็นจุดหมายที่เหมาะสำหรับทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นคู่รัก ครอบครัวที่มีเด็ก หรือผู้ที่สนใจศิลปะและเทคโนโลยี เป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาได้จากพิพิธภัณฑ์รูปแบบดั้งเดิม การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินสาย Hibiya Line ลงสถานี Kamiyacho Station (ทางออก 5) แล้วเดินต่อประมาณ 5 นาที หรือสาย Nanboku/Oedo Line ลงสถานี Roppongi-itchome Station แล้วเดินต่อประมาณ 7 นาที

ป่าไผ่อาราชิยาม่า 🏛️ ที่เที่ยว
📍 เกียวโต

ป่าไผ่อาราชิยาม่า

ป่าไผ่อาราชิยาม่า (Arashiyama Bamboo Grove) เป็นหนึ่งในจุดถ่ายภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดของเกียวโต ตั้งอยู่ในเขตอาราชิยาม่าทางตะวันตกของเมือง เส้นทางเดินผ่านป่าไผ่มีความยาวประมาณ 500 เมตร เชื่อมระหว่างวัดเทนริวจิ (Tenryu-ji Temple) และศาลเจ้าโนโนะมิยะ (Nonomiya Shrine) ป่าไผ่แห่งนี้ประกอบด้วยต้นไผ่สายพันธุ์ Moso Bamboo ซึ่งเป็นไผ่ที่มีขนาดใหญ่และสูงที่สุดในญี่ปุ่น สามารถสูงได้ถึง 20-25 เมตร ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่และเรียงตัวกันแน่นจนปิดบังแสงแดดเกือบทั้งหมด เมื่อแสงแดดส่องผ่านใบไผ่ลงมาจะเกิดแสงสีเขียวอมเหลืองที่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้สถานที่นี้ได้รับความนิยมในการถ่ายภาพ นอกจากความสวยงามทางสายตา ป่าไผ่อาราชิยาม่ายังมีเอกลักษณ์ทางเสียง รัฐบาลญี่ปุ่นได้ขึ้นทะเบียนเสียงลมพัดผ่านป่าไผ่ที่นี่เป็นหนึ่งใน "100 เสียงแห่งญี่ปุ่นที่ควรอนุรักษ์" (Soundscapes of Japan) เนื่องจากเสียงที่เกิดจากลำไผ่เสียดสีกันเมื่อมีลมพัดมีความเป็นเอกลักษณ์และไม่สามารถหาได้จากที่อื่น บริเวณทางเข้าฝั่งหนึ่งของป่าไผ่ติดกับวัดเทนริวจิ ซึ่งเป็นวัดเซนที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1339 โดยโชกุน Ashikaga Takauji เพื่อรำลึกถึงจักรพรรดิ Go-Daigo ภายในวัดมีสวนแบบ Kare-sansui หรือสวนหินเซน และบ่อน้ำ Sogenchi Garden ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และทัศนียภาพของญี่ปุ่น ค่าเข้าชมสวนของวัดอยู่ที่ประมาณ 500 เยน อีกฝั่งของป่าไผ่เชื่อมต่อกับศาลเจ้าโนโนะมิยะ ซึ่งเป็นศาลเจ้าเล็กๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับวรรณกรรมคลาสสิกเรื่อง Tale of Genji ในอดีตเป็นสถานที่ที่เจ้าหญิงจะมาทำพิธีชำระล้างก่อนเข้ารับหน้าที่ในศาลเจ้าอิเสะ ปัจจุบันเป็นที่นิยมของคู่รักที่มาขอพรด้านความรัก การเดินทางมาป่าไผ่อาราชิยาม่าสามารถนั่งรถไฟสาย JR Sagano Line จากสถานีเกียวโต ลงที่สถานี Saga-Arashiyama ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที หรือนั่งรถไฟสาย Randen Tram ลงที่สถานี Arashiyama ก็ได้ ทั้งสองสถานีอยู่ใกล้กับทางเข้าป่าไผ่ ป่าไผ่อาราชิยาม่าไม่มีค่าเข้าชมและเปิดให้เดินผ่านได้ตลอดเวลา แต่ในช่วงเวลาทำการของวัดและศาลเจ้า (ประมาณ 8.00-17.00 น.) จะมีนักท่องเที่ยวหนาแน่นมาก ช่วงเวลาที่แนะนำในการมาเยือนคือช่วงเช้าตรู่ก่อน 8 โมง เพื่อหลีกเลี่ยงความแออัดและได้สัมผัสบรรยากาศที่เงียบสงบของป่าไผ่อย่างเต็มที่ บริเวณรอบๆ ยังมีร้านอาหาร ร้านชา และร้านขายของฝากมากมายที่เปิดให้บริการตลอดทั้งวัน การเดินทาง: นั่งรถไฟสาย JR Sagano Line จากสถานีเกียวโต ลงสถานี Saga-Arashiyama ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที หรือนั่งรถไฟ Randen Tram ลงสถานี Arashiyama ทั้งสองสถานีอยู่ใกล้กับทางเข้าป่าไผ่

สวนดอกไม้ ฟาร์ม โทมิตะ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 ฮอกไกโด

สวนดอกไม้ ฟาร์ม โทมิตะ

ฟาร์มโทมิตะ (Farm Tomita) เป็นฟาร์มลาเวนเดอร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในเมืองนากะฟุราโนะ (Nakafurano) จังหวัดฮอกไกโด ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1958 โดยตระกูลโทมิตะ ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกการปลูกลาเวนเดอร์เพื่อการค้าในประเทศญี่ปุ่น และเป็นฟาร์มที่ยังคงดำเนินกิจการมาจนถึงปัจจุบันโดยทายาทรุ่นที่สาม ฟาร์มโทมิตะมีพื้นที่ปลูกดอกไม้รวมกว่า 15 เฮกตาร์ แบ่งออกเป็นหลายโซน โซนที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Saika no Oka ซึ่งเป็นแปลงดอกไม้สีรุ้งที่ปลูกดอกไม้หลากสีเรียงเป็นแถบขนานกัน ได้แก่ ลาเวนเดอร์สีม่วง ป๊อปปี้สีแดงและส้ม คอสมอสสีชมพู และดอกคาโมมายล์สีขาว สร้างภาพแถบสีสันสดใสที่ทอดตัวไปบนเนินเขาคล้ายผ้าทอ ฤดูที่ลาเวนเดอร์บานสะพรั่งที่สุดคือช่วงกลางเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคมของทุกปี ในช่วงนี้ทุ่งลาเวนเดอร์จะเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มทั่วทั้งเนินเขา ส่งกลิ่นหอมของลาเวนเดอร์อบอวลไปทั่วบริเวณ เป็นภาพที่ได้รับความนิยมในการถ่ายภาพมากที่สุดของฮอกไกโดในช่วงฤดูร้อน นอกจากลาเวนเดอร์แล้ว ฟาร์มโทมิตะยังปลูกดอกไม้ตามฤดูกาลอื่นๆ อีกมากมาย ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนจะมีทุ่งดอกทิวลิปและไอริส ส่วนช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายนจะมีดอกซัลเวียสีแดงและดอกทานตะวันบาน ทำให้ฟาร์มแห่งนี้มีความสวยงามที่แตกต่างกันไปตลอดช่วงฤดูร้อนของฮอกไกโด ภายในฟาร์มมีร้านค้าและร้านอาหารหลายแห่ง โดยร้านที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Lavender Ice Cream Shop ที่จำหน่ายไอศกรีมรสลาเวนเดอร์สีม่วงซึ่งเป็นเมนูขึ้นชื่อ นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากลาเวนเดอร์ เช่น น้ำหอม สบู่ น้ำมันหอมระเหย และถุงหอมลาเวนเดอร์แห้ง ซึ่งเป็นของฝากที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว การเดินทางมาฟาร์มโทมิตะสามารถนั่งรถไฟสาย JR Furano Line จากสถานีฟุราโนะ (Furano Station) ลงที่สถานี Lavender Farm Station ซึ่งเป็นสถานีรถไฟที่เปิดให้บริการเฉพาะช่วงฤดูร้อน (ประมาณกลางเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนตุลาคม) จากสถานีเดินไปยังฟาร์มเพียง 7 นาที หรือสามารถนั่งรถไฟลงที่สถานี Naka-Furano แล้วเดินต่ออีกประมาณ 25 นาที ฟาร์มโทมิตะเปิดให้เข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เวลาเปิดให้บริการแตกต่างกันตามฤดูกาล โดยทั่วไปเปิดตั้งแต่ 8.30-17.00 น. ในช่วงฤดูร้อนอาจเปิดยาวถึง 18.00 น. ฟาร์มโทมิตะจึงเป็นจุดหมายที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่เดินทางมาฮอกไกโดในช่วงฤดูร้อน นอกจากฟาร์มโทมิตะแล้ว ตัวเมืองฟุราโนะยังเป็นที่ตั้งของไร่ไวน์ Furano Winery ที่ผลิตไวน์จากองุ่นที่ปลูกในพื้นที่ และยังเป็นจุดหมายปลายทางด้านสกีรีสอร์ตที่มีชื่อเสียงในช่วงฤดูหนาว ทำให้พื้นที่นี้มีความน่าสนใจตลอดทั้งปี ไม่ใช่เพียงช่วงฤดูดอกไม้บานเท่านั้น สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีเวลาจำกัด แนะนำให้จัดสรรเวลาอย่างน้อยครึ่งวันเพื่อเดินชมทุ่งดอกไม้ ชิมไอศกรีมและอาหารท้องถิ่น รวมถึงเลือกซื้อผลิตภัณฑ์แปรรูปจากลาเวนเดอร์เป็นของฝาก การเดินทาง: นั่งรถไฟ JR Furano Line ลงสถานี Lavender Field Station (เฉพาะช่วงฤดูร้อน ก.ค. - ส.ค.) หรือสถานี Nakafurano Station แล้วนั่งแท็กซี่ต่อประมาณ 10 นาที

สวนกวางนารา 🏛️ ที่เที่ยว
📍 นารา

สวนกวางนารา

สวนนารา (Nara Park) เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมืองนารา จังหวัดนารา มีพื้นที่ครอบคลุมกว่า 660 เฮกตาร์ เป็นที่ตั้งของวัดและศาลเจ้าสำคัญหลายแห่ง รวมถึงเป็นที่อยู่อาศัยของกวางป่าซิกะ (Sika Deer) ที่เดินอย่างเสรีกว่า 1,200 ตัว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้สวนนาราเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น กวางในสวนนาราได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น "สมบัติของชาติ" (National Treasure) ตามความเชื่อดั้งเดิมของศาสนาชินโต กวางถือเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นทูตของเทพเจ้า Kasuga ซึ่งเป็นเทพประจำศาลเจ้า Kasuga Taisha ตำนานเล่าว่าเทพเจ้า Takemikazuchi เสด็จมายังนาราโดยทรงกวางสีขาว ทำให้กวางในพื้นที่นี้ได้รับการคุ้มครองมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน นักท่องเที่ยวสามารถซื้อขนมสำหรับกวางที่เรียกว่า Shika Senbei ซึ่งเป็นข้าวเกรียบไม่ปรุงรสที่ทำขึ้นเฉพาะสำหรับกวาง จำหน่ายโดยร้านค้าที่ได้รับอนุญาตในราคาประมาณ 200 เยนต่อแพ็ค กวางในสวนนาราคุ้นเคยกับมนุษย์มากจนบางตัวจะโค้งคำนับเพื่อขอขนม ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ได้รับความนิยมในการถ่ายภาพ อย่างไรก็ตามนักท่องเที่ยวควรระมัดระวัง เนื่องจากกวางบางตัวอาจมีพฤติกรรมก้าวร้าวเมื่อต้องการอาหาร ภายในสวนนาราเป็นที่ตั้งของวัดโทไดจิ (Todai-ji) ซึ่งเป็นวัดที่มีอาคารไม้ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 752 เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไดบุตสึ (Daibutsu) ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น สูงประมาณ 15 เมตร น้ำหนักกว่า 500 ตัน ภายในอาคารยังมีเสาไม้ขนาดใหญ่ที่มีรูเจาะขนาดเท่ารูจมูกของพระพุทธรูป ตามความเชื่อว่าผู้ที่สามารถลอดผ่านรูนี้ได้จะได้รับพรให้มีสุขภาพแข็งแรงและตรัสรู้ในชาติหน้า อีกสถานที่สำคัญคือศาลเจ้า Kasuga Taisha ซึ่งมีเส้นทางเดินที่รายล้อมด้วยตะเกียงหินและตะเกียงทองสัมฤทธิ์กว่า 3,000 ดวง ซึ่งบางส่วนมีอายุมากกว่า 800 ปี ตะเกียงเหล่านี้จะถูกจุดไฟในช่วงเทศกาล Mantoro ปีละสองครั้ง สร้างบรรยากาศที่งดงามและลึกลับ สวนนารายังเป็นจุดชมซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีที่ได้รับความนิยม ในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนจะมีต้นซากุระบานทั่วสวน ส่วนช่วงเดือนพฤศจิกายนจะมีต้นเมเปิ้ลและแปะก๊วยเปลี่ยนเป็นสีแดงและสีทอง การเดินทางมาสวนนาราสะดวกมาก โดยนั่งรถไฟสาย JR Nara Line หรือ Kintetsu Nara Line จากเกียวโตหรือโอซาก้า ลงที่สถานี JR Nara หรือ Kintetsu Nara แล้วเดินต่ออีกประมาณ 5-15 นาที สวนนาราเปิดให้เข้าชมตลอดเวลาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่การเข้าชมพระพุทธรูปไดบุตสึในวัดโทไดจิมีค่าเข้าชม 600 เยน เปิด 7.30-17.30 น. ในฤดูร้อน และ 8.00-17.00 น. ในฤดูหนาว การเดินทาง: นั่งรถไฟ Kintetsu Nara Line ลงสถานี Kintetsu Nara Station แล้วเดินเท้าประมาณ 5 นาที หรือ JR Nara Line ลงสถานี Nara Station แล้วเดินประมาณ 20 นาที หรือนั่งรถบัสเมือง

เกาะมิยาจิมะ ศาลเจ้าอิซึกุชิมะ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 ฮิโรชิมา

เกาะมิยาจิมะ ศาลเจ้าอิซึกุชิมะ

ศาลเจ้าอิสึคุชิมะ (Itsukushima Shrine) ตั้งอยู่บนเกาะมิยาจิมะ (Miyajima) จังหวัดฮิโรชิมา เป็นหนึ่งในศาลเจ้าชินโตที่มีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่นและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1996 จุดเด่นที่ทำให้ศาลเจ้านี้มีชื่อเสียงไปทั่วโลกคือ ประตูโทริอิสีแดงขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในทะเล ซึ่งเป็นหนึ่งในสามทัศนียภาพที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น (Nihon Sankei) ร่วมกับ Matsushima และ Amanohashidate ศาลเจ้าอิสึคุชิมะมีประวัติยาวนานกว่า 1,400 ปี โดยมีการบันทึกครั้งแรกในปี ค.ศ. 593 รูปแบบสถาปัตยกรรมปัจจุบันถูกสร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1168 โดย Taira no Kiyomori ผู้นำตระกูล Taira ซึ่งมีอำนาจในยุคเฮอัน ลักษณะพิเศษของศาลเจ้าคือถูกสร้างบนเสาที่ปักลงบนพื้นทะเล ทำให้ในช่วงน้ำขึ้นตัวศาลเจ้าและประตูโทริอิจะดูเหมือนลอยอยู่บนผิวน้ำ ประตูโทริอิหลักมีความสูงประมาณ 16 เมตร สร้างจากไม้การบูร (Camphor Wood) ซึ่งทนทานต่อการกัดกร่อนของน้ำเค็ม ประตูปัจจุบันที่เห็นเป็นโครงสร้างที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1875 ซึ่งเป็นรุ่นที่ 8 ของประตูโทริอิที่ถูกสร้างขึ้นใหม่หลายครั้งตลอดประวัติศาสตร์ น้ำหนักของประตูทำให้สามารถยืนหยัดอยู่ได้โดยไม่ต้องใช้ฐานยึดในดิน เพียงอาศัยน้ำหนักของตัวเองในการทรงตัว ปรากฏการณ์ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาชมคือความแตกต่างระหว่างช่วงน้ำขึ้นและน้ำลง ในช่วงน้ำขึ้น ประตูโทริอิและศาลเจ้าจะดูเหมือนลอยอยู่บนทะเล สร้างภาพที่งดงามและเป็นที่นิยมในการถ่ายภาพมากที่สุด ส่วนในช่วงน้ำลง นักท่องเที่ยวสามารถเดินไปสัมผัสฐานของประตูโทริอิได้โดยตรงบนพื้นทรายที่โล่งออกมา ซึ่งเป็นอีกประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป นักท่องเที่ยวจึงควรตรวจสอบตารางน้ำขึ้นน้ำลงล่วงหน้าเพื่อวางแผนการมาเยือน นอกจากศาลเจ้าแล้ว เกาะมิยาจิมะยังเป็นที่อยู่อาศัยของกวางป่าซิกะที่เดินอย่างเสรีคล้ายกับที่นารา แต่มีจำนวนน้อยกว่า บนเกาะยังมีภูเขา Misen ซึ่งเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่มีกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไปยังยอดเขาเพื่อชมทัศนียภาพรอบเกาะ และมีวัด Daisho-in ซึ่งเป็นวัดพุทธนิกายชินงอนที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ การเดินทางมาเกาะมิยาจิมะ ต้องนั่งรถไฟสาย JR Sanyo Line จากสถานีฮิโรชิมา ลงที่สถานี Miyajimaguchi แล้วต่อเรือเฟอร์รี่ที่ดำเนินการโดย JR หรือ Miyajima Matsudai Kisen ใช้เวลาข้ามฟากประมาณ 10 นาที ค่าเรือประมาณ 200 เยน ค่าเข้าชมศาลเจ้าอิสึคุชิมะอยู่ที่ 300 เยน เปิดให้บริการตั้งแต่ 6.30-18.00 น. โดยเวลาเปิดปิดอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล เกาะมิยาจิมะจึงเป็นจุดหมายที่ผสมผสานความสวยงามทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมไว้ในที่เดียว การเดินทาง: นั่งรถไฟ JR Sanyo Line จากสถานี Hiroshima ลงสถานี Miyajimaguchi แล้วต่อเรือข้ามฟาก JR Ferry ใช้เวลา 10 นาที ถึงเกาะ Miyajima

วัดทองคำ คินคาคุจิ ⛩️ วัด & ศาลเจ้า
📍 เกียวโต

วัดทองคำ คินคาคุจิ

คินคาคุจิ (Kinkaku-ji) หรือที่รู้จักในชื่อ วัดทองคำ มีชื่อทางการว่า Rokuon-ji เป็นหนึ่งในวัดที่มีชื่อเสียงและเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของเมืองเกียวโต ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมือง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1994 ในฐานะส่วนหนึ่งของอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์แห่งเกียวโตโบราณ วัดนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1397 โดยโชกุน Ashikaga Yoshimitsu ผู้นำคนสำคัญในยุค Muromachi เดิมทีอาคารนี้ถูกสร้างเป็นที่พักผ่อนของโชกุน ก่อนจะถูกดัดแปลงเป็นวัดพุทธนิกายเซนหลังจากที่ Yoshimitsu เสียชีวิต ตามความประสงค์ของท่านเอง อาคารหลักของคินคาคุจิเป็นศาลาสามชั้น โดยชั้นที่สองและสามถูกปิดด้วยทองคำเปลวแท้ทั้งหมด สถาปัตยกรรมของแต่ละชั้นมีรูปแบบที่แตกต่างกัน ชั้นแรกสร้างในสไตล์ Shinden ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบขุนนางในยุคเฮอัน ชั้นที่สองสร้างในสไตล์ Buke หรือสไตล์นักรบซามูไร และชั้นที่สามสร้างในสไตล์ Zen Buddhist แสดงถึงการผสมผสานสถาปัตยกรรมสามยุคไว้ในอาคารเดียวกัน บนยอดหลังคาของคินคาคุจิมีรูปปั้นนกฟีนิกซ์ทองคำ (Hou-ou) ซึ่งเป็นสัตว์ในตำนานที่สื่อถึงความเป็นอมตะและสันติภาพ อาคารนี้เคยถูกวางเพลิงเผาทำลายในปี ค.ศ. 1950 โดยพระหนุ่มที่มีอาการทางจิต เหตุการณ์นี้เป็นแรงบันดาลใจให้นักเขียนชื่อดัง Yukio Mishima เขียนนวนิยายเรื่อง "The Temple of the Golden Pavilion" อาคารที่เห็นในปัจจุบันถูกสร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1955 และมีการบุทองคำเปลวใหม่อีกครั้งในปี ค.ศ. 1987 โดยใช้ทองคำเปลวที่มีความหนากว่าเดิมถึง 5 เท่า จุดเด่นอีกประการคือบ่อน้ำ Kyoko-chi หรือ "บ่อกระจกทอง" ซึ่งอยู่ด้านหน้าตัวอาคาร เมื่อน้ำในบ่อนิ่งจะสะท้อนภาพของวัดทองคำลงบนผิวน้ำอย่างชัดเจน สร้างภาพสะท้อนที่สมมาตรและสวยงาม ภายในบ่อมีเกาะเล็กๆ หลายเกาะที่จัดวางตามหลักภูมิทัศน์แบบญี่ปุ่นโบราณ สวนรอบวัดเป็นสวนภูมิทัศน์แบบ Muromachi ซึ่งเน้นการจัดวางหิน ต้นไม้ และน้ำให้เป็นไปตามธรรมชาติ มีต้นสนพันธุ์ Rikushu-no-Matsu ที่ถูกตัดแต่งให้มีรูปทรงคล้ายเรือ ซึ่งมีอายุมากกว่า 600 ปี เส้นทางเดินชมวัดถูกกำหนดให้เดินไปในทิศทางเดียวผ่านจุดชมวิวต่างๆ รอบบ่อน้ำ ค่าเข้าชมคินคาคุจิอยู่ที่ 500 เยนสำหรับผู้ใหญ่ เปิดให้บริการตั้งแต่ 9.00-17.00 น. ทุกวันไม่มีวันหยุด การเดินทางสามารถนั่งรถบัสจากสถานีเกียวโตสาย 101 หรือ 205 ลงป้าย Kinkakuji-michi แล้วเดินต่ออีกประมาณ 5 นาที ช่วงเวลาที่แนะนำคือช่วงเช้าก่อน 10 โมง เนื่องจากแสงแดดยามเช้าจะส่องกระทบทองคำทำให้เกิดประกายแสงสวยงามเป็นพิเศษ และยังหลีกเลี่ยงความแออัดของนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงสาย คินคาคุจิจึงเป็นจุดหมายที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่มาเยือนเกียวโต การเดินทาง: นั่งรถบัส Kyoto City Bus สาย 101 หรือ 205 จากสถานีเกียวโต ลงป้าย Kinkakuji-michi แล้วเดินต่อประมาณ 5 นาที