พบ 38 สถานที่
🏛️ ที่เที่ยว
ป่าไผ่อาราชิยามะเป็นทางเดินผ่านป่าไผ่สูงใหญ่ที่เสียงลมพัดผ่านไผ่สร้างเสียงดนตรีธรรมชาติ เป็นหนึ่งในภาพที่ถ่ายมากที่สุดของญี่ปุ่น
🏛️ ที่เที่ยว
ซาโอ ออนเซ็นเป็นสกีรีสอร์ทและออนเซ็นบนภูเขาซาโอ มีปรากฏการณ์ 'ต้นไม้ผี' (เจ็ทสึฮโยะ) ในฤดูหนาวที่ต้นสนถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งจนกลายเป็นประติมากรรมธรรมชาติ
🏛️ ที่เที่ยว
ภูเขาไฟฟูจิ (Mount Fuji) หรือในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า "ฟูจิซัง" เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่นด้วยความสูง 3,776 เมตรจากระดับน้ำทะเล ตั้งคร่อมอยู่ระหว่างจังหวัดยามานาชิและชิซูโอกะ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 2013 ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และแหล่งบันดาลใจทางศิลปะที่สำคัญของญี่ปุ่นมาหลายศตวรรษ ภูเขาไฟลูกนี้เป็นประเภทภูเขาไฟสลับชั้น (Stratovolcano) ที่มีรูปทรงกรวยสมมาตรที่สวยงามและสมบูรณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และยอดเขาจะปกคลุมด้วยหิมะสีขาวสะอาดตาเกือบตลอดทั้งปี สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป จุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิที่เป็นที่นิยมมากที่สุดคือรอบๆ ทะเลสาบทั้งห้าของฟูจิ (Fujigoko) โดยเฉพาะทะเลสาบคาวากุจิโกะ (Lake Kawaguchiko) และเจดีย์ชูเรโตะ (Chureito Pagoda) ซึ่งจะให้ภาพทิวทัศน์เจดีย์สีแดงห้าชั้นคู่กับภูเขาไฟฟูจิที่มีหิมะปกคลุมยอดเป็นฉากหลังอย่างวิจิตรตระการตา สำหรับสายผจญภัย ในแต่ละปีช่วงฤดูร้อน (ต้นเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนกันยายน) เส้นทางปีนเขาจะเปิดอย่างเป็นทางการให้นักเดินป่าจากทั่วโลกได้มาท้าทายตนเองเพื่อปีนขึ้นสู่ยอดเขาไปชมแสงแรกของวันประทีปแห่งชัยชนะ (Goraiko) เหนือทะเลหมอก การเดินทาง: จากโตเกียว (สถานี Shinjuku) สามารถนั่งรถไฟด่วนขบวนพิเศษ Fuji Excursion ตรงสู่งสถานี Kawaguchiko Station ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง หรือนั่งรถบัสทางด่วน Highway Bus จากสถานี Shinjuku Expressway Bus Terminal ตรงสู่ Kawaguchiko ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 45 น. เวลาเปิด-ปิด: พื้นที่ธรรมชาติภายนอกชมวิวได้ตลอด 24 ชั่วโมง (ศูนย์ข้อมูลการท่องเที่ยวและจุดแวะพัก Fuji 5th Station เปิดให้บริการช่วงกลางวัน 08:30 - 17:00 น. ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและการเปิดถนน) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการชมวิวรอบนอกภูเขาไฟทั่วไป (ในกรณีเดินเท้าปีนขึ้นสู่ยอดเขา จะมีค่าบำรุงรักษาภูเขาไฟฟูจิภาคสมัครใจท่านละ 1,000 เยน)
🏛️ ที่เที่ยว
คินคาคุจิ (Kinkaku-ji) วัดทองคำ เป็นชื่อเรียกทั่วไปของวัด Rokuon-ji ซึ่งเป็นวัดในนิกายเซน Rinzai ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกียวโต ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1994 ในฐานะส่วนหนึ่งของอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์แห่งเกียวโตโบราณ ร่วมกับวัดและศาลเจ้าสำคัญอีกหลายแห่ง จุดเริ่มต้นของวัดนี้มาจากการที่โชกุน Ashikaga Yoshimitsu สร้างคฤหาสน์พักผ่อนขึ้นในปี ค.ศ. 1397 หลังจากท่านเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1408 ตามความประสงค์ของท่าน คฤหาสน์ถูกดัดแปลงเป็นวัดพุทธ อาคารหลักซึ่งเป็นที่มาของชื่อ "วัดทองคำ" คือศาลาสามชั้นที่ชั้นบนสองชั้นถูกปิดด้วยทองคำเปลวทั้งหมด สถาปัตยกรรมของอาคารแสดงถึงการผสมผสานสามยุคในอาคารเดียว ชั้นแรกซึ่งไม่ปิดทอง สร้างในสไตล์ Shinden-zukuri แบบที่อยู่อาศัยของขุนนางในยุคเฮอัน ใช้เป็นห้องรับรอง ชั้นสองสร้างในสไตล์ Buke หรือสไตล์ที่อยู่อาศัยของซามูไร เป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นพระโพธิสัตว์ และชั้นสามสร้างในสไตล์สถาปัตยกรรมวัดเซนแบบจีน เป็นห้องสำหรับพิธีกรรมทางศาสนา อาคารปัจจุบันเป็นโครงสร้างที่สร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1955 หลังจากอาคารดั้งเดิมถูกวางเพลิงในปี ค.ศ. 1950 โดยพระหนุ่มที่มีปัญหาทางจิตเวช ในปี ค.ศ. 1987 มีการบุทองคำเปลวใหม่ทั้งหมดโดยใช้เทคนิคที่ทำให้ทองคำมีความหนาเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าจากเดิม ทำให้ความเงางามของทองคำที่เห็นในปัจจุบันมีความคงทนมากขึ้น บนยอดหลังคามีรูปปั้นนกฟีนิกซ์ทองคำ หรือ Hou-ou ซึ่งเป็นนกในตำนานจีนที่ปรากฏเฉพาะในยุคสันติสุขและความเจริญรุ่งเรือง สื่อถึงความปรารถนาของผู้สร้างที่ต้องการให้ยุคของตนเป็นยุคทอง บ่อน้ำ Kyoko-chi หรือ "บึงกระจกทอง" ที่อยู่ด้านหน้าวัด เป็นองค์ประกอบสำคัญของการออกแบบ เมื่อผิวน้ำสงบจะสะท้อนภาพวัดทองคำลงมาอย่างสมบูรณ์แบบ ภายในบึงมีโขดหินและเกาะเล็กๆ ที่จัดวางตามคติความเชื่อเรื่องเขาพระสุเมรุและสวรรค์ในพุทธศาสนา สวนรอบวัดเป็นสวนภูมิทัศน์แบบ Muromachi ซึ่งเป็นรูปแบบสวนที่ได้รับความนิยมในศตวรรษที่ 14-16 เน้นการจัดวางต้นไม้และหินให้ดูเป็นธรรมชาติ มีต้นสน Rikushu-no-Matsu อายุกว่า 600 ปีที่ถูกตัดแต่งเป็นรูปทรงเรือ ซึ่งสื่อถึงเรือสมบัติในตำนาน ค่าเข้าชม 500 เยน เปิด 9.00-17.00 น. ทุกวัน เดินทางโดยรถบัสจากสถานีเกียวโตสาย 101 หรือ 205 ลงป้าย Kinkakuji-michi คินคาคุจิจึงเป็นสถานที่ที่สะท้อนความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมของยุค Muromachi ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด
🏛️ ที่เที่ยว
สวนฮามาริคิว (Hamarikyu Gardens) เป็นสวนสาธารณะและสวนภูมิทัศน์แบบญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ตั้งอยู่ริมอ่าวโตเกียว ใจกลางย่านธุรกิจชิโอโดเมะ สวนนี้มีประวัติศาสตร์อันยาวนานตั้งแต่ต้นยุคเอโดะ ค.ศ. 1654 โดยเริ่มต้นจากการเป็นที่ประทับพักผ่อนและลานล่าเป็ดส่วนพระองค์ของโชกุนตระกูลโทคุงาวะ ความโดดเด่นอย่างมากทางภูมิสถาปัตย์ของสวนนี้คือเป็นสวนสาธารณะเพียงแห่งเดียวในโตเกียวที่มีสระน้ำน้ำเค็ม "ชินจิโนะอิเกะ" (Shioiri-no-ike) ซึ่งมีการขุดช่องระบายน้ำต่อเชื่อมกับอ่าวโตเกียวโดยตรง เพื่อใช้ประโยชน์จากกลไกน้ำขึ้นน้ำลงตามธรรมชาติในการเปลี่ยนระดับน้ำและปรับเปลี่ยนทัศนียภาพของผิวน้ำในสระ ตรงใจกลางสระน้ำเป็นที่ตั้งของ "อาคารน้ำชา Nakajima" (Nakajima no Ochaya) บ้านไม้น้ำชาสไตล์ญี่ปุ่นโบราณที่เชื่อมโยงด้วยสะพานไม้ซีดาร์ยาว นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปนั่งพักผ่อน จิบชาเขียวมัทฉะรสเข้มข้นคู่กับขนมหวานญี่ปุ่นดั้งเดิม (Wagashi) พลางชมภาพสะท้อนอันน่าทึ่งระหว่างสวนป่าสีเขียวขจีโบราณกับตึกระฟ้ากระจกเงาสูงตระหง่านล้ำยุคของย่านชิโอโดเมะที่โอบล้อมรอบตัวสวน นอกจากนี้ภายในสวนยังมีต้นสนดำอายุกว่า 300 ปีที่ได้รับการตัดแต่งอย่างประณีต และสวนดอกคอสมอสที่จะบานเต็มท้องทุ่งเหลืองอร่ามในฤดูใบไม้ร่วง การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินสาย Oedo Line ลงสถานี Shiodome Station หรือสถานี Tsukijishijo Station แล้วเดินเท้าต่อประมาณ 5-7 นาที หรือสามารถนั่งเรือโดยสารทางน้ำ Tokyo Water Bus จากอาซากุซะมาลงเทียบท่าที่ท่าเรือภายในสวนได้โดยตรง เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09:00 - 17:00 น. (เข้าชมรอบสุดท้ายเวลา 16:30 น. และปิดให้บริการช่วงปีใหม่ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม ถึง 1 มกราคมของทุกปี) ค่าเข้าชม: ค่าตั๋วเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่และบุคคลทั่วไปราคา 300 เยน และสำหรับผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปราคา 150 เยน (เด็กนักเรียนประถมและเด็กที่อาศัยอยู่ในโตเกียวเข้าชมฟรี)
🏛️ ที่เที่ยว
สวนนารา (Nara Park) เป็นพื้นที่สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองนารา อดีตเมืองหลวงแห่งแรกของญี่ปุ่นในยุค Nara Period (ค.ศ. 710-794) สวนแห่งนี้มีพื้นที่กว่า 660 เฮกตาร์ และเป็นที่ตั้งของกลุ่มอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO จุดที่ทำให้สวนนาราโดดเด่นที่สุดคือฝูงกวางป่าซิกะ (Sika Deer) จำนวนกว่า 1,200 ตัวที่อาศัยอยู่อย่างเสรีในพื้นที่สวน กวางเหล่านี้ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะ "สมบัติของชาติทางธรรมชาติ" (Natural Treasure) มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1957 ตามตำนานความเชื่อของศาสนาชินโต เทพเจ้า Takemikazuchi-no-Mikoto ได้เสด็จมายังนาราโดยทรงกวางสีขาว ทำให้กวางกลายเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้า Kasuga Taisha กวางในสวนนาราคุ้นเคยกับมนุษย์เป็นอย่างมาก เนื่องจากได้รับอาหารจากนักท่องเที่ยวมาเป็นเวลานาน ร้านค้าที่ได้รับอนุญาตจะจำหน่ายขนม Shika Senbei ซึ่งเป็นข้าวเกรียบไม่ปรุงรสที่ทำขึ้นเฉพาะสำหรับกวาง พฤติกรรมที่น่าสนใจคือกวางบางตัวจะโค้งคำนับก่อนรับขนม ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เรียนรู้จากการตอบสนองของนักท่องเที่ยว ภายในสวนนาราเป็นที่ตั้งของวัดโทไดจิ (Todai-ji) ซึ่งสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 752 ตามพระราชโองการของจักรพรรดิ Shomu เพื่อเป็นศูนย์กลางของวัดในเครือข่ายทั่วประเทศ อาคาร Daibutsuden หรือ "หอพระใหญ่" เป็นอาคารไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปไดบุตสึ ซึ่งเป็นรูปปั้นพระพุทธรูปไวโรจนะทองสัมฤทธิ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น อีกสถานที่สำคัญคือศาลเจ้า Kasuga Taisha ซึ่งก่อตั้งในปี ค.ศ. 768 มีเส้นทางเดินที่ประดับด้วยตะเกียงหินกว่า 2,000 ดวงและตะเกียงทองสัมฤทธิ์กว่า 1,000 ดวง บางส่วนมีอายุย้อนไปถึงยุค Heian ตะเกียงเหล่านี้จะถูกจุดในเทศกาล Mantoro ที่จัดขึ้นปีละสองครั้งในเดือนกุมภาพันธ์และสิงหาคม สวนนารายังเป็นจุดชมซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีที่สำคัญ ช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนซากุระจะบานทั่วสวน ส่วนช่วงเดือนพฤศจิกายนต้นเมเปิ้ลและแปะก๊วยจะเปลี่ยนเป็นสีแดงและทอง สร้างความสวยงามที่แตกต่างกันในแต่ละฤดูกาล การเดินทางมาสวนนาราสะดวกมากจากเกียวโตหรือโอซาก้า โดยนั่งรถไฟสาย JR Nara Line หรือ Kintetsu Nara Line ลงสถานี JR Nara หรือ Kintetsu Nara แล้วเดินต่ออีก 5-15 นาที สวนเปิดให้เข้าชมตลอดเวลาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ส่วนการเข้าชมพระพุทธรูปไดบุตสึมีค่าเข้าชม 600 เยน เปิด 7.30-17.30 น. ในฤดูร้อนและ 8.00-17.00 น. ในฤดูหนาว
🏛️ ที่เที่ยว
วัดเรียวอันจิ (Ryoan-ji Temple) เป็นวัดพุทธนิกายเซนสาขารินไซที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในเกียวโต ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1994 เดิมทีสถานที่นี้เคยเป็นคฤหาสน์หรูของตระกูลขุนนางโฮโซกาวะ ก่อนจะถูกดัดแปลงเป็นวัดพุทธในปี ค.ศ. 1450 จุดเด่นระดับโลกที่ดึงดูดผู้แสวงหาความสงบและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกคือ "สวนหินคาสุย" (Karesansui) หรือสวนหินแห้งเซนที่มีชื่อเสียงและลึกลับที่สุดในโลก สวนหินนี้จัดวางอยู่บนลานกรวดสีขาวรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดประมาณ 248 ตารางเมตร ล้อมรอบด้วยกำแพงดินโบราณสีน้ำตาลเข้ม ภายในลานกรวดมีการจัดวางหินขนาดใหญ่และเล็กจำนวน 15 ก้อน จัดกลุ่มรวมกันเป็น 5 กลุ่มเหนือกองมอสสีเขียว เคล็ดลับอันน่าทึ่งของการจัดวางตามหลักเซนโบราณคือ ไม่ว่าคุณจะนั่งพิจารณาสวนนี้จากมุมใดบนระเบียงไม้ของวิหาร คุณจะสามารถมองเห็นหินได้เพียง 14 ก้อนพร้อมกันเสมอ จะมีหินอีกหนึ่งก้อนถูกบดบังอยู่หลังหินก้อนอื่นในมุมสายตา เชื่อกันว่าสื่อนัยถึงปรัชญาเซนที่ว่า "มนุษย์ไม่มีวันมองเห็นความจริงและสัจธรรมทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์แบบด้วยตาเนื้อจนกว่าดวงตาแห่งปัญญาจะเปิดออก" นอกเหนือจากสวนหินแล้ว บริเวณรอบวัดยังมีสวนป่าธรรมชาติและบ่อน้ำโบราณขนาดใหญ่ที่มีสะพานหินพาดผ่านที่ร่มรื่นสวยงามมาก การเดินทาง: จากสถานีรถไฟ Kyoto Station นั่งรถบัสประจำทาง Kyoto City Bus สาย 50 ลงที่ป้าย Ryoanji-mae จะพบทางเข้าวัดตั้งอยู่หน้าป้ายรถบัสทันที หรือนั่งรถไฟสาย Keifuku Electric Railroad (Randen) ลงสถานี Ryoanji Station แล้วเดินเท้าต่อประมาณ 7 นาที เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ช่วงเดือนมีนาคม - พฤศจิกายน เปิดเวลา 08:00 - 17:00 น. และช่วงเดือนธันวาคม - กุมภาพันธ์ เปิดเวลา 08:30 - 16:30 น. ค่าเข้าชม: ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่และนักเรียนมัธยมปลายราคา 600 เยน สำหรับนักเรียนมัธยมต้นและประถมราคา 300 เยน และเด็กเล็กต่ำกว่าวัยเรียนเข้าชมฟรี
🏛️ ที่เที่ยว
พระพุทธรูปยักษ์ คามาคุระ ไดบุตสึ (Kamakura Daibutsu) เป็นพระพุทธรูปสำริดกลางแจ้งขนาดยักษ์ที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองคามาคุระ ตั้งอยู่ภายในวัดโคโตคุอิน (Kotoku-in Temple) จังหวัดคานางาวะ พระพุทธรูปองค์นี้มีชื่อทางการว่า พระอมิตาภพุทธะ (Amida Buddha) สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1252 ในยุคคามาคุระ มีความสูงประมาณ 11.3 เมตร (ถ้ารวมฐานจะสูง 13.35 เมตร) และมีน้ำหนักมากถึง 121 ตัน ถือเป็นพระพุทธรูปสำริดที่ใหญ่เป็นอันดับสองของญี่ปุ่นรองจากพระใหญ่ที่วัดโทไดจิในนารา ประวัติศาสตร์เล่าว่า เดิมทีพระพุทธรูปถูกประดิษฐานอยู่ภายในวิหารไม้ขนาดใหญ่ แต่ตัววิหารพังทลายลงหลายครั้งจากภัยธรรมชาติ ทั้งลมพายุไต้ฝุ่นในปี ค.ศ. 1334 และ ค.ศ. 1369 จนกระทั่งเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่และตามด้วยคลื่นยักษ์สึนามิพัดถล่มวิหารพังราบคาบในปี ค.ศ. 1498 นับแต่นั้นมาพระองค์จึงประดิษฐานอยู่กลางแจ้งท่ามกลางแดด ลม และหิมะอย่างสง่างามมาจนถึงปัจจุบัน ตัวองค์พระมีลักษณะกลวงด้านใน นักท่องเที่ยวสามารถจ่ายเงินค่าเข้าชมเพิ่มเติมจำนวนเล็กน้อยเพื่อเดินเข้าช่องประตูใต้ฐานไปชมโครงสร้างและการเชื่อมต่อแผ่นสำริดโบราณจากด้านในองค์พระพุทธรูปได้ การเดินทาง: จากสถานีรถไฟ Kamakura Station นั่งรถไฟสาย Enoden (Enoshima Electric Railway) ลงที่สถานี Hase Station แล้วเดินเท้าตรงไปตามถนนช้อปปิ้งมุ่งหน้าทิศเหนือประมาณ 7-10 นาที เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:00 - 17:30 น. (การเข้าชมภายในองค์พระเปิดเวลา 08:00 - 16:30 น.) ค่าเข้าชม: ค่าเข้าชมวัดโคโตคุอินราคา 300 เยนสำหรับผู้ใหญ่ และค่าเข้าชมภายในองค์พระพุทธรูปราคาเพียง 20 เยนเท่านั้น
🏛️ ที่เที่ยว
สวนชินจูกุ เกียวเอน (Shinjuku Gyoen National Garden) เป็นหนึ่งในสวนสาธารณะขนาดใหญ่และสวยงามที่สุดของกรุงโตเกียว ตั้งอยู่บริเวณเขตชินจูกุและชิบูย่า มีพื้นที่รวมกว่า 58.3 เฮกตาร์ เดิมเป็นที่ดินของตระกูลซามูไรในยุคเอโดะ ต่อมาถูกดัดแปลงเป็นสวนของราชวงศ์ในยุคเมจิ ก่อนจะเปิดเป็นสวนสาธารณะแห่งชาติให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมตั้งแต่ปี ค.ศ. 1949 จุดเด่นที่ทำให้สวนชินจูกุ เกียวเอนแตกต่างจากสวนญี่ปุ่นทั่วไปคือ การผสมผสานสวนสามรูปแบบไว้ในพื้นที่เดียวกัน ได้แก่ สวนภูมิทัศน์แบบฝรั่งเศส (French Formal Garden) ที่มีการจัดแปลงดอกไม้เป็นรูปทรงเรขาคณิตอย่างเป็นระเบียบ สวนภูมิทัศน์แบบอังกฤษ (English Landscape Garden) ที่มีสนามหญ้าโล่งกว้างและต้นไม้ใหญ่ และสวนญี่ปุ่นดั้งเดิม (Japanese Traditional Garden) ที่มีบ่อน้ำ สะพานไม้ และศาลาชมวิวตามแบบสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นโบราณ ในด้านพันธุ์ไม้ สวนนี้ขึ้นชื่อเรื่องต้นซากุระที่มีความหลากหลายมากกว่า 1,000 ต้น จากกว่า 65 สายพันธุ์ ทำให้ฤดูชมซากุระที่นี่ยาวนานกว่าที่อื่น เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมไปจนถึงปลายเดือนเมษายน โดยพันธุ์ Somei Yoshino สีขาวอมชมพูจะบานก่อน ตามด้วยพันธุ์ Yaezakura ดอกซ้อนสีชมพูเข้มที่บานทีหลังและบานได้นานกว่า นอกจากซากุระแล้ว สวนยังมีความสวยงามในทุกฤดูกาล ฤดูร้อนมีสนามหญ้าเขียวขจีให้นั่งพักผ่อน ฤดูใบไม้ร่วงมีต้นเมเปิ้ลและแปะก๊วยที่เปลี่ยนเป็นสีแดงและสีทอง และฤดูหนาวมีต้นสนเขียวตัดกับฟ้าใส ภายในสวนยังมีเรือนกระจก (Greenhouse) ขนาดใหญ่ที่ปลูกพืชเขตร้อนและกล้วยไม้หลากสายพันธุ์ เปิดให้เข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ข้อกำหนดที่สำคัญของสวนนี้คือ ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และห้ามเล่นกีฬาภายในสวน ทำให้บรรยากาศโดยรวมเงียบสงบและเหมาะสำหรับการพักผ่อนมากกว่าสวนสาธารณะทั่วไปอย่าง Ueno Park ที่อนุญาตให้จัดปาร์ตี้ฮานามิแบบดื่มสุราได้ ค่าเข้าชมสวนอยู่ที่ 500 เยนสำหรับผู้ใหญ่ เปิดให้บริการตั้งแต่ 9.00-16.00 น. (ปิดประตูเข้า 16.00 น. แต่อนุญาตให้อยู่ในสวนได้ถึง 16.30 น.) และปิดให้บริการในวันจันทร์ ยกเว้นช่วงฤดูซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีที่อาจเปิดทุกวัน การเดินทางสามารถเข้าทางประตู Shinjuku Gate ซึ่งใกล้กับสถานี Shinjuku Gyoenmae บนรถไฟใต้ดินสาย Marunouchi Line เพียงเดินไม่กี่นาที หรือเข้าทางประตู Okido Gate ใกล้สถานี Shinjuku San-chome สวนชินจูกุ เกียวเอนจึงเป็นสถานที่พักผ่อนใจกลางเมืองที่เหมาะสำหรับทุกฤดูกาล ทั้งสำหรับการปิกนิก เดินเล่น หรือถ่ายภาพธรรมชาติ
🏛️ ที่เที่ยว
ศาลเจ้านิกโก โทโชงุ (Nikko Toshogu Shrine) เป็นหนึ่งในศาลเจ้าชินโตที่วิจิตรอลังการและมีชื่อเสียงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในเมืองมัตสึในหุบเขานิกโก จังหวัดโทชิงิ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1999 ศาลเจ้านี้เป็นสุสานประดิษฐานวิญญาณของ โทคุงาวะ อิเอยาสุ (Tokugawa Ieyasu) ปฐมโชกุนผู้รวบรวมประเทศญี่ปุ่นให้เป็นปึกแผ่นและก่อตั้งรัฐบาลทหารเอโดะที่ปกครองประเทศยาวนานกว่า 250 ปี โครงสร้างสถาปัตยกรรมไม้ทาสีแดงและทองปิดทองคำเปลวกว่า 2.4 ล้านแผ่นแห่งนี้ มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับศาลเจ้าชินโตทั่วไปที่มักเน้นความเรียบง่ายสะท้อนธรรมชาติ โดยที่นี่มุ่งแสดงถึงอำนาจ บารมี และความร่ำรวยเกรียงไกรของตระกูลโทคุงาวะ จุดชมศิลปะแกะสลักไม้ที่โด่งดังระดับโลกภายในศาลเจ้าได้แก่ ประตูโยเมมง (Yomeimon Gate) หรือ "ประตูแสงอาทิตย์ยามเย็น" ซึ่งประดับด้วยลวดลายแกะสลักสัตว์มงคล เทพเจ้า และมังกรกิเลนรวมกว่า 500 ชิ้นที่มีรายละเอียดสูงจนผู้เข้าชมสามารถยืนพิจารณาได้ทั้งวันไม่มีเบื่อ อีกสัญลักษณ์ยอดนิยมคือ ภาพแกะสลักลิงสามตัว (Three Wise Monkeys) ในอากัปกิริยา ปิดหู ปิดตา ปิดปาก ซึ่งสื่อถึงคำสอนทางพุทธปรัชญาในการหลีกเลี่ยงสิ่งไม่ดี และ ภาพแกะสลักแมวหลับ (Nemuri-neko) ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้คานประตูทางเข้าสู่สุสานป่าสนด้านหลัง สื่อถึงสันติภาพอันเงียบสงบในแผ่นดินญี่ปุ่นยามไร้สงคราม การเดินทาง: นั่งรถไฟด่วนขบวนพิเศษ Tobu Limited Express จากสถานี Asakusa ในโตเกียว ตรงสู่สถานี Tobu-Nikko Station ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นต่อรถบัสประจำทาง Nikko World Heritage Bus ลงป้าย Toshogu Shrine แล้วเดินเท้าต่อประมาณ 3 นาที เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ช่วงเดือนเมษายน - ตุลาคม เปิดเวลา 08:00 - 17:00 น. และช่วงเดือนพฤศจิกายน - มีนาคม เปิดเวลา 08:00 - 16:00 น. (เข้าชมรอบสุดท้ายก่อนเวลาปิด 30 นาที) ค่าเข้าชม: ตั๋วเข้าชมศาลเจ้าสำหรับผู้ใหญ่ราคา 1,300 เยน และสำหรับนักเรียนประถมและมัธยมต้นราคา 450 เยน (สามารถซื้อบัตรคอมโบรวมพิพิธภัณฑ์ศิลปะโบราณได้ในราคา 2,100 เยน)
🏛️ ที่เที่ยว
ย่านยูฟุอิน (Yufuin Onsen) เป็นเมืองรีสอร์ทออนเซ็นชนบทขนาดเล็กอันแสนเงียบสงบและมีเสน่ห์ ตั้งอยู่ในจังหวัดโออิตะ บนเกาะคิวชู ได้รับการโหวตจากคนญี่ปุ่นให้เป็นหนึ่งในเมืองออนเซ็นในฝันที่น่ามาเยือนที่สุด เมืองนี้ถูกโอบล้อมไปด้วยธรรมชาติอันเขียวขจีและมีภูเขายูฟุดาเกะ (Mt. Yufudake) สองยอดสูงตระหง่านเป็นฉากหลังอย่างยิ่งใหญ่ ยูฟุอินโดดเด่นตรงที่อนุรักษ์วิถีชีวิตดั้งเดิมแบบกึ่งโบราณ ไม่สร้างอาคารหรือโรงแรมสูงบดบังทัศนียภาพ และมุ่งเน้นสไตล์คาเฟ่ แกลเลอรี่ศิลปะ และสวนดอกไม้น่ารัก สถานที่ท่องเที่ยวไฮไลต์คือ ถนนช้อปปิ้งยูโนสึโบะ (Yunotsubo Street) ถนนคนเดินสองข้างทางที่ประดับประดาด้วยสถาปัตยกรรมบ้านไม้โบราณ ดัดแปลงเป็นร้านขายของแฮนด์เมด ของที่ระลึก ขนมขึ้นชื่อ เช่น โรลเค้ก B-Speak บอมบ์คร็อกเก้ และร้านชาเขียว ต่อเนื่องไปยัง ยูฟุอิน โฟลรัล วิลเลจ (Yufuin Floral Village) หมู่บ้านจำลองสไตล์คอทส์โวลส์ของอังกฤษแสนน่ารัก ปลายสุดของถนนจะเชื่อมกับ ทะเลสาบคินรินโกะ (Lake Kinrin) ทะเลสาบขนาดเล็กที่พิเศษตรงที่มีน้ำพุร้อนธรรมชาติไหลมารวมกับน้ำเย็นใต้ทะเลสาบ ส่งผลให้ในยามเช้าฤดูหนาวจะมีไอน้ำลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำเป็นม่านหมอกสีขาวแลดูคล้ายดินแดนในเทพนิยาย การเดินทาง: นั่งรถไฟด่วนขบวนพิเศษสุดหรู "Yufuin no Mori" (ป่าแห่งยูฟุอิน) จากสถานี Hakata Station (Fukuoka) ไปลงที่สถานี JR Yufuin Station ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 15 นาที จากนั้นเดินเท้าตรงเข้าสู่ย่านช้อปปิ้งได้ทันที เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการตลอดวัน ร้านค้าและคาเฟ่ทั่วไปจะเปิดบริการช่วง 09:00 - 17:30 น. (แนะนำให้ไปถึงช่วงสายๆ และหลีกเลี่ยงช่วงค่ำเนื่องจากร้านค้าปิดเร็ว) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินเที่ยวชมบริเวณเมือง ทะเลสาบ และหมู่บ้าน Floral Village (สำหรับออนเซ็นสาธารณะและบ่อแช่เท้าจะมีค่าบริการประมาณ 200 - 1,000 เยน)
🏛️ ที่เที่ยว
วัดคิโยมิซุ-เดระ (Kiyomizu-dera) หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า "วัดน้ำใส" เป็นวัดพุทธนิกายฮอสโซโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาโอโตวะ (Mt. Otowa) ทางทิศตะวันออกของเมืองเกียวโต ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1994 วัดนี้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 778 โดยพระภิกษุเอนชิน จุดเด่นที่มีชื่อเสียงระดับโลกคือ วิหารหลัก (Hondo) ที่สร้างโครงสร้างระเบียงไม้ยื่นออกไปเหนือหน้าผาสูง 13 เมตร โดยใช้ท่อนซุงขนาดใหญ่มาเข้าสลักยึดกันแบบโบราณโดยไม่ได้ใช้ตะปูเลยแม้แต่ตัวเดียว เป็นสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่งและทนทานต่อภัยธรรมชาติมาหลายศตวรรษ ด้านล่างของวิหารหลักเป็นที่ตั้งของ น้ำตกโอโตวะ (Otowa Waterfall) สายน้ำธรรมชาติศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลแยกออกเป็นสามสาย นักท่องเที่ยวนิยมต่อคิวเพื่อใช้กระบวยด้ามยาวรองน้ำดื่มเพื่อขอพร โดยแต่ละสายมีความเชื่อต่างกันคือ สายแรกเพื่อความสำเร็จในการศึกษา สายที่สองเพื่อความรักและการแต่งงาน และสายที่สามเพื่อสุขภาพที่ดีและอายุยืนยาว นอกจากนี้ภายในบริเวณวัดยังมีศาลเจ้าจิชู (Jishu Shrine) ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการขอพรความรัก มีหินลองรักสองก้อนตั้งห่างกัน หากใครสามารถปิดตาแล้วเดินจากหินก้อนหนึ่งไปชนอีกก้อนหนึ่งได้ เชื่อว่าจะสมหวังในความรัก การเดินทาง: จากสถานีรถไฟ Kyoto Station นั่งรถบัสประจำทางสาย 100 หรือ 206 ลงที่ป้าย Gojo-zaka หรือ Kiyomizu-michi จากนั้นเดินเท้าขึ้นเนินไปตามถนนนิเนนซากะและซันเนนซากะประมาณ 10-15 นาที เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06:00 - 18:00 น. (ช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะมีงานเปิดไฟประดับรอบค่ำ Night Illumination ซึ่งจะขยายเวลาเปิดถึง 21:30 น.) ค่าเข้าชม: ค่าเข้าชมภายในวิหารหลักและระเบียงไม้ราคา 500 เยนสำหรับผู้ใหญ่ และ 200 เยนสำหรับเด็กประถมและมัธยม (พื้นที่ภายนอกวัดสามารถเดินชมได้ฟรี)