พบ 51 สถานที่
🏛️ ที่เที่ยว
สวนฮามาริคิว (Hamarikyu Gardens) เป็นสวนสาธารณะและสวนภูมิทัศน์แบบญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ตั้งอยู่ริมอ่าวโตเกียว ใจกลางย่านธุรกิจชิโอโดเมะ สวนนี้มีประวัติศาสตร์อันยาวนานตั้งแต่ต้นยุคเอโดะ ค.ศ. 1654 โดยเริ่มต้นจากการเป็นที่ประทับพักผ่อนและลานล่าเป็ดส่วนพระองค์ของโชกุนตระกูลโทคุงาวะ ความโดดเด่นอย่างมากทางภูมิสถาปัตย์ของสวนนี้คือเป็นสวนสาธารณะเพียงแห่งเดียวในโตเกียวที่มีสระน้ำน้ำเค็ม "ชินจิโนะอิเกะ" (Shioiri-no-ike) ซึ่งมีการขุดช่องระบายน้ำต่อเชื่อมกับอ่าวโตเกียวโดยตรง เพื่อใช้ประโยชน์จากกลไกน้ำขึ้นน้ำลงตามธรรมชาติในการเปลี่ยนระดับน้ำและปรับเปลี่ยนทัศนียภาพของผิวน้ำในสระ ตรงใจกลางสระน้ำเป็นที่ตั้งของ "อาคารน้ำชา Nakajima" (Nakajima no Ochaya) บ้านไม้น้ำชาสไตล์ญี่ปุ่นโบราณที่เชื่อมโยงด้วยสะพานไม้ซีดาร์ยาว นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปนั่งพักผ่อน จิบชาเขียวมัทฉะรสเข้มข้นคู่กับขนมหวานญี่ปุ่นดั้งเดิม (Wagashi) พลางชมภาพสะท้อนอันน่าทึ่งระหว่างสวนป่าสีเขียวขจีโบราณกับตึกระฟ้ากระจกเงาสูงตระหง่านล้ำยุคของย่านชิโอโดเมะที่โอบล้อมรอบตัวสวน นอกจากนี้ภายในสวนยังมีต้นสนดำอายุกว่า 300 ปีที่ได้รับการตัดแต่งอย่างประณีต และสวนดอกคอสมอสที่จะบานเต็มท้องทุ่งเหลืองอร่ามในฤดูใบไม้ร่วง การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินสาย Oedo Line ลงสถานี Shiodome Station หรือสถานี Tsukijishijo Station แล้วเดินเท้าต่อประมาณ 5-7 นาที หรือสามารถนั่งเรือโดยสารทางน้ำ Tokyo Water Bus จากอาซากุซะมาลงเทียบท่าที่ท่าเรือภายในสวนได้โดยตรง เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09:00 - 17:00 น. (เข้าชมรอบสุดท้ายเวลา 16:30 น. และปิดให้บริการช่วงปีใหม่ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม ถึง 1 มกราคมของทุกปี) ค่าเข้าชม: ค่าตั๋วเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่และบุคคลทั่วไปราคา 300 เยน และสำหรับผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปราคา 150 เยน (เด็กนักเรียนประถมและเด็กที่อาศัยอยู่ในโตเกียวเข้าชมฟรี)
🏛️ ที่เที่ยว
ย่านกิออง (Gion District) เป็นย่านประวัติศาสตร์โบราณที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าศาลเจ้ายาซากะ (Yasaka Shrine) ทางทิศตะวันออกของเมืองเกียวโต ได้รับการยอมรับว่าเป็น "ย่านเกอิชา" (Geisha District) ที่มีชื่อเสียงและสมบูรณ์ที่สุดของญี่ปุ่น ย้อนกลับไปในยุคกลาง ย่านนี้เริ่มต้นจากการเป็นจุดพักแรมและร้านน้ำชาเพื่อต้อนรับผู้แสวงบุญที่เดินทางมาสักการะศาลเจ้า ก่อนจะพัฒนาสู่ย่านศิลปวัฒนธรรมที่มีความหรูหราประณีตในเวลาต่อมา เมื่อเดินเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายหลัก ฮานามิโคจิ (Hanamikoji Street) คุณจะได้พบกับภาพทัศนียภาพของบ้านไม้โบราณที่เรียกว่า "มาจิยะ" (Machiya) ซึ่งได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างวิจิตรบรรจงสองข้างทาง ปัจจุบันบ้านไม้เหล่านี้ได้ดัดแปลงเป็นร้านอาหารระดับพรีเมียมและร้านน้ำชาโบราณ (Ochaya) ในช่วงยามเย็นเวลากลางวันและค่ำคืน นักท่องเที่ยวอาจมีโอกาสได้พบเห็น เกอิโกะ (Geiko - เกอิชาของเกียวโต) และ ไมโกะ (Maiko - เกอิชาฝึกหัด) ในชุดกิโมโนเต็มยศและทาหน้าสีขาว สวมเกี๊ยะไม้เดินรีบเร่งไปทำงานตามร้านน้ำชา อย่างไรก็ตาม ย่านนี้มีกฎระเบียบที่เข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของเกอิชา ห้ามนักท่องเที่ยววิ่งไล่ตามหรือแตะต้องตัวพวกเธอ และมีป้ายห้ามถ่ายรูปในตรอกส่วนบุคคลบางจุด การเดินทาง: นั่งรถไฟด่วนสาย Keihan Main Line ลงที่สถานี Gion-Shijo Station แล้วเดินเท้าต่อประมาณ 3-5 นาที หรือนั่งรถบัสประจำทางสาย 100, 206 จากสถานี Kyoto Station ลงที่ป้าย Gion เวลาเปิด-ปิด: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง (ร้านอาหารและร้านน้ำชาส่วนใหญ่จะเปิดบริการช่วง 17:00 - 22:00 น. บรรยากาศยามเย็นที่มีแสงโคมไฟประดับจะสวยงามโรแมนติกที่สุด) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินชมบรรยากาศถนนโบราณทั่วไป
🏛️ ที่เที่ยว
ถนนทาเคชิตะ (Takeshita Street) เป็นถนนคนเดินขนาดเล็กระยะทางประมาณ 350 เมตร ตั้งอยู่ในย่านฮาราจูกุ กรุงโตเกียว ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกในฐานะศูนย์กลางของ "คาวาอี้คัลเจอร์" (Kawaii Culture) และเป็นแหล่งกำเนิดแฟชั่นวัยรุ่นญี่ปุ่นที่หลุดโลกและล้ำสมัย ถนนสายนี้เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 โดยกลายเป็นจุดนัดพบของกลุ่มเยาวชนผู้รักในความอิสระและต้องการแสดงออกผ่านเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่แปลกใหม่ เช่น แฟชั่นโลลิต้า (Lolita), พังก์กอธิก (Gothic Punk), และสตรีทสไตล์จัดจ้าน ตลอดสองข้างทางอันแน่นเอี้ยดไปด้วยร้านค้าเสื้อผ้าแฟชั่นราคาประหยัด ร้านจำหน่ายเครื่องประดับสุดน่ารัก ร้านสินค้าไอดอล คอสเพลย์ และร้านกิ๊ฟช็อปแฮนด์เมด เมนูยอดนิยมระดับตำนานที่ทุกคนที่มาเยือนต้องลิ้มลองคือ "เครปญี่ปุ่น" (Harajuku Crepe) แผ่นแป้งบางม้วนห่อวิปครีมหนานุ่ม ไอศกรีม และผลไม้สด ซึ่งมีร้านคู่แข่งตั้งอยู่ตรงข้ามกันอย่าง Marion Crepes และ Angels Heart คอยดึงดูดใจ นอกจากนี้ยังมีร้านขนมสายรุ้ง คาเฟ่สัตว์เลี้ยงสุดแปลก (เช่น คาเฟ่นกฮูก คาเฟ่หมูแคระ) และร้านค้าไดโซะ (Daiso) ขนาดยักษ์ที่เป็นสวรรค์ของการช้อปปิ้งของวัยรุ่น การเดินทาง: นั่งรถไฟ JR Yamanote Line ลงที่สถานี Harajuku Station แล้วเดินออกทางออก Takeshita Exit จะพบทางเข้าถนนและป้ายไฟต้อนรับ LED ขนาดใหญ่อยู่ฝั่งตรงข้ามทางออกสถานีทันที เวลาเปิด-ปิด: ถนนเปิดตลอด 24 ชั่วโมง (ร้านค้าส่วนใหญ่เปิดบริการช่วงเวลา 10:00 - 20:00 น. ช่วงบ่ายวันเสาร์-อาทิตย์จะเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนและวัยรุ่นเดินทางมาหนาแน่นที่สุด) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินเที่ยวชมถนนคนเดินทั่วไป
🏛️ ที่เที่ยว
วัดเรียวอันจิ (Ryoan-ji Temple) เป็นวัดพุทธนิกายเซนสาขารินไซที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในเกียวโต ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1994 เดิมทีสถานที่นี้เคยเป็นคฤหาสน์หรูของตระกูลขุนนางโฮโซกาวะ ก่อนจะถูกดัดแปลงเป็นวัดพุทธในปี ค.ศ. 1450 จุดเด่นระดับโลกที่ดึงดูดผู้แสวงหาความสงบและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกคือ "สวนหินคาสุย" (Karesansui) หรือสวนหินแห้งเซนที่มีชื่อเสียงและลึกลับที่สุดในโลก สวนหินนี้จัดวางอยู่บนลานกรวดสีขาวรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดประมาณ 248 ตารางเมตร ล้อมรอบด้วยกำแพงดินโบราณสีน้ำตาลเข้ม ภายในลานกรวดมีการจัดวางหินขนาดใหญ่และเล็กจำนวน 15 ก้อน จัดกลุ่มรวมกันเป็น 5 กลุ่มเหนือกองมอสสีเขียว เคล็ดลับอันน่าทึ่งของการจัดวางตามหลักเซนโบราณคือ ไม่ว่าคุณจะนั่งพิจารณาสวนนี้จากมุมใดบนระเบียงไม้ของวิหาร คุณจะสามารถมองเห็นหินได้เพียง 14 ก้อนพร้อมกันเสมอ จะมีหินอีกหนึ่งก้อนถูกบดบังอยู่หลังหินก้อนอื่นในมุมสายตา เชื่อกันว่าสื่อนัยถึงปรัชญาเซนที่ว่า "มนุษย์ไม่มีวันมองเห็นความจริงและสัจธรรมทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์แบบด้วยตาเนื้อจนกว่าดวงตาแห่งปัญญาจะเปิดออก" นอกเหนือจากสวนหินแล้ว บริเวณรอบวัดยังมีสวนป่าธรรมชาติและบ่อน้ำโบราณขนาดใหญ่ที่มีสะพานหินพาดผ่านที่ร่มรื่นสวยงามมาก การเดินทาง: จากสถานีรถไฟ Kyoto Station นั่งรถบัสประจำทาง Kyoto City Bus สาย 50 ลงที่ป้าย Ryoanji-mae จะพบทางเข้าวัดตั้งอยู่หน้าป้ายรถบัสทันที หรือนั่งรถไฟสาย Keifuku Electric Railroad (Randen) ลงสถานี Ryoanji Station แล้วเดินเท้าต่อประมาณ 7 นาที เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ช่วงเดือนมีนาคม - พฤศจิกายน เปิดเวลา 08:00 - 17:00 น. และช่วงเดือนธันวาคม - กุมภาพันธ์ เปิดเวลา 08:30 - 16:30 น. ค่าเข้าชม: ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่และนักเรียนมัธยมปลายราคา 600 เยน สำหรับนักเรียนมัธยมต้นและประถมราคา 300 เยน และเด็กเล็กต่ำกว่าวัยเรียนเข้าชมฟรี
🏛️ ที่เที่ยว
ภูเขาโคยะ (Mount Koya หรือ Koyasan) เป็นศูนย์กลางความเชื่อของพุทธศาสนานิกายชินกอน (Shingon Esoteric Buddhism) อันเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ของญี่ปุ่น ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางป่าทึบและเทือกเขาหินสูงในจังหวัดวาคายามะ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ภายใต้เส้นทางแสวงบุญศักดิ์สิทธิ์คิอิซันจิ (Kii Mountain Range) ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 816 โดยพระภิกษุโคโบ ไดชิ (Kobo Daishi หรือคูไค) ผู้เดินทางไปศึกษาศาสนาที่ประเทศจีนและนำคำสอนมาเผยแผ่ ปัจจุบันบนยอดเขามีที่ราบสูงซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดโบราณมากกว่า 117 วัด จุดไฮไลต์สำคัญคือ สุสานโอคุโนอิน (Okunoin Cemetery) สุสานที่ใหญ่และขรึมขลังที่สุดในญี่ปุ่น รายล้อมด้วยสุสานหินและอนุสรณ์สถานโบราณกว่า 200,000 แห่งใต้ป่าสนซีดาร์อายุกว่า 500 ปี ท้ายสุสานเป็นที่ตั้งของวิหารโคมไฟ (Torodo Hall) และอาคารสุสานของพระโคโบ ไดชิ ซึ่งตามความเชื่อเชื่อว่าท่านยังไม่ได้มรณภาพแต่ยังคงเข้าฌานสมาธิอธิษฐานจิตแผ่เมตตาอยู่ด้านใน นอกจากนี้สิ่งดึงดูดยอดนิยมคือกิจกรรมพักค้างคืนที่วัดพุทธ (Shukubo) โดยนักท่องเที่ยวสามารถร่วมสัมผัสชีวิตสมถะ ทานอาหารมังสวิรัติพุทธดั้งเดิม (Shojin Ryori) และตื่นมาร่วมทำวัตรเช้าและพิธีกรรมจุดไฟบูชาของพระสงฆ์ยามรุ่งสาง การเดินทาง: นั่งรถไฟ Nankai Koya Line จากสถานี Namba Station ในโอซาก้า ไปลงที่สถานี Gokurakubashi Station จากนั้นต่อรถกระเช้าไฟฟ้าลอยฟ้า (Koyasan Cable Car) ขึ้นเนินเขาสูงชันใช้เวลา 5 นาที แล้วต่อรถบัสประจำทางท้องถิ่นเข้าสู่ใจกลางย่านวัด เวลาเปิด-ปิด: พื้นที่กลางแจ้งรวมถึงสุสาน Okunoin เปิดตลอด 24 ชั่วโมง (วัดหลัก Kongobuji และจุดจัดนิทรรศการเปิด 08:30 - 17:00 น.) ค่าเข้าชม: การเดินเที่ยวชมป่าและสุสาน Okunoin ฟรีสำหรับสาธารณะ (วัดแต่ละแห่ง เช่น Kongobuji หรือ Danjo Garan จะมีค่าเข้าประมาณ 500 - 1,000 เยน แนะนำให้ซื้อตั๋วรวม Koyasan Combination Ticket ราคาประมาณ 2,500 เยนเพื่อความคุ้มค่า)
🏛️ ที่เที่ยว
ย่านโดทงโบริ (Dotonbori) เป็นย่านบันเทิง แหล่งช้อปปิ้ง และสตรีทฟู้ดที่มีชื่อเสียงและมีชีวิตชีวามากที่สุดของเมืองโอซาก้า ทอดยาวขนานไปกับคลองโดทงโบริโบราณที่ขุดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1612 ย่านนี้เริ่มต้นเติบโตจากการเป็นย่านโรงละครคาบูกิและโรงละครหุ่นเชิดโบราณในยุคเอโดะ ก่อนจะเปลี่ยนผ่านเป็นศูนย์กลางความบันเทิงสมัยใหม่ที่ดึงดูดผู้คนนับแสนในแต่ละค่ำคืนด้วยแสงสีจากป้ายไฟนีออนโฆษณาขนาดยักษ์ ไฮไลต์สำคัญที่เป็นสัญลักษณ์ของโอซาก้าและห้ามพลาดเด็ดขาดคือ ป้ายกูลิโกะรันนิ่งแมน (Glico Running Man Sign) นักวิ่งชายบนลู่วิ่งสีน้ำเงินที่ตั้งอยู่ริมสะพานเอบิสึ (Ebisu Bridge) ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมมายืนต่อคิวถ่ายรูปทำท่าเลียนแบบนักวิ่ง นอกจากนี้ สองข้างทางริมถนนยังมีป้ายหน้าร้านค้าสามมิติขนาดยักษ์ที่เคลื่อนไหวได้ เช่น ปูยักษ์ขยับขาได้ของร้าน Kani Doraku, มังกรเขียวพ่นไฟ และเกี๊ยวซ่ายักษ์ ย่านนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นสวรรค์ของคนชอบกินตามสุภาษิตญี่ปุ่นที่ว่า "คุอิดาโอเระ" (Kuidaore) หรือกินจนกว่าจะล้มละลาย ของขึ้นชื่อคือ ทาโกะยากิร้อนๆ แป้งนุ่ม, โอโคโนมิยากิกระทะร้อน และคุชิคัตสึ (ของเสียบไม้ชุบแป้งทอด) การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินสาย Midosuji Line, Sennichimae Line หรือ Yotsubashi Line ลงที่สถานี Namba Station แล้วเดินมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือประมาณ 5 นาทีเพื่อเข้าสู่ริมคลองโดทงโบริ เวลาเปิด-ปิด: พื้นที่ริมคลองและสะพานเปิดตลอด 24 ชั่วโมง (ร้านค้าและร้านอาหารส่วนใหญ่เปิดบริการช่วง 11:00 - 23:00 น. ป้ายไฟนีออนส่วนใหญ่จะเปิดส่องสว่างตั้งแต่พลบค่ำถึงเวลา 24:00 น.) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินเที่ยวชมและถ่ายรูปบรรยากาศทั่วไป (หากต้องการล่องเรือ Tombori River Cruise ชมวิวสองฝั่งคลอง จะมีค่าบริการประมาณ 1,000 เยน)
🏛️ ที่เที่ยว
ย่านยูฟุอิน (Yufuin Onsen) เป็นเมืองรีสอร์ทออนเซ็นชนบทขนาดเล็กอันแสนเงียบสงบและมีเสน่ห์ ตั้งอยู่ในจังหวัดโออิตะ บนเกาะคิวชู ได้รับการโหวตจากคนญี่ปุ่นให้เป็นหนึ่งในเมืองออนเซ็นในฝันที่น่ามาเยือนที่สุด เมืองนี้ถูกโอบล้อมไปด้วยธรรมชาติอันเขียวขจีและมีภูเขายูฟุดาเกะ (Mt. Yufudake) สองยอดสูงตระหง่านเป็นฉากหลังอย่างยิ่งใหญ่ ยูฟุอินโดดเด่นตรงที่อนุรักษ์วิถีชีวิตดั้งเดิมแบบกึ่งโบราณ ไม่สร้างอาคารหรือโรงแรมสูงบดบังทัศนียภาพ และมุ่งเน้นสไตล์คาเฟ่ แกลเลอรี่ศิลปะ และสวนดอกไม้น่ารัก สถานที่ท่องเที่ยวไฮไลต์คือ ถนนช้อปปิ้งยูโนสึโบะ (Yunotsubo Street) ถนนคนเดินสองข้างทางที่ประดับประดาด้วยสถาปัตยกรรมบ้านไม้โบราณ ดัดแปลงเป็นร้านขายของแฮนด์เมด ของที่ระลึก ขนมขึ้นชื่อ เช่น โรลเค้ก B-Speak บอมบ์คร็อกเก้ และร้านชาเขียว ต่อเนื่องไปยัง ยูฟุอิน โฟลรัล วิลเลจ (Yufuin Floral Village) หมู่บ้านจำลองสไตล์คอทส์โวลส์ของอังกฤษแสนน่ารัก ปลายสุดของถนนจะเชื่อมกับ ทะเลสาบคินรินโกะ (Lake Kinrin) ทะเลสาบขนาดเล็กที่พิเศษตรงที่มีน้ำพุร้อนธรรมชาติไหลมารวมกับน้ำเย็นใต้ทะเลสาบ ส่งผลให้ในยามเช้าฤดูหนาวจะมีไอน้ำลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำเป็นม่านหมอกสีขาวแลดูคล้ายดินแดนในเทพนิยาย การเดินทาง: นั่งรถไฟด่วนขบวนพิเศษสุดหรู "Yufuin no Mori" (ป่าแห่งยูฟุอิน) จากสถานี Hakata Station (Fukuoka) ไปลงที่สถานี JR Yufuin Station ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 15 นาที จากนั้นเดินเท้าตรงเข้าสู่ย่านช้อปปิ้งได้ทันที เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการตลอดวัน ร้านค้าและคาเฟ่ทั่วไปจะเปิดบริการช่วง 09:00 - 17:30 น. (แนะนำให้ไปถึงช่วงสายๆ และหลีกเลี่ยงช่วงค่ำเนื่องจากร้านค้าปิดเร็ว) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินเที่ยวชมบริเวณเมือง ทะเลสาบ และหมู่บ้าน Floral Village (สำหรับออนเซ็นสาธารณะและบ่อแช่เท้าจะมีค่าบริการประมาณ 200 - 1,000 เยน)
🏛️ ที่เที่ยว
ตลาดอะเมะโยโกะ (Ameyoko Market) หรือชื่อเต็มว่า "อะเมะยารสึโบะ" (Ameya Yokocho) เป็นตลาดนัดกลางแจ้งสไตล์สตรีทฟู้ดและแหล่งค้าปลีก-ส่งที่คึกคักที่สุดในโตเกียว ทอดยาวขนานไปตามใต้สะพานทางรถไฟยกระดับระหว่างสถานี JR Ueno และสถานี JR Okachimachi ย้อนประวัติศาสตร์ไปในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ตลาดแห่งนี้เริ่มต้นจากการเป็น "ตลาดมืด" (Black Market) ที่ขายสินค้านำเข้าจากอเมริกา โดยเฉพาะขนมหวานและลูกอม ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ "Ameya Yokocho" (ตรอกร้านขายลูกอม) และต่อมาได้ขยายตัวเป็นแหล่งขายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาย่อมเยาในปัจจุบัน ปัจจุบัน ตลาดอะเมะโยโกะเปรียบเสมือนศูนย์รวมความหลากหลายทางวัฒนธรรมและรสชาติ สองข้างทางอัดแน่นไปด้วยร้านค้าแผงลอยมากกว่า 400 ร้าน จำหน่ายสินค้าทุกประเภทตั้งแต่ของสด อาหารทะเล (เช่น ไข่ปลาแซลมอน ปูยักษ์ ปลาทูน่า) ผลไม้เสียบไม้หวานฉ่ำ เสื้อผ้าแฟชั่นแนวสตรีท รองเท้าแบรนด์เนมลดราคา ของเล่นโมเดล เครื่องสำอาง ไปจนถึงร้านขายยาและอาหารเสริมยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ตลอดแนวตลาดจะมีพ่อค้าแม่ค้าคอยส่งเสียงตะโกนเรียกลูกค้าด้วยภาษาญี่ปุ่นสำเนียงท้องถิ่นที่กระฉับกระเฉงดุดันเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารอิซากายะแบบเปิดโล่งและร้านสตรีทฟู้ดนานาชาติให้นั่งดื่มเบียร์จิบคู่กับของกินเล่นยามค่ำคืนในบรรยากาศกึ่งย้อนยุค การเดินทาง: สะดวกที่สุดโดยนั่งรถไฟ JR Yamanote Line ลงที่สถานี Ueno Station (ออกทางออก Central Exit) หรือสถานี Okachimachi Station แล้วเดินมุ่งหน้าเข้าสู่ซอยขนานใต้รางรถไฟได้ทันที เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10:00 - 20:00 น. (เวลาทำการจะขึ้นอยู่กับแต่ละร้านค้า บางร้านอาหารสดอาจเปิดเช้ากว่านั้น และร้านอิซากายะส่วนใหญ่จะเปิดบริการถึงค่ำเวลา 22:00 - 23:00 น.) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินเที่ยวชมและสัมผัสบรรยากาศตลาด
🏛️ ที่เที่ยว
ศาลเจ้าเมจิ (Meiji Jingu) เป็นศาลเจ้าชินโตที่ยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดในกรุงโตเกียว สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1920 เพื่ออุทิศถวายแด่ดวงวิญญาณของจักรพรรดิเมจิ (Emperor Meiji) และจักรพรรดินีโชเก็ง (Empress Shoken) ผู้ทรงมีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปและนำพาประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมและอารยธรรมสมัยใหม่ พื้นที่อันเงียบสงบแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงที่คึกคัก แต่กลับได้รับการโอบล้อมด้วยป่าทึบอุดมสมบูรณ์ที่ปลูกขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ โดยมีต้นไม้มากกว่า 100,000 ต้น จากการบริจาคของประชาชนทั่วประเทศญี่ปุ่นในเวลานั้น เมื่อเดินผ่านเสาประตูโทริอิไม้ขนาดใหญ่ยักษ์ที่ทำจากไม้สนซีดาร์อายุกว่า 1,500 ปีเข้ามา บรรยากาศรอบตัวจะเปลี่ยนเป็นความเงียบสงบและร่มรื่นทันที ทางเดินหินกรวดกรุบกรับพาเราตรงเข้าสู่เขตชั้นในของศาลเจ้า อาคารหลักสร้างด้วยไม้ไซเปรสญี่ปุ่นโบราณตามสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง นักท่องเที่ยวและชาวญี่ปุ่นนิยมเดินทางมาขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล การเรียน การงาน และความรัก และมักจะได้พบเห็นการจัดพิธีแต่งงานแบบชินโตดั้งเดิม (Shinto Wedding) ที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวและครอบครัวสวมชุดกิโมโนโบราณเดินแห่ขบวนอย่างงดงาม การเดินทาง: นั่งรถไฟ JR Yamanote Line ลงที่สถานี Harajuku Station แล้วใช้ทางออก Omotesando Exit จะพบทางเข้าศาลเจ้าอยู่ติดกับสถานี หรือนั่งรถไฟใต้ดินสาย Chiyoda Line / Fukutoshin Line ลงที่สถานี Meiji-jingumae Station เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกดิน (เวลาปรับเปลี่ยนทุกเดือนตามฤดูกาล ปกติอยู่ระหว่าง 05:00 - 18:00 น.) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับบริเวณศาลเจ้าทั่วไป (สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าชมสวนชั้นใน Meiji Jingu Inner Garden เพื่อชมดอกไอริสบานสะพรั่งในช่วงเดือนมิถุนายน จะมีค่าบำรุงรักษาสวน 500 เยน)
🏛️ ที่เที่ยว
วัดคิโยมิซุ-เดระ (Kiyomizu-dera) หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า "วัดน้ำใส" เป็นวัดพุทธนิกายฮอสโซโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาโอโตวะ (Mt. Otowa) ทางทิศตะวันออกของเมืองเกียวโต ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1994 วัดนี้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 778 โดยพระภิกษุเอนชิน จุดเด่นที่มีชื่อเสียงระดับโลกคือ วิหารหลัก (Hondo) ที่สร้างโครงสร้างระเบียงไม้ยื่นออกไปเหนือหน้าผาสูง 13 เมตร โดยใช้ท่อนซุงขนาดใหญ่มาเข้าสลักยึดกันแบบโบราณโดยไม่ได้ใช้ตะปูเลยแม้แต่ตัวเดียว เป็นสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่งและทนทานต่อภัยธรรมชาติมาหลายศตวรรษ ด้านล่างของวิหารหลักเป็นที่ตั้งของ น้ำตกโอโตวะ (Otowa Waterfall) สายน้ำธรรมชาติศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลแยกออกเป็นสามสาย นักท่องเที่ยวนิยมต่อคิวเพื่อใช้กระบวยด้ามยาวรองน้ำดื่มเพื่อขอพร โดยแต่ละสายมีความเชื่อต่างกันคือ สายแรกเพื่อความสำเร็จในการศึกษา สายที่สองเพื่อความรักและการแต่งงาน และสายที่สามเพื่อสุขภาพที่ดีและอายุยืนยาว นอกจากนี้ภายในบริเวณวัดยังมีศาลเจ้าจิชู (Jishu Shrine) ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการขอพรความรัก มีหินลองรักสองก้อนตั้งห่างกัน หากใครสามารถปิดตาแล้วเดินจากหินก้อนหนึ่งไปชนอีกก้อนหนึ่งได้ เชื่อว่าจะสมหวังในความรัก การเดินทาง: จากสถานีรถไฟ Kyoto Station นั่งรถบัสประจำทางสาย 100 หรือ 206 ลงที่ป้าย Gojo-zaka หรือ Kiyomizu-michi จากนั้นเดินเท้าขึ้นเนินไปตามถนนนิเนนซากะและซันเนนซากะประมาณ 10-15 นาที เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06:00 - 18:00 น. (ช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะมีงานเปิดไฟประดับรอบค่ำ Night Illumination ซึ่งจะขยายเวลาเปิดถึง 21:30 น.) ค่าเข้าชม: ค่าเข้าชมภายในวิหารหลักและระเบียงไม้ราคา 500 เยนสำหรับผู้ใหญ่ และ 200 เยนสำหรับเด็กประถมและมัธยม (พื้นที่ภายนอกวัดสามารถเดินชมได้ฟรี)
🏛️ ที่เที่ยว
ปราสาทคุมาโมโตะ (Kumamoto Castle) เป็นหนึ่งในสามปราสาทที่ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองคุมาโมโตะ เกาะคิวชู สร้างขึ้นเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1607 โดยไดเมียว คาโตะ คิโยมาสะ (Kato Kiyomasa) ขุนศึกผู้มีชื่อเสียงด้านวิศวกรรมสถาปัตยกรรมทหาร ปราสาทนี้ขึ้นชื่อในเรื่องระบบป้องกันทางทหารที่เป็นเลิศ โดยเฉพาะแนวกำแพงหินทรงลาดเอียงที่สูงชันและลื่นไหลซึ่งรู้จักกันในชื่อ "มูชาะกาเอชิ" (Musha-gaeshi) ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูรวมถึงนินจาสามารถปีนขึ้นมาสู่ตัวปราสาทได้ ตัวปราสาทหลักได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในจังหวัดคุมาโมโตะเมื่อปี ค.ศ. 2016 ส่งผลให้กำแพงหินถล่มลงมาและกระเบื้องหลังคาแตกกระจาย รัฐบาลญี่ปุ่นและประชาชนได้ร่วมมือกันบูรณะอาคารหอคอยหลัก (Tenshukaku) ครั้งใหญ่ด้วยเทคโนโลยีลดแรงสั่นสะเทือนสมัยใหม่จนเสร็จสมบูรณ์และเปิดให้เข้าชมภายในอีกครั้งในปี ค.ศ. 2021 ภายในจัดแสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์เชิงโต้ตอบอันทันสมัย และจุดชมวิวชั้นบนสุดสามารถมองเห็นวิวเมืองคุมาโมโตะได้แบบ 360 องศา ตลอดบริเวณปราสาทปลูกต้นซากุระกว่า 800 ต้น ซึ่งเมื่อบานสะพรั่งสีชมพูตัดกับกำแพงหินสีดำเทาจะสวยงามน่าเกรงขามอย่างยิ่ง การเดินทาง: นั่งรถไฟชินคันเซ็น (Kyushu Shinkansen) ลงที่สถานี Kumamoto Station จากนั้นต่อรถรางไฟฟ้า Kumamoto City Tram ลงที่สถานี Kumamotojo-mae แล้วเดินเท้าต่อประมาณ 10-15 นาทีเพื่อเข้าสู่ลานปราสาท เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09:00 - 17:00 น. (เข้าชมรอบสุดท้ายเวลา 16:30 น. ปิดให้บริการช่วงเทศกาลปีใหม่ตั้งแต่วันที่ 29 - 31 ธันวาคม) ค่าเข้าชม: ค่าเข้าชมตัวอาคารปราสาทหลักสำหรับผู้ใหญ่ราคา 800 เยน สำหรับเด็กนักเรียนประถมและมัธยมต้นราคา 300 เยน และเด็กเล็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์เข้าชมฟรี
🏛️ ที่เที่ยว
ถนนนิเนนซาก้า (Ninenzaka) และถนนซันเนนซาก้า (Sannenzaka) เป็นเนินลาดเดินปูหินโบราณที่เป็นเส้นทางแสวงบุญเชื่อมต่อจากเขตย่านเกดเก่ากิอองมุ่งสู่วัดคิโยมิซุเดระ (วัดน้ำใส) ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในถนนคนเดินที่สวยงามและคงความเป็นญี่ปุ่นดั้งเดิมไว้ได้ดีที่สุดในเกียวโต ชื่อของเนินมีความหมายเชื่อมโยงกับความเชื่อโบราณ เช่น เนินสองปี (Ninenzaka) และ เนินสามปี (Sannenzaka) ซึ่งเชื่อกันว่าหากใครลื่นล้มที่เนินนี้จะมีเคราะห์ร้ายหรืออายุสั้นลง 2-3 ปี จึงต้องเดินอย่างระมัดระวังและมีสติ แต่ในอีกแง่หนึ่ง เนินเหล่านี้ก็สื่อถึงการมาอธิษฐานขอพรให้คลอดบุตรได้อย่างปลอดภัย สองข้างเนินประดับไปด้วยบ้านเรือนไม้เก่าแก่อายุกว่าร้อยปี สถาปัตยกรรมสไตล์เกียวโตโบราณที่ทำด้วยไม้สีเข้มและผนังกระดาษ ปัจจุบันเปิดเป็นร้านจำหน่ายของที่ระลึกหัตถกรรมพื้นเมือง ร้านพัดชาเขียวมัทฉะ คาเฟ่สไตล์ย้อนยุค และร้านเช่าชุดกิโมโน ซึ่งเป็นกิจกรรมยอดนิยมของนักท่องเที่ยวในการสวมชุดกิโมโนเดินเล่นถ่ายรูปบนถนนสายนี้ ไฮไลต์พิเศษของถนนคือร้าน Starbucks Coffee สาขา Ninenzaka Yasaka Chaya ซึ่งดัดแปลงจากบ้านไม้โบราณอายุกว่า 100 ปี และเป็นสาขาเดียวในโลกที่มีการนั่งจิบกาแฟบนเสื่อทาทามิแบบดั้งเดิม การเดินทาง: นั่งรถบัสประจำทางจากสถานี Kyoto Station สาย 100 หรือ 206 ลงป้าย Kiyomizu-michi หรือ Gojo-zaka จากนั้นเดินเท้าต่อเข้าสู่ทางขึ้นเนินประมาณ 5-7 นาที เวลาเปิด-ปิด: พื้นที่ถนนเปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง (ร้านค้าส่วนใหญ่เปิดให้บริการเวลา 09:00 - 18:00 น. แนะนำให้มาเดินเล่นช่วงเช้าตรู่ก่อน 08:30 น. หากต้องการหลีกเลี่ยงความแออัดของนักท่องเที่ยว) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินเที่ยวชมย่านถนนโบราณทั้งหมด