松本 · เมืองปราสาทดำที่สวยงาม ใจกลางเทือกเขา Japanese Alps ทางเข้าสู่ Kamikochi
สวนเคนโรคุเอ็ง (Kenroku-en Garden) เป็นสวนญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ในเมืองคานาซาวะ จังหวัดอิชิกาวะ ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสามสวนญี่ปุ่นที่สวยที่สุดของประเทศ (Japan's Three Great Gardens) ร่วมกับสวน Koraku-en ในเมืองโอคายาม่า และสวน Kairaku-en ในเมืองมิโตะ ชื่อ Kenroku-en มีความหมายว่า "สวนแห่งหกความงาม" ซึ่งหมายถึงคุณลักษณะหกประการที่สวนญี่ปุ่นชั้นเลิศควรมี ได้แก่ ความกว้างขวาง ความสงบเงียบ ความเป็นธรรมชาติ ความเก่าแก่ ลำธารที่ไหล และทัศนียภาพกว้างไกล สวนเคนโรคุเอ็งเริ่มสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1676 โดยตระกูล Maeda ซึ่งเป็นตระกูลไดเมียวที่มีอำนาจและความมั่งคั่งเป็นอันดับสองของญี่ปุ่นในยุคเอโดะ รองจากตระกูลโทคุงาวะ การก่อสร้างและปรับปรุงสวนใช้เวลาต่อเนื่องกันหลายชั่วอายุคนกว่า 200 ปี ทำให้สวนมีความซับซ้อนและสมบูรณ์แบบทั้งในด้านการออกแบบภูมิทัศน์และระบบชลประทาน ระบบน้ำของสวนเคนโรคุเอ็งถือเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่สำคัญ น้ำที่ไหลเข้าสวนมาจากแม่น้ำ Saigawa ผ่านคลองชลประทาน Tatsumi ซึ่งสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1632 มีความยาวกว่า 11 กิโลเมตร ระบบนี้ใช้หลักการแรงดันน้ำธรรมชาติในการสร้างน้ำพุ Kotoji-toro Fountain ซึ่งเป็นหนึ่งในน้ำพุที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นที่ยังทำงานได้โดยไม่ใช้เครื่องปั๊มไฟฟ้า สัญลักษณ์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของสวนคือ Kotoji-toro ตะเกียงหินสองขาที่ตั้งอยู่ริมบึง Kasumiga-ike ตะเกียงนี้มีรูปทรงที่ไม่เหมือนตะเกียงหินทั่วไป โดยมีขาสองข้างที่มีความยาวไม่เท่ากัน วางพาดอยู่บนริมบึงและในน้ำ ชื่อ Kotoji มาจากเครื่องดนตรี Koto ของญี่ปุ่น เนื่องจากรูปทรงของตะเกียงคล้ายกับสะพานรองสายของเครื่องดนตรีชนิดนี้ บึง Kasumiga-ike เป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในสวน มีเกาะเล็กๆ หลายเกาะที่จัดวางตามคติภูเขาในตำนานจีน รอบบึงมีต้นสนที่ถูกตัดแต่งและค้ำยันด้วยเชือกในรูปแบบ Yukizuri ซึ่งเป็นเทคนิคการป้องกันกิ่งไม้หักจากน้ำหนักหิมะในฤดูหนาว การติดตั้ง Yukizuri ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนของทุกปีถือเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นฤดูหนาวของคานาซาวะ สวนเคนโรคุเอ็งมีความสวยงามตลอดทั้งปี ฤดูใบไม้ผลิมีต้นซากุระกว่า 40 สายพันธุ์บานสะพรั่ง ฤดูร้อนมีความเขียวชอุ่มของต้นไม้ใหญ่ ฤดูใบไม้ร่วงมีต้นเมเปิ้ลเปลี่ยนสีแดงสด และฤดูหนาวมีหิมะปกคลุมต้นสนที่มี Yukizuri สร้างภาพที่มีชื่อเสียงในการถ่ายภาพมากที่สุด ค่าเข้าชมสวนอยู่ที่ 320 เยนสำหรับผู้ใหญ่ เปิดให้บริการตั้งแต่ 7.00-18.00 น. ในฤดูร้อน (มีนาคม-ตุลาคม) และ 8.00-17.00 น. ในฤดูหนาว (พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) สวนตั้งอยู่ติดกับปราสาทคานาซาวะ การเดินทางสามารถนั่งรถบัสจากสถานีคานาซาวะใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที
คามิโกจิ (Kamikochi) เป็นหุบเขาที่ราบสูงธรรมชาติระดับพรีเมียมอันงดงามที่ตั้งอยู่ในเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นตอนเหนือ (Northern Japan Alps) ภายในอุทยานแห่งชาติชูบุซังงาคุ จังหวัดนากาโน ได้รับยกย่องว่าเป็น "มงกุฎแห่งเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น" เนื่องจากทัศนียภาพธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์งดงามอย่างเหลือเชื่อ น้ำในแม่น้ำอาซึสะ (Azusa River) ใสสะอาดราวกระจกสะท้อนและเย็นจัดตลอดปี และถูกโอบล้อมด้วยยอดเขาหินสูงชัน เช่น ยอดเขาโฮทากะ (Mt. Hotaka) ที่สูงกว่า 3,000 เมตร และภูเขาไฟยาเคดะเกะ (Mt. Yakedake) ที่ยังคุกรุ่น เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด คามิโกจิห้ามไม่ให้รถยนต์ส่วนบุคคลและรถทัวร์ทั่วไปวิ่งเข้าไปในพื้นที่เด็ดขาด นักท่องเที่ยวต้องเปลี่ยนมานั่งรถบัสอุทยานหรือแท็กซี่เฉพาะเท่านั้น จุดแลนด์มาร์กสำคัญคือ สะพานคัปปะ (Kappa Bridge) สะพานแขวนไม้ที่พาดผ่านแม่น้ำอาซึสะที่มีทิวเขาแอลป์หิมะปกคลุมยอดเป็นฉากหลัง เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยม ตลอดสองข้างทางมีทางเดินปูแผ่นไม้ระแนงชมธรรมชาติรอบบ่อน้ำไทโช (Taisho Pond) บึงน้ำธรรมชาติที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟที่มีต้นไม้แห้งยืนตายกลางน้ำส่งกลิ่นอายลึกลับสวยงาม และบ่อน้ำเมียวจิน (Myojin Pond) ที่มีความศักดิ์สิทธิ์และเงียบสงบ การเดินทาง: นั่งรถไฟจากโตเกียวลงที่สถานี Matsumoto Station จากนั้นต่อรถไฟสาย Alpico Matsumoto Line ลงที่สถานี Shin-Shimashima Station แล้วเปลี่ยนขึ้นรถบัสตรงมุ่งสู่ Kamikochi (ใช้เวลาเดินทางโดยรถบัสประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาที แนะนำให้ซื้อตั๋วรถบัสล่วงหน้า) เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการเฉพาะช่วงกลางเดือนเมษายนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายนของทุกปี (อุทยานจะปิดเส้นทางเดินรถและปิดให้บริการทั้งหมดในฤดูหนาวเนื่องจากหิมะตกหนาและอันตราย) ค่าเข้าชม: ฟรีค่าธรรมเนียมการเข้าสู่อุทยานแห่งชาติสาธารณะทั่วไป (นักท่องเที่ยวรับผิดชอบค่ารถบัสไป-กลับจากจุดเปลี่ยนรถ Sawando หรือ Hirayu ราคาประมาณ 2,400 - 2,800 เยนต่อคน)
ปราสาทมัตสึโมโต้ (Matsumoto Castle) หรือที่เรียกกันอย่างแพร่หลายในหมู่คนญี่ปุ่นว่า "ปราสาทอีกาดำ" (Karasu-jo) เนื่องจากผนังภายนอกปราสาททั้งหมดทาสีดำมะเกลือและตกแต่งด้วยหลังคาปีกไม้ที่แลดูคล้ายปีกนกกาขยับไหว ตั้งอยู่ในเมืองมัตสึโมโต้ จังหวัดนากาโน ปราสาทแห่งนี้เป็น 1 ใน 5 ปราสาทของญี่ปุ่นที่ได้รับยกย่องให้เป็นสมบัติประจำชาติ (National Treasure) และเป็นปราสาทโครงสร้างไม้ดั้งเดิมที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นที่ยังคงหลงเหลืออยู่จากการรอดพ้นอัคคีภัยและการทำลายล้างในยุคสงครามโลกมานานกว่า 400 ปีนับตั้งแต่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1592 ลักษณะเด่นทางสถาปัตยกรรมทหารคือเป็น "ปราสาทบนที่ราบ" (Hirajiro) ล้อมรอบด้วยคูน้ำสองชั้นขนาดใหญ่ที่มีฝูงปลาคาร์พและหงส์ว่ายวนเวียนอย่างสงบ ผิวคูน้ำที่นิ่งสงบจะสะท้อนภาพอาคารปราสาทไม้ห้าชั้นหกระดับและเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นตอนเหนือสีขาวโพลนในหน้าหนาวเป็นฉากหลังอย่างงดงามตระการตา ภายในปราสาทเปิดให้เดินไต่ขึ้นบันไดไม้โบราณที่แคบและชันสูงถึง 61 องศาเพื่อเข้าไปชมห้องจัดแสดงชุดเกราะซามูไรโบราณ ปืนคาบศิลา และจุดยิงธนู สวนรอบตัวปราสาทปลูกต้นซากุระกว่า 300 ต้น ทำให้เป็นจุดชมซากุระบานสะพรั่งสะท้อนผิวน้ำที่ยอดเยี่ยมที่สุดในแถบชูบุ การเดินทาง: จากโตเกียว (สถานี Shinjuku) นั่งรถไฟด่วนขบวนพิเศษ JR Limited Express "Azusa" ตรงสู่สถานี Matsumoto Station ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที จากนั้นเดินเท้าตรงจากสถานีประมาณ 15 นาที หรือต่อรถบัสวนรอบเมือง (Town Sneaker Bus) ลงป้าย Matsumoto Castle เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:30 - 17:00 น. (เข้าชมรอบสุดท้ายเวลา 16:30 น. และปิดทำการในช่วงปีใหม่ตั้งแต่วันที่ 29 - 31 ธันวาคม) ค่าเข้าชม: ค่าเข้าชมตัวปราสาทและคูน้ำภายในสำหรับผู้ใหญ่ราคา 700 เยน และสำหรับนักเรียนประถมและมัธยมต้นราคา 300 เยน
พิพิธภัณฑ์รูปทรงวงกลมสุดทันสมัย ห้อง "The Swimming Pool" ของ Leandro Erlich โด่งดังทั่วโลก ส่วน Civic Area ชมฟรี ส่วน Exhibition Area มีค่าเข้า
ย่านชายาที่ใหญ่ที่สุดในคาโนะซาวะ อนุรักษ์บ้านชายาสมัย Edo ได้ดีที่สุดในญี่ปุ่น ร้านขนมฟอยด์ทองคำ ร้านชาเขียว และพิพิธภัณฑ์ชายา