🌸 เว็บรีวิวท่องเที่ยวญี่ปุ่น โดยคนไทย สำหรับคนไทย
กรองตาม: ✕ ล้างตัวกรอง

ผลการค้นหา "ประวัติศาสตร์"

พบ 33 สถานที่

ย่านกิออง 🏛️ ที่เที่ยว
📍 เกียวโต

ย่านกิออง

ย่านกิออง (Gion District) เป็นย่านประวัติศาสตร์โบราณที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าศาลเจ้ายาซากะ (Yasaka Shrine) ทางทิศตะวันออกของเมืองเกียวโต ได้รับการยอมรับว่าเป็น "ย่านเกอิชา" (Geisha District) ที่มีชื่อเสียงและสมบูรณ์ที่สุดของญี่ปุ่น ย้อนกลับไปในยุคกลาง ย่านนี้เริ่มต้นจากการเป็นจุดพักแรมและร้านน้ำชาเพื่อต้อนรับผู้แสวงบุญที่เดินทางมาสักการะศาลเจ้า ก่อนจะพัฒนาสู่ย่านศิลปวัฒนธรรมที่มีความหรูหราประณีตในเวลาต่อมา เมื่อเดินเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายหลัก ฮานามิโคจิ (Hanamikoji Street) คุณจะได้พบกับภาพทัศนียภาพของบ้านไม้โบราณที่เรียกว่า "มาจิยะ" (Machiya) ซึ่งได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างวิจิตรบรรจงสองข้างทาง ปัจจุบันบ้านไม้เหล่านี้ได้ดัดแปลงเป็นร้านอาหารระดับพรีเมียมและร้านน้ำชาโบราณ (Ochaya) ในช่วงยามเย็นเวลากลางวันและค่ำคืน นักท่องเที่ยวอาจมีโอกาสได้พบเห็น เกอิโกะ (Geiko - เกอิชาของเกียวโต) และ ไมโกะ (Maiko - เกอิชาฝึกหัด) ในชุดกิโมโนเต็มยศและทาหน้าสีขาว สวมเกี๊ยะไม้เดินรีบเร่งไปทำงานตามร้านน้ำชา อย่างไรก็ตาม ย่านนี้มีกฎระเบียบที่เข้มงวดเพื่อความเป็นส่วนตัวของเกอิชา ห้ามนักท่องเที่ยววิ่งไล่ตามหรือแตะต้องตัวพวกเธอ และมีป้ายห้ามถ่ายรูปในตรอกส่วนบุคคลบางจุด การเดินทาง: นั่งรถไฟด่วนสาย Keihan Main Line ลงที่สถานี Gion-Shijo Station แล้วเดินเท้าต่อประมาณ 3-5 นาที หรือนั่งรถบัสประจำทางสาย 100, 206 จากสถานี Kyoto Station ลงที่ป้าย Gion เวลาเปิด-ปิด: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง (ร้านอาหารและร้านน้ำชาส่วนใหญ่จะเปิดบริการช่วง 17:00 - 22:00 น. บรรยากาศยามเย็นที่มีแสงโคมไฟประดับจะสวยงามโรแมนติกที่สุด) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินชมบรรยากาศถนนโบราณทั่วไป

คลองโอตารุ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 ฮอกไกโด

คลองโอตารุ

คลองโอตารุ (Otaru Canal) เป็นคลองประวัติศาสตร์อันแสนโรแมนติกและเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองโอตารุ เกาะฮอกไกโด คลองนี้สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1923 เพื่อใช้เป็นเส้นทางลำเลียงสินค้าจากเรือใหญ่ในอ่าวเข้าสู่โกดังริมน้ำ ในอดีตเป็นศูนย์กลางการค้าชายฝั่งที่คึกคักอย่างมาก จนกระทั่งเทคโนโลยีการขนส่งทันสมัยขึ้น คลองแห่งนี้จึงได้ปรับปรุงรูปแบบมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนในช่วงปี ค.ศ. 1980 โดยมีการถมคลองครึ่งหนึ่งเพื่อทำถนนคนเดินและตกแต่งด้วยโคมไฟแก๊สโบราณริมน้ำ บรรยากาศริมคลองสวยงามแตกต่างกันไปในแต่ละฤดูกาล ในฤดูหนาวคลองจะปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลนตัดกับผิวน้ำ และจะมีการจัดเทศกาล "Otaru Snow Light Path" ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยชาวเมืองจะลอยเทียนแก้วเหนือน้ำและปั้นหิมะติดไฟสลักเสลาตามริมทางเดิน ยามค่ำคืนไฟแก๊สริมคลองจะส่องสว่างสะท้อนภาพโกดังอิฐแดงเก่าแก่ที่ปัจจุบันถูกดัดแปลงเป็นร้านอาหาร คาเฟ่ และแกลเลอรี่ทำให้อบอุ่นละมุนตา การเดินทาง: นั่งรถไฟ JR Hakodate Line ลงสถานี Otaru Station จากนั้นเดินตรงจากหน้าสถานีลงเนินมุ่งสู่ชายฝั่งทะเลประมาณ 8-10 นาที (ระยะทางประมาณ 800 เมตร) จะพบคลองโอตารุตั้งอยู่ติดถนนริมอ่าว เวลาเปิด-ปิด: พื้นที่ริมทางเดินเปิดตลอด 24 ชั่วโมง (เรือล่องคลอง Otaru Canal Cruise เปิดบริการช่วง 11:00 - 20:00 น. ขึ้นกับสภาพอากาศ) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินชมวิวริมคลองและถ่ายรูปทั่วไป (หากต้องการล่องเรือชมวิว Otaru Canal Cruise จะมีค่าบริการประมาณ 1,500 - 2,000 เยนต่อคน)

หมู่บ้านหิมะโอตารุ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 ฮอกไกโด

หมู่บ้านหิมะโอตารุ

คลองโอตารุ (Otaru Canal) เป็นคลองประวัติศาสตร์อันแสนโรแมนติกและเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองโอตารุ เกาะฮอกไกโด คลองนี้สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1923 เพื่อใช้เป็นเส้นทางลำเลียงสินค้าจากเรือใหญ่ในอ่าวเข้าสู่โกดังริมน้ำ ในอดีตเป็นศูนย์กลางการค้าชายฝั่งที่คึกคักอย่างมาก จนกระทั่งเทคโนโลยีการขนส่งทันสมัยขึ้น คลองแห่งนี้จึงได้ปรับปรุงรูปแบบมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนในช่วงปี ค.ศ. 1980 โดยมีการถมคลองครึ่งหนึ่งเพื่อทำถนนคนเดินและตกแต่งด้วยโคมไฟแก๊สโบราณริมน้ำ บรรยากาศริมคลองสวยงามแตกต่างกันไปในแต่ละฤดูกาล ในฤดูหนาวคลองจะปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลนตัดกับผิวน้ำ และจะมีการจัดเทศกาล "Otaru Snow Light Path" ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยชาวเมืองจะลอยเทียนแก้วเหนือน้ำและปั้นหิมะติดไฟสลักเสลาตามริมทางเดิน ยามค่ำคืนไฟแก๊สริมคลองจะส่องสว่างสะท้อนภาพโกดังอิฐแดงเก่าแก่ที่ปัจจุบันถูกดัดแปลงเป็นร้านอาหาร คาเฟ่ และแกลเลอรี่ทำให้อบอุ่นละมุนตา การเดินทาง: นั่งรถไฟ JR Hakodate Line ลงสถานี Otaru Station จากนั้นเดินตรงจากหน้าสถานีลงเนินมุ่งสู่ชายฝั่งทะเลประมาณ 8-10 นาที (ระยะทางประมาณ 800 เมตร) จะพบคลองโอตารุตั้งอยู่ติดถนนริมอ่าว เวลาเปิด-ปิด: พื้นที่ริมทางเดินเปิดตลอด 24 ชั่วโมง (เรือล่องคลอง Otaru Canal Cruise เปิดบริการช่วง 11:00 - 20:00 น. ขึ้นกับสภาพอากาศ) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินชมวิวริมคลองและถ่ายรูปทั่วไป (หากต้องการล่องเรือชมวิว Otaru Canal Cruise จะมีค่าบริการประมาณ 1,500 - 2,000 เยนต่อคน)

ย่านช้อปปิ้งชินไซบาชิ 🛍️ ช้อปปิ้ง
📍 โอซาก้า

ย่านช้อปปิ้งชินไซบาชิ

ย่านช้อปปิ้งชินไซบาชิ (Shinsaibashi Shopping Street) หรือชินไซบาชิ筋 เป็นถนนคนเดินช้อปปิ้งที่มีหลังคาคลุมที่ยาวและมีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองโอซาก้า ตลอดความยาวกว่า 600 เมตรของถนนสายนี้เรียงรายไปด้วยร้านค้ามากกว่า 180 ร้าน ดึงดูดนักช้อปทั้งชาวญี่ปุ่นและต่างชาติเข้ามาสัญจรนับแสนคนต่อวัน ย่านนี้มีประวัติย้อนไปถึงยุคเอโดะ ค.ศ. 1622 โดยเริ่มต้นจากการเป็นย่านการค้าขายผ้าและเครื่องประดับ ก่อนจะพัฒนาเป็นศูนย์กลางแฟชั่นในปัจจุบัน ภายในย่านมีสินค้าครบทุกประเภทตั้งแต่นาฬิกาหรูและแบรนด์แฟชั่นระดับไฮเอนด์ (เช่น Chanel, Gucci, Dior) ไปจนถึงเสื้อผ้าแบรนด์สตรีทชั้นนำอย่าง Uniqlo, GU, Zara และร้านขายยาและเครื่องสำอาง (Drug Stores) ขนาดยักษ์ที่เป็นมิตรกับกระเป๋าตังค์นักท่องเที่ยว ตลอดเส้นทางยังมีร้านขนม คาเฟ่ชาเขียวมัทฉะ และร้านขายทาโกะยากิตั้งอยู่ตลอดทาง โดยปลายสุดของถนนสายนี้จะเชื่อมต่อโดยตรงกับสะพานเอบิสึ (Ebisu Bridge) และย่านของกินโดทงโบริ การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินสาย Midosuji Line หรือ Nagahori Tsurumi-ryokuchi Line ลงสถานี Shinsaibashi Station แล้วใช้ทางออกที่เชื่อมต่อตรงเข้าสู่ถนนช้อปปิ้งชินไซบาชิได้ทันที เวลาเปิด-ปิด: เปิดตลอดทั้งวัน ร้านค้าส่วนใหญ่เปิดบริการช่วง 11:00 - 20:30 น. (ทางเดินเปิดให้บริการตลอดเวลาและมีหลังคากันฝนอย่างดี) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินเที่ยวชมย่านช้อปปิ้งทั่วไป

ย่านช้อปปิ้ง ชินไซบาชิ 🛍️ ช้อปปิ้ง
📍 โอซาก้า

ย่านช้อปปิ้ง ชินไซบาชิ

ย่านช้อปปิ้งชินไซบาชิ (Shinsaibashi Shopping Street) หรือชินไซบาชิ筋 เป็นถนนคนเดินช้อปปิ้งที่มีหลังคาคลุมที่ยาวและมีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองโอซาก้า ตลอดความยาวกว่า 600 เมตรของถนนสายนี้เรียงรายไปด้วยร้านค้ามากกว่า 180 ร้าน ดึงดูดนักช้อปทั้งชาวญี่ปุ่นและต่างชาติเข้ามาสัญจรนับแสนคนต่อวัน ย่านนี้มีประวัติย้อนไปถึงยุคเอโดะ ค.ศ. 1622 โดยเริ่มต้นจากการเป็นย่านการค้าขายผ้าและเครื่องประดับ ก่อนจะพัฒนาเป็นศูนย์กลางแฟชั่นในปัจจุบัน ภายในย่านมีสินค้าครบทุกประเภทตั้งแต่นาฬิกาหรูและแบรนด์แฟชั่นระดับไฮเอนด์ (เช่น Chanel, Gucci, Dior) ไปจนถึงเสื้อผ้าแบรนด์สตรีทชั้นนำอย่าง Uniqlo, GU, Zara และร้านขายยาและเครื่องสำอาง (Drug Stores) ขนาดยักษ์ที่เป็นมิตรกับกระเป๋าตังค์นักท่องเที่ยว ตลอดเส้นทางยังมีร้านขนม คาเฟ่ชาเขียวมัทฉะ และร้านขายทาโกะยากิตั้งอยู่ตลอดทาง โดยปลายสุดของถนนสายนี้จะเชื่อมต่อโดยตรงกับสะพานเอบิสึ (Ebisu Bridge) และย่านของกินโดทงโบริ การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินสาย Midosuji Line หรือ Nagahori Tsurumi-ryokuchi Line ลงสถานี Shinsaibashi Station แล้วใช้ทางออกที่เชื่อมต่อตรงเข้าสู่ถนนช้อปปิ้งชินไซบาชิได้ทันที เวลาเปิด-ปิด: เปิดตลอดทั้งวัน ร้านค้าส่วนใหญ่เปิดบริการช่วง 11:00 - 20:30 น. (ทางเดินเปิดให้บริการตลอดเวลาและมีหลังคากันฝนอย่างดี) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินเที่ยวชมย่านช้อปปิ้งทั่วไป

ตลาดอะเมะ-โยโก 🛍️ ช้อปปิ้ง
📍 โตเกียว

ตลาดอะเมะ-โยโก

ตลาดอะเมะโยโกะ (Ameyoko Market) หรือชื่อเต็มว่า "อะเมะยารสึโบะ" (Ameya Yokocho) เป็นตลาดนัดกลางแจ้งสไตล์สตรีทฟู้ดและแหล่งค้าปลีก-ส่งที่คึกคักที่สุดในโตเกียว ทอดยาวขนานไปตามใต้สะพานทางรถไฟยกระดับระหว่างสถานี JR Ueno และสถานี JR Okachimachi ย้อนประวัติศาสตร์ไปในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ตลาดแห่งนี้เริ่มต้นจากการเป็น "ตลาดมืด" (Black Market) ที่ขายสินค้านำเข้าจากอเมริกา โดยเฉพาะขนมหวานและลูกอม ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ "Ameya Yokocho" (ตรอกร้านขายลูกอม) และต่อมาได้ขยายตัวเป็นแหล่งขายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาย่อมเยาในปัจจุบัน ปัจจุบัน ตลาดอะเมะโยโกะเปรียบเสมือนศูนย์รวมความหลากหลายทางวัฒนธรรมและรสชาติ สองข้างทางอัดแน่นไปด้วยร้านค้าแผงลอยมากกว่า 400 ร้าน จำหน่ายสินค้าทุกประเภทตั้งแต่ของสด อาหารทะเล (เช่น ไข่ปลาแซลมอน ปูยักษ์ ปลาทูน่า) ผลไม้เสียบไม้หวานฉ่ำ เสื้อผ้าแฟชั่นแนวสตรีท รองเท้าแบรนด์เนมลดราคา ของเล่นโมเดล เครื่องสำอาง ไปจนถึงร้านขายยาและอาหารเสริมยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ตลอดแนวตลาดจะมีพ่อค้าแม่ค้าคอยส่งเสียงตะโกนเรียกลูกค้าด้วยภาษาญี่ปุ่นสำเนียงท้องถิ่นที่กระฉับกระเฉงดุดันเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารอิซากายะแบบเปิดโล่งและร้านสตรีทฟู้ดนานาชาติให้นั่งดื่มเบียร์จิบคู่กับของกินเล่นยามค่ำคืนในบรรยากาศกึ่งย้อนยุค การเดินทาง: สะดวกที่สุดโดยนั่งรถไฟ JR Yamanote Line ลงที่สถานี Ueno Station (ออกทางออก Central Exit) หรือสถานี Okachimachi Station แล้วเดินมุ่งหน้าเข้าสู่ซอยขนานใต้รางรถไฟได้ทันที เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10:00 - 20:00 น. (เวลาทำการจะขึ้นอยู่กับแต่ละร้านค้า บางร้านอาหารสดอาจเปิดเช้ากว่านั้น และร้านอิซากายะส่วนใหญ่จะเปิดบริการถึงค่ำเวลา 22:00 - 23:00 น.) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินเที่ยวชมและสัมผัสบรรยากาศตลาด

ตลาดอะเมะ-โยโกะ 🛍️ ช้อปปิ้ง
📍 โตเกียว

ตลาดอะเมะ-โยโกะ

ตลาดอะเมะโยโกะ (Ameyoko Market) หรือชื่อเต็มว่า "อะเมะยารสึโบะ" (Ameya Yokocho) เป็นตลาดนัดกลางแจ้งสไตล์สตรีทฟู้ดและแหล่งค้าปลีก-ส่งที่คึกคักที่สุดในโตเกียว ทอดยาวขนานไปตามใต้สะพานทางรถไฟยกระดับระหว่างสถานี JR Ueno และสถานี JR Okachimachi ย้อนประวัติศาสตร์ไปในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ตลาดแห่งนี้เริ่มต้นจากการเป็น "ตลาดมืด" (Black Market) ที่ขายสินค้านำเข้าจากอเมริกา โดยเฉพาะขนมหวานและลูกอม ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ "Ameya Yokocho" (ตรอกร้านขายลูกอม) และต่อมาได้ขยายตัวเป็นแหล่งขายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาย่อมเยาในปัจจุบัน ปัจจุบัน ตลาดอะเมะโยโกะเปรียบเสมือนศูนย์รวมความหลากหลายทางวัฒนธรรมและรสชาติ สองข้างทางอัดแน่นไปด้วยร้านค้าแผงลอยมากกว่า 400 ร้าน จำหน่ายสินค้าทุกประเภทตั้งแต่ของสด อาหารทะเล (เช่น ไข่ปลาแซลมอน ปูยักษ์ ปลาทูน่า) ผลไม้เสียบไม้หวานฉ่ำ เสื้อผ้าแฟชั่นแนวสตรีท รองเท้าแบรนด์เนมลดราคา ของเล่นโมเดล เครื่องสำอาง ไปจนถึงร้านขายยาและอาหารเสริมยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ตลอดแนวตลาดจะมีพ่อค้าแม่ค้าคอยส่งเสียงตะโกนเรียกลูกค้าด้วยภาษาญี่ปุ่นสำเนียงท้องถิ่นที่กระฉับกระเฉงดุดันเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารอิซากายะแบบเปิดโล่งและร้านสตรีทฟู้ดนานาชาติให้นั่งดื่มเบียร์จิบคู่กับของกินเล่นยามค่ำคืนในบรรยากาศกึ่งย้อนยุค การเดินทาง: สะดวกที่สุดโดยนั่งรถไฟ JR Yamanote Line ลงที่สถานี Ueno Station (ออกทางออก Central Exit) หรือสถานี Okachimachi Station แล้วเดินมุ่งหน้าเข้าสู่ซอยขนานใต้รางรถไฟได้ทันที เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10:00 - 20:00 น. (เวลาทำการจะขึ้นอยู่กับแต่ละร้านค้า บางร้านอาหารสดอาจเปิดเช้ากว่านั้น และร้านอิซากายะส่วนใหญ่จะเปิดบริการถึงค่ำเวลา 22:00 - 23:00 น.) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินเที่ยวชมและสัมผัสบรรยากาศตลาด

นรกทั้งเจ็ด บ่อน้ำพุร้อน 🏛️ ที่เที่ยว
📍 เบปปุ

นรกทั้งเจ็ด บ่อน้ำพุร้อน

เบปปุ จิโกกุ เมกุริ (Beppu Jigoku Meguri) หรือ "ทัวร์นรกทั้งเจ็ดแห่งเบปปุ" เป็นกลุ่มบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่มีลักษณะพิเศษ ตั้งอยู่ในเมืองเบปปุ จังหวัดโออิตะ บนเกาะคิวชู เมืองเบปปุเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองออนเซนที่มีปริมาณน้ำพุร้อนไหลออกมากที่สุดในญี่ปุ่น โดยมีบ่อน้ำพุร้อนมากกว่า 2,000 แห่งทั่วเมือง คำว่า "Jigoku" แปลว่า "นรก" ในภาษาญี่ปุ่น ซึ่งถูกใช้เรียกบ่อน้ำพุร้อนเหล่านี้เนื่องจากในอดีตชาวบ้านเชื่อว่าไอน้ำที่พวยพุ่งขึ้นมาพร้อมเสียงดังและกลิ่นกำมะถันเป็นสัญญาณของนรกที่อยู่ใต้ดิน บ่อน้ำพุร้อนทั้งเจ็ดแห่งนี้กระจายอยู่ใน 2 พื้นที่หลัก คือ Kannawa และ Shibaseki ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 2-3 กิโลเมตร บ่อที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Umi Jigoku หรือ "นรกทะเล" มีน้ำสีฟ้าครามสดใสคล้ายทะเล อุณหภูมิของน้ำสูงถึง 98 องศาเซลเซียส สีฟ้าของน้ำเกิดจากแร่ซัลเฟตเหล็กที่ละลายอยู่ในน้ำ ภายในบริเวณยังมีบ่อน้ำขนาดเล็กที่มีอุณหภูมิพอเหมาะสำหรับการต้มไข่และนึ่งมันเทศ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมทำ อีกบ่อที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กันคือ Chi-no-ike Jigoku หรือ "นรกสระเลือด" ซึ่งเป็นบ่อน้ำพุร้อนสีแดงเข้มที่เกิดจากแร่เหล็กออกไซด์และแมกนีเซียมที่ผสมอยู่ในดินโคลนใต้พื้น เป็นบ่อน้ำพุร้อนสีแดงตามธรรมชาติแห่งเดียวในญี่ปุ่นที่มีขนาดใหญ่เช่นนี้ มีการบันทึกถึงบ่อน้ำนี้ในเอกสารทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 บ่ออื่นๆ ในกลุ่ม Jigoku Meguri ได้แก่ Oniishibozu Jigoku ที่มีโคลนเดือดเป็นฟองคล้ายหัวพระที่โกนผม Kamado Jigoku ที่มีไอน้ำพุ่งออกมาจากปล่องคล้ายเตา Yama Jigoku ที่มีสัตว์ป่าเช่น ฮิปโปและนกกระจอกเทศอาศัยอยู่บริเวณรอบบ่อน้ำพุร้อน Shiraike Jigoku ที่มีน้ำสีขาวขุ่นคล้ายน้ำนม และ Tatsumaki Jigoku ที่มีน้ำพุร้อนพวยพุ่งขึ้นเป็นช่วงๆ คล้ายกับ Old Faithful ในสหรัฐอเมริกา การเข้าชมสามารถซื้อตั๋วรวมสำหรับชมทั้ง 7 บ่อในราคาประมาณ 2,200 เยน ซึ่งคุ้มค่ากว่าการซื้อตั๋วแยกแต่ละบ่อที่มีราคาประมาณ 400 เยนต่อบ่อ การเดินทางระหว่างบ่อต่างๆ ในพื้นที่ Kannawa สามารถเดินถึงกันได้ ส่วนการไปยัง Chi-no-ike Jigoku และ Tatsumaki Jigoku ในพื้นที่ Shibaseki ต้องนั่งรถบัสหรือรถยนต์ นอกจากการชมบ่อน้ำพุร้อนแล้ว เมืองเบปปุยังมีออนเซนหลากหลายรูปแบบให้แช่ รวมถึง Sand Bath หรือการฝังตัวในทรายร้อนที่ Takegawara Onsen ซึ่งเป็นอาคารออนเซนเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 100 ปี การเดินทางมาเบปปุสามารถนั่งรถไฟ JR Sonic จากฟุกุโอกะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง บ่อน้ำพุร้อนส่วนใหญ่เปิดให้บริการตั้งแต่ 8.00-17.00 น.

วัดเซ็นโซจิ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 โตเกียว

วัดเซ็นโซจิ

วัดเซ็นโซจิ (Senso-ji) เป็นวัดพุทธที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงโตเกียว ตั้งอยู่ในย่านอาซากุสะ (Asakusa) ทางตะวันออกของโตเกียว ตามประวัติศาสตร์เล่าว่าวัดนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 645 หลังจากชาวประมงสองพี่น้องพบรูปปั้นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือเจ้าแม่กวนอิม ในแม่น้ำสุมิดะ และได้นำมาประดิษฐานไว้ ณ ที่นี้ ทำให้วัดเซ็นโซจิกลายเป็นศูนย์กลางความศรัทธาของชาวโตเกียวมาตลอดกว่า 1,300 ปี สัญลักษณ์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของวัดคือ ประตูคามินาริมง (Kaminarimon) หรือประตูสายฟ้า ซึ่งมีโคมไฟกระดาษสีแดงขนาดใหญ่แขวนอยู่ตรงกลาง น้ำหนักกว่า 700 กิโลกรัม เขียนคำว่า Kaminarimon ด้วยตัวอักษรคันจิขนาดใหญ่ ด้านข้างประตูมีรูปปั้นเทพเจ้าสององค์ คือ Fujin เทพแห่งลม และ Raijin เทพแห่งสายฟ้า ซึ่งทำหน้าที่ปกปักรักษาวัด หลังจากผ่านประตูคามินาริมงเข้าไป จะเจอกับถนน Nakamise Dori ถนนช้อปปิ้งที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 250 เมตร เรียงรายด้วยร้านค้ากว่า 90 ร้านที่จำหน่ายของที่ระลึก ขนมญี่ปุ่นโบราณ และสินค้าหัตถกรรม เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินเล่นและซื้อของฝากมากที่สุด ของขึ้นชื่อได้แก่ Ningyo-yaki ขนมเค้กไส้ถั่วแดงรูปหน้าคน และ Kaminari Okoshi ขนมข้าวพองคลุกน้ำตาล ปลายถนน Nakamise จะพบกับประตูโฮโซมง (Hozomon) ซึ่งเป็นประตูชั้นที่สองก่อนถึงตัววิหารหลัก ภายในวิหารหลักหรือ Hondo เป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรที่ไม่เปิดให้สาธารณชนเห็นองค์จริง นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปกราบไหว้และจุดธูปได้ที่กระถางธูปขนาดใหญ่ด้านหน้าวิหาร ซึ่งชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าควันธูปมีสรรพคุณในการรักษาโรค จึงมักโบกควันมาที่ตัวเองหรือบริเวณที่เจ็บปวด ด้านข้างวิหารหลักมีเจดีย์ห้าชั้น (Five-Story Pagoda) สูง 53 เมตร ซึ่งเป็นหนึ่งในเจดีย์ที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น และศาลเจ้าอาซากุสะ (Asakusa Shrine) ซึ่งเป็นศาลเจ้าชินโตที่อุทิศให้กับผู้ก่อตั้งวัด สะท้อนถึงความผสมผสานระหว่างพุทธศาสนาและศาสนาชินโตที่เป็นลักษณะเฉพาะของญี่ปุ่น วัดเซ็นโซจิเปิดให้เข้าชมบริเวณวิหารหลักตั้งแต่ 6.00-17.00 น. ส่วนพื้นที่บริเวณวัดและประตูเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีค่าเข้าชม การเดินทางสะดวกมาก สามารถลงสถานีรถไฟใต้ดิน Asakusa Station บนสาย Ginza Line, Asakusa Line หรือ Tobu Skytree Line แล้วเดินเพียง 5 นาที ช่วงเวลาที่แนะนำคือเช้าตรู่ก่อน 8 โมง ซึ่งร้านค้าบน Nakamise ยังไม่เปิด แต่จะได้สัมผัสบรรยากาศที่เงียบสงบของวัดในยามเช้า เห็นพระสงฆ์ทำวัตรเช้า และแสงแดดอ่อนๆ ที่ตกกระทบหลังคาวัด ส่วนช่วงค่ำวัดจะมีการเปิดไฟประดับซึ่งทำให้บรรยากาศดูสวยงามแตกต่างจากกลางวันอย่างสิ้นเชิง วัดเซ็นโซจิจึงเป็นจุดหมายที่ไม่ว่าจะมาโตเกียวกี่ครั้งก็ควรแวะมาเยือนเสมอ การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินสาย Ginza Line, Asakusa Line หรือ Tobu Skytree Line ลงสถานี Asakusa Station แล้วเดินต่อเพียง 5 นาที

ย่านอาซากุสะ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 โตเกียว

ย่านอาซากุสะ

ย่านอาซากุสะเป็นย่านประวัติศาสตร์ใจกลางโตเกียวที่ยังคงรักษาบรรยากาศแบบเอโดะ มีวัดเซนจิ ถนนนากามิเซะ และรินิกิชาให้บริการนักท่องเที่ยว

สวนเคนโรคุเอน 🏛️ ที่เที่ยว
📍 คาโนะซาวะ

สวนเคนโรคุเอน

เคนโรคุเอนเป็นหนึ่งในสามสวนที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น มีประวัติศาสตร์กว่า 300 ปี ภายในสวนมีบ่อน้ำ น้ำตก สะพาน และต้นสนเก่าแก่ที่ค้ำยันด้วยไม้ไผ่

เมืองคาโกชิมะ 🏛️ ที่เที่ยว
📍 ฟุกุโอกะ

เมืองคาโกชิมะ

คาโกชิมะตั้งอยู่ตรงข้ามกับภูเขาไฟซากุระจิมะที่ยังคุกรุ่นอยู่ มีชื่อเล่นว่า 'เนเปิลส์แห่งตะวันออก' มีอาหารทะเลสดและสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์