🌸 เว็บรีวิวท่องเที่ยวญี่ปุ่น โดยคนไทย สำหรับคนไทย
กรองตาม: ✕ ล้างตัวกรอง

ผลการค้นหา "ฟรี"

พบ 51 สถานที่

โรงแรมออนเซ็น เบปปุ 🏨 ที่พัก
📍 เบปปุ

โรงแรมออนเซ็น เบปปุ

โรงแรมออนเซ็นขนาดใหญ่วิวเมืองและทะเล สระออนเซ็นหลายแบบ น้ำทะเลสาบหมุนเวียน การเดินทาง: นั่งรถไฟ JR Nippo Main Line ลงสถานี Beppu Station แล้วนั่งรถรับส่งของโรงแรม (ฟรี จองล่วงหน้าได้) หรือนั่งแท็กซี่ประมาณ 10 นาที

ย่านอากิฮาบาระ 🛍️ ช้อปปิ้ง
📍 โตเกียว

ย่านอากิฮาบาระ

ย่านอากิฮาบาระ (Akihabara Electric Town) หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกสั้นๆ ว่า "อากิบะ" (Akiba) เป็นย่านที่มีชื่อเสียงระดับโลกในฐานะศูนย์รวมเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ย้อนกลับไปหลังสงครามโลกครั้งที่สอง อากิฮาบาระเริ่มต้นจากการเป็นตลาดมืดขายชิ้นส่วนวิทยุและสายไฟ ก่อนจะพัฒนาเป็นแหล่งรวมร้านค้าปลีกและส่งสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกประเภท จนกระทั่งช่วงทศวรรษที่ 1990 ย่านนี้ได้ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ครั้งใหญ่จนกลายเป็นเมกกะหรือสวรรค์ของกลุ่มคนรักวัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่น ทั้งอนิเมะ มังงะ เกม ฟิกเกอร์โมเดล และคอสเพลย์ ภายในย่านรายล้อมไปด้วยตึกร้านค้าขนาดยักษ์ เช่น Yodobashi Camera, Mandarake, Animate และตึกวิทยุอาคิฮาบาระ (Akihabara Radio Kaikan) ที่จำหน่ายสินค้าหายากและอุปกรณ์ไอทีชั้นนำ นอกจากนี้ย่านนี้ยังเป็นแหล่งกำเนิดของ "เมดคาเฟ่" (Maid Cafe) คาเฟ่บริการโดยบริกรสาวในชุดเมดที่คอยมอบความบันเทิงและรอยยิ้ม และร้านเกมเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่วัยรุ่นนิยมมาประลองฝีมือ การเดินทาง: นั่งรถไฟ JR Yamanote Line, JR Chuo-Sobu Line หรือรถไฟใต้ดินสาย Hibiya Line ลงสถานี Akihabara Station แล้วเดินออกทางประตู Electric Town Exit ก็จะถึงใจกลางย่านทันที เวลาเปิด-ปิด: เปิดตลอดทั้งวัน ร้านค้าส่วนใหญ่เปิดบริการช่วง 10:00 - 20:00 น. (ในวันอาทิตย์จะมีการปิดถนนสายหลัก Chuo-dori ให้เป็นถนนคนเดินช่วงบ่าย) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินชมบรรยากาศในย่านทั่วไป

ย่านอากิฮาบาระ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 โตเกียว

ย่านอากิฮาบาระ

ย่านอากิฮาบาระ (Akihabara Electric Town) หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกสั้นๆ ว่า "อากิบะ" (Akiba) เป็นย่านที่มีชื่อเสียงระดับโลกในฐานะศูนย์รวมเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ย้อนกลับไปหลังสงครามโลกครั้งที่สอง อากิฮาบาระเริ่มต้นจากการเป็นตลาดมืดขายชิ้นส่วนวิทยุและสายไฟ ก่อนจะพัฒนาเป็นแหล่งรวมร้านค้าปลีกและส่งสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกประเภท จนกระทั่งช่วงทศวรรษที่ 1990 ย่านนี้ได้ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ครั้งใหญ่จนกลายเป็นเมกกะหรือสวรรค์ของกลุ่มคนรักวัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่น ทั้งอนิเมะ มังงะ เกม ฟิกเกอร์โมเดล และคอสเพลย์ ภายในย่านรายล้อมไปด้วยตึกร้านค้าขนาดยักษ์ เช่น Yodobashi Camera, Mandarake, Animate และตึกวิทยุอาคิฮาบาระ (Akihabara Radio Kaikan) ที่จำหน่ายสินค้าหายากและอุปกรณ์ไอทีชั้นนำ นอกจากนี้ย่านนี้ยังเป็นแหล่งกำเนิดของ "เมดคาเฟ่" (Maid Cafe) คาเฟ่บริการโดยบริกรสาวในชุดเมดที่คอยมอบความบันเทิงและรอยยิ้ม และร้านเกมเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่วัยรุ่นนิยมมาประลองฝีมือ การเดินทาง: นั่งรถไฟ JR Yamanote Line, JR Chuo-Sobu Line หรือรถไฟใต้ดินสาย Hibiya Line ลงสถานี Akihabara Station แล้วเดินออกทางประตู Electric Town Exit ก็จะถึงใจกลางย่านทันที เวลาเปิด-ปิด: เปิดตลอดทั้งวัน ร้านค้าส่วนใหญ่เปิดบริการช่วง 10:00 - 20:00 น. (ในวันอาทิตย์จะมีการปิดถนนสายหลัก Chuo-dori ให้เป็นถนนคนเดินช่วงบ่าย) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินชมบรรยากาศในย่านทั่วไป

ย่านช้อปปิ้งชินไซบาชิ 🛍️ ช้อปปิ้ง
📍 โอซาก้า

ย่านช้อปปิ้งชินไซบาชิ

ย่านช้อปปิ้งชินไซบาชิ (Shinsaibashi Shopping Street) หรือชินไซบาชิ筋 เป็นถนนคนเดินช้อปปิ้งที่มีหลังคาคลุมที่ยาวและมีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองโอซาก้า ตลอดความยาวกว่า 600 เมตรของถนนสายนี้เรียงรายไปด้วยร้านค้ามากกว่า 180 ร้าน ดึงดูดนักช้อปทั้งชาวญี่ปุ่นและต่างชาติเข้ามาสัญจรนับแสนคนต่อวัน ย่านนี้มีประวัติย้อนไปถึงยุคเอโดะ ค.ศ. 1622 โดยเริ่มต้นจากการเป็นย่านการค้าขายผ้าและเครื่องประดับ ก่อนจะพัฒนาเป็นศูนย์กลางแฟชั่นในปัจจุบัน ภายในย่านมีสินค้าครบทุกประเภทตั้งแต่นาฬิกาหรูและแบรนด์แฟชั่นระดับไฮเอนด์ (เช่น Chanel, Gucci, Dior) ไปจนถึงเสื้อผ้าแบรนด์สตรีทชั้นนำอย่าง Uniqlo, GU, Zara และร้านขายยาและเครื่องสำอาง (Drug Stores) ขนาดยักษ์ที่เป็นมิตรกับกระเป๋าตังค์นักท่องเที่ยว ตลอดเส้นทางยังมีร้านขนม คาเฟ่ชาเขียวมัทฉะ และร้านขายทาโกะยากิตั้งอยู่ตลอดทาง โดยปลายสุดของถนนสายนี้จะเชื่อมต่อโดยตรงกับสะพานเอบิสึ (Ebisu Bridge) และย่านของกินโดทงโบริ การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินสาย Midosuji Line หรือ Nagahori Tsurumi-ryokuchi Line ลงสถานี Shinsaibashi Station แล้วใช้ทางออกที่เชื่อมต่อตรงเข้าสู่ถนนช้อปปิ้งชินไซบาชิได้ทันที เวลาเปิด-ปิด: เปิดตลอดทั้งวัน ร้านค้าส่วนใหญ่เปิดบริการช่วง 11:00 - 20:30 น. (ทางเดินเปิดให้บริการตลอดเวลาและมีหลังคากันฝนอย่างดี) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินเที่ยวชมย่านช้อปปิ้งทั่วไป

ย่านช้อปปิ้ง ชินไซบาชิ 🛍️ ช้อปปิ้ง
📍 โอซาก้า

ย่านช้อปปิ้ง ชินไซบาชิ

ย่านช้อปปิ้งชินไซบาชิ (Shinsaibashi Shopping Street) หรือชินไซบาชิ筋 เป็นถนนคนเดินช้อปปิ้งที่มีหลังคาคลุมที่ยาวและมีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองโอซาก้า ตลอดความยาวกว่า 600 เมตรของถนนสายนี้เรียงรายไปด้วยร้านค้ามากกว่า 180 ร้าน ดึงดูดนักช้อปทั้งชาวญี่ปุ่นและต่างชาติเข้ามาสัญจรนับแสนคนต่อวัน ย่านนี้มีประวัติย้อนไปถึงยุคเอโดะ ค.ศ. 1622 โดยเริ่มต้นจากการเป็นย่านการค้าขายผ้าและเครื่องประดับ ก่อนจะพัฒนาเป็นศูนย์กลางแฟชั่นในปัจจุบัน ภายในย่านมีสินค้าครบทุกประเภทตั้งแต่นาฬิกาหรูและแบรนด์แฟชั่นระดับไฮเอนด์ (เช่น Chanel, Gucci, Dior) ไปจนถึงเสื้อผ้าแบรนด์สตรีทชั้นนำอย่าง Uniqlo, GU, Zara และร้านขายยาและเครื่องสำอาง (Drug Stores) ขนาดยักษ์ที่เป็นมิตรกับกระเป๋าตังค์นักท่องเที่ยว ตลอดเส้นทางยังมีร้านขนม คาเฟ่ชาเขียวมัทฉะ และร้านขายทาโกะยากิตั้งอยู่ตลอดทาง โดยปลายสุดของถนนสายนี้จะเชื่อมต่อโดยตรงกับสะพานเอบิสึ (Ebisu Bridge) และย่านของกินโดทงโบริ การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินสาย Midosuji Line หรือ Nagahori Tsurumi-ryokuchi Line ลงสถานี Shinsaibashi Station แล้วใช้ทางออกที่เชื่อมต่อตรงเข้าสู่ถนนช้อปปิ้งชินไซบาชิได้ทันที เวลาเปิด-ปิด: เปิดตลอดทั้งวัน ร้านค้าส่วนใหญ่เปิดบริการช่วง 11:00 - 20:30 น. (ทางเดินเปิดให้บริการตลอดเวลาและมีหลังคากันฝนอย่างดี) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินเที่ยวชมย่านช้อปปิ้งทั่วไป

ตลาดอะเมะ-โยโก 🛍️ ช้อปปิ้ง
📍 โตเกียว

ตลาดอะเมะ-โยโก

ตลาดอะเมะโยโกะ (Ameyoko Market) หรือชื่อเต็มว่า "อะเมะยารสึโบะ" (Ameya Yokocho) เป็นตลาดนัดกลางแจ้งสไตล์สตรีทฟู้ดและแหล่งค้าปลีก-ส่งที่คึกคักที่สุดในโตเกียว ทอดยาวขนานไปตามใต้สะพานทางรถไฟยกระดับระหว่างสถานี JR Ueno และสถานี JR Okachimachi ย้อนประวัติศาสตร์ไปในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ตลาดแห่งนี้เริ่มต้นจากการเป็น "ตลาดมืด" (Black Market) ที่ขายสินค้านำเข้าจากอเมริกา โดยเฉพาะขนมหวานและลูกอม ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ "Ameya Yokocho" (ตรอกร้านขายลูกอม) และต่อมาได้ขยายตัวเป็นแหล่งขายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาย่อมเยาในปัจจุบัน ปัจจุบัน ตลาดอะเมะโยโกะเปรียบเสมือนศูนย์รวมความหลากหลายทางวัฒนธรรมและรสชาติ สองข้างทางอัดแน่นไปด้วยร้านค้าแผงลอยมากกว่า 400 ร้าน จำหน่ายสินค้าทุกประเภทตั้งแต่ของสด อาหารทะเล (เช่น ไข่ปลาแซลมอน ปูยักษ์ ปลาทูน่า) ผลไม้เสียบไม้หวานฉ่ำ เสื้อผ้าแฟชั่นแนวสตรีท รองเท้าแบรนด์เนมลดราคา ของเล่นโมเดล เครื่องสำอาง ไปจนถึงร้านขายยาและอาหารเสริมยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ตลอดแนวตลาดจะมีพ่อค้าแม่ค้าคอยส่งเสียงตะโกนเรียกลูกค้าด้วยภาษาญี่ปุ่นสำเนียงท้องถิ่นที่กระฉับกระเฉงดุดันเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารอิซากายะแบบเปิดโล่งและร้านสตรีทฟู้ดนานาชาติให้นั่งดื่มเบียร์จิบคู่กับของกินเล่นยามค่ำคืนในบรรยากาศกึ่งย้อนยุค การเดินทาง: สะดวกที่สุดโดยนั่งรถไฟ JR Yamanote Line ลงที่สถานี Ueno Station (ออกทางออก Central Exit) หรือสถานี Okachimachi Station แล้วเดินมุ่งหน้าเข้าสู่ซอยขนานใต้รางรถไฟได้ทันที เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10:00 - 20:00 น. (เวลาทำการจะขึ้นอยู่กับแต่ละร้านค้า บางร้านอาหารสดอาจเปิดเช้ากว่านั้น และร้านอิซากายะส่วนใหญ่จะเปิดบริการถึงค่ำเวลา 22:00 - 23:00 น.) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินเที่ยวชมและสัมผัสบรรยากาศตลาด

ตลาดอะเมะ-โยโกะ 🛍️ ช้อปปิ้ง
📍 โตเกียว

ตลาดอะเมะ-โยโกะ

ตลาดอะเมะโยโกะ (Ameyoko Market) หรือชื่อเต็มว่า "อะเมะยารสึโบะ" (Ameya Yokocho) เป็นตลาดนัดกลางแจ้งสไตล์สตรีทฟู้ดและแหล่งค้าปลีก-ส่งที่คึกคักที่สุดในโตเกียว ทอดยาวขนานไปตามใต้สะพานทางรถไฟยกระดับระหว่างสถานี JR Ueno และสถานี JR Okachimachi ย้อนประวัติศาสตร์ไปในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ตลาดแห่งนี้เริ่มต้นจากการเป็น "ตลาดมืด" (Black Market) ที่ขายสินค้านำเข้าจากอเมริกา โดยเฉพาะขนมหวานและลูกอม ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ "Ameya Yokocho" (ตรอกร้านขายลูกอม) และต่อมาได้ขยายตัวเป็นแหล่งขายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาย่อมเยาในปัจจุบัน ปัจจุบัน ตลาดอะเมะโยโกะเปรียบเสมือนศูนย์รวมความหลากหลายทางวัฒนธรรมและรสชาติ สองข้างทางอัดแน่นไปด้วยร้านค้าแผงลอยมากกว่า 400 ร้าน จำหน่ายสินค้าทุกประเภทตั้งแต่ของสด อาหารทะเล (เช่น ไข่ปลาแซลมอน ปูยักษ์ ปลาทูน่า) ผลไม้เสียบไม้หวานฉ่ำ เสื้อผ้าแฟชั่นแนวสตรีท รองเท้าแบรนด์เนมลดราคา ของเล่นโมเดล เครื่องสำอาง ไปจนถึงร้านขายยาและอาหารเสริมยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ตลอดแนวตลาดจะมีพ่อค้าแม่ค้าคอยส่งเสียงตะโกนเรียกลูกค้าด้วยภาษาญี่ปุ่นสำเนียงท้องถิ่นที่กระฉับกระเฉงดุดันเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารอิซากายะแบบเปิดโล่งและร้านสตรีทฟู้ดนานาชาติให้นั่งดื่มเบียร์จิบคู่กับของกินเล่นยามค่ำคืนในบรรยากาศกึ่งย้อนยุค การเดินทาง: สะดวกที่สุดโดยนั่งรถไฟ JR Yamanote Line ลงที่สถานี Ueno Station (ออกทางออก Central Exit) หรือสถานี Okachimachi Station แล้วเดินมุ่งหน้าเข้าสู่ซอยขนานใต้รางรถไฟได้ทันที เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10:00 - 20:00 น. (เวลาทำการจะขึ้นอยู่กับแต่ละร้านค้า บางร้านอาหารสดอาจเปิดเช้ากว่านั้น และร้านอิซากายะส่วนใหญ่จะเปิดบริการถึงค่ำเวลา 22:00 - 23:00 น.) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินเที่ยวชมและสัมผัสบรรยากาศตลาด

ศาลเจ้าสุมิโยชิ ไทฉะ ⛩️ วัด & ศาลเจ้า
📍 โอซาก้า

ศาลเจ้าสุมิโยชิ ไทฉะ

ศาลเจ้าสุมิโยชิ ไทฉะ (Sumiyoshi Taisha) เป็นหนึ่งในศาลเจ้าชินโตที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองโอซาก้า ศาลเจ้านี้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 211 (ก่อนการเผยแผ่พุทธศาสนาเข้าสู่ญี่ปุ่น) เป็นศาลเจ้าประธานของศาลเจ้าสุมิโยชิทั้งหมดกว่า 2,300 แห่งทั่วประเทศ อุทิศให้แก่เทพเจ้าสุมิโยชิซันจิน ซึ่งเป็นเทพแห่งการปกป้องการเดินทางทางทะเลและการนำพาโชคลาภความสำเร็จ สถาปัตยกรรมหลักของศาลเจ้าเป็นสไตล์ดั้งเดิมแท้ๆ ที่เรียกว่า สุมิโยชิ-ซึคุริ (Sumiyoshi-zukuri) ซึ่งโดดเด่นด้วยหลังคาทรงตรงเรียบง่ายและทาสีแดงชาดงดงาม โดยปราศจากอิทธิพลของสถาปัตยกรรมแบบจีนและเอเชียแผ่นดินใหญ่ จุดไฮไลต์ยอดนิยมของนักท่องเที่ยวคือ สะพานโค้งสีแดงไทโกะบาชิ (Taikobashi Bridge หรือสะพานโซริบาชิ) ซึ่งพาดผ่านบ่อน้ำหน้าทางเข้าศาลเจ้า มีความชันสูงถึง 44 องศา เชื่อกันว่าการเดินข้ามสะพานนี้จะช่วยชำระล้างสิ่งชั่วร้ายและจิตใจให้บริสุทธิ์ก่อนเข้าพบเทพเจ้า นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม "หินห้า-เจ็ด-เก้า" (Omokaru Stone) ในสวนด้านใน ซึ่งเป็นหินพยากรณ์ความสมหวังหากอธิษฐานแล้วยกหินได้เบากว่าที่คาดไว้ การเดินทาง: นั่งรถไฟสาย Nankai Main Line จากสถานี Namba Station ลงที่สถานี Sumiyoshitaisha Station แล้วเดินเท้าต่อประมาณ 3 นาที หรือนั่งรถรางสาย Hankai Tramway ลงที่สถานี Sumiyoshi-Torii-mae เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06:00 - 17:00 น. (เวลาปิดอาจขยายออกไปในช่วงเทศกาลปีใหม่) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับพื้นที่บริเวณวัดและศาลเจ้าทั้งหมด

ย่านฮาราจูกุ ทาเคชิตะ 🛍️ ช้อปปิ้ง
📍 โตเกียว

ย่านฮาราจูกุ ทาเคชิตะ

ถนนทาเคชิตะ (Takeshita Street) เป็นถนนคนเดินขนาดเล็กระยะทางประมาณ 350 เมตร ตั้งอยู่ในย่านฮาราจูกุ กรุงโตเกียว ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกในฐานะศูนย์กลางของ "คาวาอี้คัลเจอร์" (Kawaii Culture) และเป็นแหล่งกำเนิดแฟชั่นวัยรุ่นญี่ปุ่นที่หลุดโลกและล้ำสมัย ถนนสายนี้เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 โดยกลายเป็นจุดนัดพบของกลุ่มเยาวชนผู้รักในความอิสระและต้องการแสดงออกผ่านเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่แปลกใหม่ เช่น แฟชั่นโลลิต้า (Lolita), พังก์กอธิก (Gothic Punk), และสตรีทสไตล์จัดจ้าน ตลอดสองข้างทางอันแน่นเอี้ยดไปด้วยร้านค้าเสื้อผ้าแฟชั่นราคาประหยัด ร้านจำหน่ายเครื่องประดับสุดน่ารัก ร้านสินค้าไอดอล คอสเพลย์ และร้านกิ๊ฟช็อปแฮนด์เมด เมนูยอดนิยมระดับตำนานที่ทุกคนที่มาเยือนต้องลิ้มลองคือ "เครปญี่ปุ่น" (Harajuku Crepe) แผ่นแป้งบางม้วนห่อวิปครีมหนานุ่ม ไอศกรีม และผลไม้สด ซึ่งมีร้านคู่แข่งตั้งอยู่ตรงข้ามกันอย่าง Marion Crepes และ Angels Heart คอยดึงดูดใจ นอกจากนี้ยังมีร้านขนมสายรุ้ง คาเฟ่สัตว์เลี้ยงสุดแปลก (เช่น คาเฟ่นกฮูก คาเฟ่หมูแคระ) และร้านค้าไดโซะ (Daiso) ขนาดยักษ์ที่เป็นสวรรค์ของการช้อปปิ้งของวัยรุ่น การเดินทาง: นั่งรถไฟ JR Yamanote Line ลงที่สถานี Harajuku Station แล้วเดินออกทางออก Takeshita Exit จะพบทางเข้าถนนและป้ายไฟต้อนรับ LED ขนาดใหญ่อยู่ฝั่งตรงข้ามทางออกสถานีทันที เวลาเปิด-ปิด: ถนนเปิดตลอด 24 ชั่วโมง (ร้านค้าส่วนใหญ่เปิดบริการช่วงเวลา 10:00 - 20:00 น. ช่วงบ่ายวันเสาร์-อาทิตย์จะเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนและวัยรุ่นเดินทางมาหนาแน่นที่สุด) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินเที่ยวชมถนนคนเดินทั่วไป

ปราสาทฟุกุโอกะ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 ฟุกุโอกะ

ปราสาทฟุกุโอกะ

ซากปราสาทฟุกุโอกะท่ามกลางสวนซากุระงดงาม วิวเมืองฟุกุโอกะจากยอดเขา เดินเที่ยวได้ฟรี การเดินทาง: นั่งรถไฟสาย Fukuoka City Subway Kuko Line ลงสถานี Akasaka Station แล้วเดินเท้าประมาณ 10 นาที หรือนั่งรถบัส Nishitetsu ลงป้าย Ohori Koen

คาเฟ่ คอฟฟี่ วาลทซ์ ☕ คาเฟ่
📍 นาโกย่า

คาเฟ่ คอฟฟี่ วาลทซ์

คาเฟ่เก่าแก่สไตล์ Kissaten ดั้งเดิมของนาโกย่า กาแฟมอร์นิ่ง Nagoya-style ขนมปังหนาฟรี การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินสาย Higashiyama/Meijo Line ลงสถานี Sakae Station แล้วเดินเท้าประมาณ 3 นาที

ภูเขาไฟฟูจิ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 โตเกียว

ภูเขาไฟฟูจิ

ภูเขาไฟฟูจิ (Mount Fuji) หรือในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า "ฟูจิซัง" เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่นด้วยความสูง 3,776 เมตรจากระดับน้ำทะเล ตั้งคร่อมอยู่ระหว่างจังหวัดยามานาชิและชิซูโอกะ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 2013 ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และแหล่งบันดาลใจทางศิลปะที่สำคัญของญี่ปุ่นมาหลายศตวรรษ ภูเขาไฟลูกนี้เป็นประเภทภูเขาไฟสลับชั้น (Stratovolcano) ที่มีรูปทรงกรวยสมมาตรที่สวยงามและสมบูรณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และยอดเขาจะปกคลุมด้วยหิมะสีขาวสะอาดตาเกือบตลอดทั้งปี สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป จุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิที่เป็นที่นิยมมากที่สุดคือรอบๆ ทะเลสาบทั้งห้าของฟูจิ (Fujigoko) โดยเฉพาะทะเลสาบคาวากุจิโกะ (Lake Kawaguchiko) และเจดีย์ชูเรโตะ (Chureito Pagoda) ซึ่งจะให้ภาพทิวทัศน์เจดีย์สีแดงห้าชั้นคู่กับภูเขาไฟฟูจิที่มีหิมะปกคลุมยอดเป็นฉากหลังอย่างวิจิตรตระการตา สำหรับสายผจญภัย ในแต่ละปีช่วงฤดูร้อน (ต้นเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนกันยายน) เส้นทางปีนเขาจะเปิดอย่างเป็นทางการให้นักเดินป่าจากทั่วโลกได้มาท้าทายตนเองเพื่อปีนขึ้นสู่ยอดเขาไปชมแสงแรกของวันประทีปแห่งชัยชนะ (Goraiko) เหนือทะเลหมอก การเดินทาง: จากโตเกียว (สถานี Shinjuku) สามารถนั่งรถไฟด่วนขบวนพิเศษ Fuji Excursion ตรงสู่งสถานี Kawaguchiko Station ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง หรือนั่งรถบัสทางด่วน Highway Bus จากสถานี Shinjuku Expressway Bus Terminal ตรงสู่ Kawaguchiko ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 45 น. เวลาเปิด-ปิด: พื้นที่ธรรมชาติภายนอกชมวิวได้ตลอด 24 ชั่วโมง (ศูนย์ข้อมูลการท่องเที่ยวและจุดแวะพัก Fuji 5th Station เปิดให้บริการช่วงกลางวัน 08:30 - 17:00 น. ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและการเปิดถนน) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการชมวิวรอบนอกภูเขาไฟทั่วไป (ในกรณีเดินเท้าปีนขึ้นสู่ยอดเขา จะมีค่าบำรุงรักษาภูเขาไฟฟูจิภาคสมัครใจท่านละ 1,000 เยน)