พบ 38 สถานที่
⛩️ วัด & ศาลเจ้า
พระพุทธรูปยักษ์ คามาคุระ ไดบุตสึ (Kamakura Daibutsu) เป็นพระพุทธรูปสำริดกลางแจ้งขนาดยักษ์ที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองคามาคุระ ตั้งอยู่ภายในวัดโคโตคุอิน (Kotoku-in Temple) จังหวัดคานางาวะ พระพุทธรูปองค์นี้มีชื่อทางการว่า พระอมิตาภพุทธะ (Amida Buddha) สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1252 ในยุคคามาคุระ มีความสูงประมาณ 11.3 เมตร (ถ้ารวมฐานจะสูง 13.35 เมตร) และมีน้ำหนักมากถึง 121 ตัน ถือเป็นพระพุทธรูปสำริดที่ใหญ่เป็นอันดับสองของญี่ปุ่นรองจากพระใหญ่ที่วัดโทไดจิในนารา ประวัติศาสตร์เล่าว่า เดิมทีพระพุทธรูปถูกประดิษฐานอยู่ภายในวิหารไม้ขนาดใหญ่ แต่ตัววิหารพังทลายลงหลายครั้งจากภัยธรรมชาติ ทั้งลมพายุไต้ฝุ่นในปี ค.ศ. 1334 และ ค.ศ. 1369 จนกระทั่งเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่และตามด้วยคลื่นยักษ์สึนามิพัดถล่มวิหารพังราบคาบในปี ค.ศ. 1498 นับแต่นั้นมาพระองค์จึงประดิษฐานอยู่กลางแจ้งท่ามกลางแดด ลม และหิมะอย่างสง่างามมาจนถึงปัจจุบัน ตัวองค์พระมีลักษณะกลวงด้านใน นักท่องเที่ยวสามารถจ่ายเงินค่าเข้าชมเพิ่มเติมจำนวนเล็กน้อยเพื่อเดินเข้าช่องประตูใต้ฐานไปชมโครงสร้างและการเชื่อมต่อแผ่นสำริดโบราณจากด้านในองค์พระพุทธรูปได้ การเดินทาง: จากสถานีรถไฟ Kamakura Station นั่งรถไฟสาย Enoden (Enoshima Electric Railway) ลงที่สถานี Hase Station แล้วเดินเท้าตรงไปตามถนนช้อปปิ้งมุ่งหน้าทิศเหนือประมาณ 7-10 นาที เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:00 - 17:30 น. (การเข้าชมภายในองค์พระเปิดเวลา 08:00 - 16:30 น.) ค่าเข้าชม: ค่าเข้าชมวัดโคโตคุอินราคา 300 เยนสำหรับผู้ใหญ่ และค่าเข้าชมภายในองค์พระพุทธรูปราคาเพียง 20 เยนเท่านั้น
⛩️ วัด & ศาลเจ้า
พระพุทธรูปยักษ์ คามาคุระ ไดบุตสึ (Kamakura Daibutsu) เป็นพระพุทธรูปสำริดกลางแจ้งขนาดยักษ์ที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองคามาคุระ ตั้งอยู่ภายในวัดโคโตคุอิน (Kotoku-in Temple) จังหวัดคานางาวะ พระพุทธรูปองค์นี้มีชื่อทางการว่า พระอมิตาภพุทธะ (Amida Buddha) สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1252 ในยุคคามาคุระ มีความสูงประมาณ 11.3 เมตร (ถ้ารวมฐานจะสูง 13.35 เมตร) และมีน้ำหนักมากถึง 121 ตัน ถือเป็นพระพุทธรูปสำริดที่ใหญ่เป็นอันดับสองของญี่ปุ่นรองจากพระใหญ่ที่วัดโทไดจิในนารา ประวัติศาสตร์เล่าว่า เดิมทีพระพุทธรูปถูกประดิษฐานอยู่ภายในวิหารไม้ขนาดใหญ่ แต่ตัววิหารพังทลายลงหลายครั้งจากภัยธรรมชาติ ทั้งลมพายุไต้ฝุ่นในปี ค.ศ. 1334 และ ค.ศ. 1369 จนกระทั่งเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่และตามด้วยคลื่นยักษ์สึนามิพัดถล่มวิหารพังราบคาบในปี ค.ศ. 1498 นับแต่นั้นมาพระองค์จึงประดิษฐานอยู่กลางแจ้งท่ามกลางแดด ลม และหิมะอย่างสง่างามมาจนถึงปัจจุบัน ตัวองค์พระมีลักษณะกลวงด้านใน นักท่องเที่ยวสามารถจ่ายเงินค่าเข้าชมเพิ่มเติมจำนวนเล็กน้อยเพื่อเดินเข้าช่องประตูใต้ฐานไปชมโครงสร้างและการเชื่อมต่อแผ่นสำริดโบราณจากด้านในองค์พระพุทธรูปได้ การเดินทาง: จากสถานีรถไฟ Kamakura Station นั่งรถไฟสาย Enoden (Enoshima Electric Railway) ลงที่สถานี Hase Station แล้วเดินเท้าตรงไปตามถนนช้อปปิ้งมุ่งหน้าทิศเหนือประมาณ 7-10 นาที เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:00 - 17:30 น. (การเข้าชมภายในองค์พระเปิดเวลา 08:00 - 16:30 น.) ค่าเข้าชม: ค่าเข้าชมวัดโคโตคุอินราคา 300 เยนสำหรับผู้ใหญ่ และค่าเข้าชมภายในองค์พระพุทธรูปราคาเพียง 20 เยนเท่านั้น
🏛️ ที่เที่ยว
วัดคิโยมิซุ-เดระ (Kiyomizu-dera) หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า "วัดน้ำใส" เป็นวัดพุทธนิกายฮอสโซโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาโอโตวะ (Mt. Otowa) ทางทิศตะวันออกของเมืองเกียวโต ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1994 วัดนี้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 778 โดยพระภิกษุเอนชิน จุดเด่นที่มีชื่อเสียงระดับโลกคือ วิหารหลัก (Hondo) ที่สร้างโครงสร้างระเบียงไม้ยื่นออกไปเหนือหน้าผาสูง 13 เมตร โดยใช้ท่อนซุงขนาดใหญ่มาเข้าสลักยึดกันแบบโบราณโดยไม่ได้ใช้ตะปูเลยแม้แต่ตัวเดียว เป็นสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่งและทนทานต่อภัยธรรมชาติมาหลายศตวรรษ ด้านล่างของวิหารหลักเป็นที่ตั้งของ น้ำตกโอโตวะ (Otowa Waterfall) สายน้ำธรรมชาติศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลแยกออกเป็นสามสาย นักท่องเที่ยวนิยมต่อคิวเพื่อใช้กระบวยด้ามยาวรองน้ำดื่มเพื่อขอพร โดยแต่ละสายมีความเชื่อต่างกันคือ สายแรกเพื่อความสำเร็จในการศึกษา สายที่สองเพื่อความรักและการแต่งงาน และสายที่สามเพื่อสุขภาพที่ดีและอายุยืนยาว นอกจากนี้ภายในบริเวณวัดยังมีศาลเจ้าจิชู (Jishu Shrine) ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการขอพรความรัก มีหินลองรักสองก้อนตั้งห่างกัน หากใครสามารถปิดตาแล้วเดินจากหินก้อนหนึ่งไปชนอีกก้อนหนึ่งได้ เชื่อว่าจะสมหวังในความรัก การเดินทาง: จากสถานีรถไฟ Kyoto Station นั่งรถบัสประจำทางสาย 100 หรือ 206 ลงที่ป้าย Gojo-zaka หรือ Kiyomizu-michi จากนั้นเดินเท้าขึ้นเนินไปตามถนนนิเนนซากะและซันเนนซากะประมาณ 10-15 นาที เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06:00 - 18:00 น. (ช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะมีงานเปิดไฟประดับรอบค่ำ Night Illumination ซึ่งจะขยายเวลาเปิดถึง 21:30 น.) ค่าเข้าชม: ค่าเข้าชมภายในวิหารหลักและระเบียงไม้ราคา 500 เยนสำหรับผู้ใหญ่ และ 200 เยนสำหรับเด็กประถมและมัธยม (พื้นที่ภายนอกวัดสามารถเดินชมได้ฟรี)
🏛️ ที่เที่ยว
พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโอกินาวะ ชูราอูมิ (Okinawa Churaumi Aquarium) เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดในโลก ตั้งอยู่ภายใน Ocean Expo Park ริมชายฝั่งทะเลจีนตะวันตก ทางตอนเหนือของเกาะโอกินาวะ คำว่า "Churaumi" ในภาษาถิ่นของโอกินาวะแปลว่า "ทะเลอันงดงาม" พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้บริการครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2002 และได้รับการออกแบบให้จำลองระบบนิเวศทางทะเลรอบเกาะโอกินาวะ ตั้งแต่แนวปะการังน้ำตื้นไปจนถึงเขตทะเลลึกอันลึกลับ จุดไฮไลต์ที่ดึงดูดสายตาผู้คนจากทั่วโลกคือ แท็งก์น้ำขนาดยักษ์ "ทะเลคุโรชิโอะ" (Kuroshio Sea) ซึ่งมีความจุถึง 7,500 ตัน ผลิตจากแผ่นอะคริลิกใสห่วงหนาถึง 60 เซนติเมตร ภายในแท็งก์นี้ประดิษฐานฉลามวาฬ (Whale Shark) ขนาดยักษ์ความยาวกว่า 8 เมตร แหวกว่ายไปมาร่วมกับปลากระเบนแมนตายักษ์ (Manta Ray) และฝูงปลาทะเลลึกนับหมื่นตัว นอกจากนี้ยังมีโซน "The Coral Sea" สระน้ำเปิดรับแสงแดดธรรมชาติเพื่อเพาะเลี้ยงปะการังมีชีวิตมากกว่า 80 สายพันธุ์ และจุดแสดงกลางแจ้งเช่น Okichan Theater สำหรับชมการแสดงโลมาแสนรู้และวาฬเพชฌฆาตดำริมขอบทะเลครามแสนโรแมนติก การเดินทาง: นั่งรถบัสทางด่วน Yanbaru Express Bus หรือ Okinawa Airport Shuttle จากสถานี Naha Airport หรือตัวเมือง Naha ตรงสู่ป้าย Ocean Expo Park (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง - 2 ชั่วโมง 30 นาที มีรถบัสให้บริการหลายรอบต่อวัน) เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:30 - 18:30 น. (ในช่วงฤดูร้อนหรือวันหยุดนักขัตฤกษ์จะขยายเวลาปิดถึง 20:00 น. กรุณาเช็คเวลารายวันผ่านแอปพลิเคชันอย่างเป็นทางการ) ค่าเข้าชม: ตั๋วเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ราคา 2,180 เยน นักเรียนมัธยมปลายราคา 1,440 เยน นักเรียนประถมและมัธยมต้นราคา 710 เยน และเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 6 ปีเข้าชมฟรี (มีสิทธิ์รับส่วนลดหากซื้อตั๋วช่วงบ่ายหลังเวลา 16:00 น.)
ศาลเจ้านิกโก โทโชงุ (Nikko Toshogu Shrine) เป็นหนึ่งในศาลเจ้าชินโตที่วิจิตรอลังการและมีชื่อเสียงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในเมืองมัตสึในหุบเขานิกโก จังหวัดโทชิงิ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1999 ศาลเจ้านี้เป็นสุสานประดิษฐานวิญญาณของ โทคุงาวะ อิเอยาสุ (Tokugawa Ieyasu) ปฐมโชกุนผู้รวบรวมประเทศญี่ปุ่นให้เป็นปึกแผ่นและก่อตั้งรัฐบาลทหารเอโดะที่ปกครองประเทศยาวนานกว่า 250 ปี โครงสร้างสถาปัตยกรรมไม้ทาสีแดงและทองปิดทองคำเปลวกว่า 2.4 ล้านแผ่นแห่งนี้ มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับศาลเจ้าชินโตทั่วไปที่มักเน้นความเรียบง่ายสะท้อนธรรมชาติ โดยที่นี่มุ่งแสดงถึงอำนาจ บารมี และความร่ำรวยเกรียงไกรของตระกูลโทคุงาวะ จุดชมศิลปะแกะสลักไม้ที่โด่งดังระดับโลกภายในศาลเจ้าได้แก่ ประตูโยเมมง (Yomeimon Gate) หรือ "ประตูแสงอาทิตย์ยามเย็น" ซึ่งประดับด้วยลวดลายแกะสลักสัตว์มงคล เทพเจ้า และมังกรกิเลนรวมกว่า 500 ชิ้นที่มีรายละเอียดสูงจนผู้เข้าชมสามารถยืนพิจารณาได้ทั้งวันไม่มีเบื่อ อีกสัญลักษณ์ยอดนิยมคือ ภาพแกะสลักลิงสามตัว (Three Wise Monkeys) ในอากัปกิริยา ปิดหู ปิดตา ปิดปาก ซึ่งสื่อถึงคำสอนทางพุทธปรัชญาในการหลีกเลี่ยงสิ่งไม่ดี และ ภาพแกะสลักแมวหลับ (Nemuri-neko) ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้คานประตูทางเข้าสู่สุสานป่าสนด้านหลัง สื่อถึงสันติภาพอันเงียบสงบในแผ่นดินญี่ปุ่นยามไร้สงคราม การเดินทาง: นั่งรถไฟด่วนขบวนพิเศษ Tobu Limited Express จากสถานี Asakusa ในโตเกียว ตรงสู่สถานี Tobu-Nikko Station ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นต่อรถบัสประจำทาง Nikko World Heritage Bus ลงป้าย Toshogu Shrine แล้วเดินเท้าต่อประมาณ 3 นาที เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ช่วงเดือนเมษายน - ตุลาคม เปิดเวลา 08:00 - 17:00 น. และช่วงเดือนพฤศจิกายน - มีนาคม เปิดเวลา 08:00 - 16:00 น. (เข้าชมรอบสุดท้ายก่อนเวลาปิด 30 นาที) ค่าเข้าชม: ตั๋วเข้าชมศาลเจ้าสำหรับผู้ใหญ่ราคา 1,300 เยน และสำหรับนักเรียนประถมและมัธยมต้นราคา 450 เยน (สามารถซื้อบัตรคอมโบรวมพิพิธภัณฑ์ศิลปะโบราณได้ในราคา 2,100 เยน)
บึงน้ำสีฟ้าคราม ธรรมชาติมหัศจรรย์ที่เกิดจากแร่ธาตุในดิน ยามหิมะตกยิ่งงามราวภาพวาด การเดินทาง: นั่งรถบัสจาก Biei Station (สาย Doho Bus) ลงป้าย Shirogane Onsen แล้วเดินต่อประมาณ 15 นาที หรือเช่ารถขับจาก Biei ประมาณ 20 นาที
วัดเรียวอันจิ (Ryoan-ji Temple) เป็นวัดพุทธนิกายเซนสาขารินไซที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในเกียวโต ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1994 เดิมทีสถานที่นี้เคยเป็นคฤหาสน์หรูของตระกูลขุนนางโฮโซกาวะ ก่อนจะถูกดัดแปลงเป็นวัดพุทธในปี ค.ศ. 1450 จุดเด่นระดับโลกที่ดึงดูดผู้แสวงหาความสงบและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกคือ "สวนหินคาสุย" (Karesansui) หรือสวนหินแห้งเซนที่มีชื่อเสียงและลึกลับที่สุดในโลก สวนหินนี้จัดวางอยู่บนลานกรวดสีขาวรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดประมาณ 248 ตารางเมตร ล้อมรอบด้วยกำแพงดินโบราณสีน้ำตาลเข้ม ภายในลานกรวดมีการจัดวางหินขนาดใหญ่และเล็กจำนวน 15 ก้อน จัดกลุ่มรวมกันเป็น 5 กลุ่มเหนือกองมอสสีเขียว เคล็ดลับอันน่าทึ่งของการจัดวางตามหลักเซนโบราณคือ ไม่ว่าคุณจะนั่งพิจารณาสวนนี้จากมุมใดบนระเบียงไม้ของวิหาร คุณจะสามารถมองเห็นหินได้เพียง 14 ก้อนพร้อมกันเสมอ จะมีหินอีกหนึ่งก้อนถูกบดบังอยู่หลังหินก้อนอื่นในมุมสายตา เชื่อกันว่าสื่อนัยถึงปรัชญาเซนที่ว่า "มนุษย์ไม่มีวันมองเห็นความจริงและสัจธรรมทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์แบบด้วยตาเนื้อจนกว่าดวงตาแห่งปัญญาจะเปิดออก" นอกเหนือจากสวนหินแล้ว บริเวณรอบวัดยังมีสวนป่าธรรมชาติและบ่อน้ำโบราณขนาดใหญ่ที่มีสะพานหินพาดผ่านที่ร่มรื่นสวยงามมาก การเดินทาง: จากสถานีรถไฟ Kyoto Station นั่งรถบัสประจำทาง Kyoto City Bus สาย 50 ลงที่ป้าย Ryoanji-mae จะพบทางเข้าวัดตั้งอยู่หน้าป้ายรถบัสทันที หรือนั่งรถไฟสาย Keifuku Electric Railroad (Randen) ลงสถานี Ryoanji Station แล้วเดินเท้าต่อประมาณ 7 นาที เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ช่วงเดือนมีนาคม - พฤศจิกายน เปิดเวลา 08:00 - 17:00 น. และช่วงเดือนธันวาคม - กุมภาพันธ์ เปิดเวลา 08:30 - 16:30 น. ค่าเข้าชม: ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่และนักเรียนมัธยมปลายราคา 600 เยน สำหรับนักเรียนมัธยมต้นและประถมราคา 300 เยน และเด็กเล็กต่ำกว่าวัยเรียนเข้าชมฟรี
วัดเรียวอันจิ (Ryoan-ji Temple) เป็นวัดพุทธนิกายเซนสาขารินไซที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในเกียวโต ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1994 เดิมทีสถานที่นี้เคยเป็นคฤหาสน์หรูของตระกูลขุนนางโฮโซกาวะ ก่อนจะถูกดัดแปลงเป็นวัดพุทธในปี ค.ศ. 1450 จุดเด่นระดับโลกที่ดึงดูดผู้แสวงหาความสงบและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกคือ "สวนหินคาสุย" (Karesansui) หรือสวนหินแห้งเซนที่มีชื่อเสียงและลึกลับที่สุดในโลก สวนหินนี้จัดวางอยู่บนลานกรวดสีขาวรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดประมาณ 248 ตารางเมตร ล้อมรอบด้วยกำแพงดินโบราณสีน้ำตาลเข้ม ภายในลานกรวดมีการจัดวางหินขนาดใหญ่และเล็กจำนวน 15 ก้อน จัดกลุ่มรวมกันเป็น 5 กลุ่มเหนือกองมอสสีเขียว เคล็ดลับอันน่าทึ่งของการจัดวางตามหลักเซนโบราณคือ ไม่ว่าคุณจะนั่งพิจารณาสวนนี้จากมุมใดบนระเบียงไม้ของวิหาร คุณจะสามารถมองเห็นหินได้เพียง 14 ก้อนพร้อมกันเสมอ จะมีหินอีกหนึ่งก้อนถูกบดบังอยู่หลังหินก้อนอื่นในมุมสายตา เชื่อกันว่าสื่อนัยถึงปรัชญาเซนที่ว่า "มนุษย์ไม่มีวันมองเห็นความจริงและสัจธรรมทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์แบบด้วยตาเนื้อจนกว่าดวงตาแห่งปัญญาจะเปิดออก" นอกเหนือจากสวนหินแล้ว บริเวณรอบวัดยังมีสวนป่าธรรมชาติและบ่อน้ำโบราณขนาดใหญ่ที่มีสะพานหินพาดผ่านที่ร่มรื่นสวยงามมาก การเดินทาง: จากสถานีรถไฟ Kyoto Station นั่งรถบัสประจำทาง Kyoto City Bus สาย 50 ลงที่ป้าย Ryoanji-mae จะพบทางเข้าวัดตั้งอยู่หน้าป้ายรถบัสทันที หรือนั่งรถไฟสาย Keifuku Electric Railroad (Randen) ลงสถานี Ryoanji Station แล้วเดินเท้าต่อประมาณ 7 นาที เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ช่วงเดือนมีนาคม - พฤศจิกายน เปิดเวลา 08:00 - 17:00 น. และช่วงเดือนธันวาคม - กุมภาพันธ์ เปิดเวลา 08:30 - 16:30 น. ค่าเข้าชม: ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่และนักเรียนมัธยมปลายราคา 600 เยน สำหรับนักเรียนมัธยมต้นและประถมราคา 300 เยน และเด็กเล็กต่ำกว่าวัยเรียนเข้าชมฟรี
หมู่บ้านออนเซ็นดั้งเดิมมีไอน้ำพุ่งขึ้นตามถนนทั่วหมู่บ้าน "จิโกกุมุชิ" นึ่งอาหารด้วยไอน้ำธรรมชาติ ที่พักรีสอร์ทออนเซ็นดั้งเดิม
สวนสาธารณะอุเอะโนะ (Ueno Park) หรือชื่อทางการว่า "อุเอะโนะ ออนชิ โคเอน" เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางกรุงโตเกียวที่เปิดให้บริการแก่สาธารณชนเป็นแห่งแรกของญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1873 โดยจักรพรรดิเมจิ พื้นที่แห่งนี้เดิมเคยเป็นส่วนหนึ่งของวัดคันเอจิ (Kaneiji Temple) ซึ่งเป็นวัดประจำตระกูลโชกุนโทคุงาวะที่ยิ่งใหญ่ในอดีต ก่อนจะถูกปรับปรุงให้เป็นพื้นที่สีเขียวพักผ่อนหย่อนใจหลังยุคปฏิรูปเมจิ สวนอุเอะโนะไม่เพียงแต่เป็นปอดขนาดใหญ่ของเมือง แต่ยังได้รับการยอมรับว่าเป็นศูนย์กลางทางศิลปะ วัฒนธรรม และการศึกษาที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโตเกียว ภายในพื้นที่สวนอันกว้างขวางเป็นที่ตั้งของสถาบันสำคัญระดับประเทศมากมาย เช่น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว (Tokyo National Museum) พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ และพิพิธภัณฑ์ศิลปะตะวันตกแห่งชาติ (ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO) รวมถึงสวนสัตว์อุเอะโนะ (Ueno Zoo) สวนสัตว์แห่งแรกของประเทศที่มีหมีแพนด้ายักษ์เป็นดาราเด่น นอกจากนี้ยังมี บึงชิโนบาซุ (Shinobazu Pond) บึงน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ที่มีนกน้ำนานาชนิดและทุ่งดอกบัวหลวงหนาแน่นในฤดูร้อน สวนอุเอะโนะยังมีชื่อเสียงในฐานะจุดชมดอกซากุระ (Hanami) ที่คึกคักและโด่งดังที่สุดในโตเกียว โดยมีต้นซากุระมากกว่า 1,000 ต้นเรียงรายตลอดแนวทางเดินหลัก ซึ่งจะบานสะพรั่งพร้อมกันในปลายเดือนมีนาคม การเดินทาง: เดินทางสะดวกอย่างยิ่งด้วยรถไฟทุกสายลงที่สถานี Ueno Station (เช่น JR Yamanote Line, Shinkansen หรือ Tokyo Metro Ginza/Hibiya Line) แล้วออกทางออก Park Exit จะพบทางเข้าสวนตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามสถานีทันที เวลาเปิด-ปิด: สวนสาธารณะเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 05:00 - 23:00 น. (สำหรับเวลาทำการของพิพิธภัณฑ์และสวนสัตว์ด้านในส่วนใหญ่คือ 09:00 - 17:00 น. และมักจะปิดทำการในวันจันทร์) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเข้าใช้บริการพื้นที่สวนสาธารณะทั่วไป (สำหรับสวนสัตว์และพิพิธภัณฑ์ต่างๆ จะมีค่าเข้าชมแยกส่วนตามสถานที่ โดยปกติราคาบัตรผู้ใหญ่เริ่มต้นประมาณ 600 - 1,000 เยน)
🏛️ ที่เที่ยว
เบปปุ จิโกกุ เมกุริ (Beppu Jigoku Meguri) หรือ "ทัวร์นรกทั้งเจ็ดแห่งเบปปุ" เป็นกลุ่มบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่มีลักษณะพิเศษ ตั้งอยู่ในเมืองเบปปุ จังหวัดโออิตะ บนเกาะคิวชู เมืองเบปปุเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองออนเซนที่มีปริมาณน้ำพุร้อนไหลออกมากที่สุดในญี่ปุ่น โดยมีบ่อน้ำพุร้อนมากกว่า 2,000 แห่งทั่วเมือง คำว่า "Jigoku" แปลว่า "นรก" ในภาษาญี่ปุ่น ซึ่งถูกใช้เรียกบ่อน้ำพุร้อนเหล่านี้เนื่องจากในอดีตชาวบ้านเชื่อว่าไอน้ำที่พวยพุ่งขึ้นมาพร้อมเสียงดังและกลิ่นกำมะถันเป็นสัญญาณของนรกที่อยู่ใต้ดิน บ่อน้ำพุร้อนทั้งเจ็ดแห่งนี้กระจายอยู่ใน 2 พื้นที่หลัก คือ Kannawa และ Shibaseki ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 2-3 กิโลเมตร บ่อที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Umi Jigoku หรือ "นรกทะเล" มีน้ำสีฟ้าครามสดใสคล้ายทะเล อุณหภูมิของน้ำสูงถึง 98 องศาเซลเซียส สีฟ้าของน้ำเกิดจากแร่ซัลเฟตเหล็กที่ละลายอยู่ในน้ำ ภายในบริเวณยังมีบ่อน้ำขนาดเล็กที่มีอุณหภูมิพอเหมาะสำหรับการต้มไข่และนึ่งมันเทศ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมทำ อีกบ่อที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กันคือ Chi-no-ike Jigoku หรือ "นรกสระเลือด" ซึ่งเป็นบ่อน้ำพุร้อนสีแดงเข้มที่เกิดจากแร่เหล็กออกไซด์และแมกนีเซียมที่ผสมอยู่ในดินโคลนใต้พื้น เป็นบ่อน้ำพุร้อนสีแดงตามธรรมชาติแห่งเดียวในญี่ปุ่นที่มีขนาดใหญ่เช่นนี้ มีการบันทึกถึงบ่อน้ำนี้ในเอกสารทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 บ่ออื่นๆ ในกลุ่ม Jigoku Meguri ได้แก่ Oniishibozu Jigoku ที่มีโคลนเดือดเป็นฟองคล้ายหัวพระที่โกนผม Kamado Jigoku ที่มีไอน้ำพุ่งออกมาจากปล่องคล้ายเตา Yama Jigoku ที่มีสัตว์ป่าเช่น ฮิปโปและนกกระจอกเทศอาศัยอยู่บริเวณรอบบ่อน้ำพุร้อน Shiraike Jigoku ที่มีน้ำสีขาวขุ่นคล้ายน้ำนม และ Tatsumaki Jigoku ที่มีน้ำพุร้อนพวยพุ่งขึ้นเป็นช่วงๆ คล้ายกับ Old Faithful ในสหรัฐอเมริกา การเข้าชมสามารถซื้อตั๋วรวมสำหรับชมทั้ง 7 บ่อในราคาประมาณ 2,200 เยน ซึ่งคุ้มค่ากว่าการซื้อตั๋วแยกแต่ละบ่อที่มีราคาประมาณ 400 เยนต่อบ่อ การเดินทางระหว่างบ่อต่างๆ ในพื้นที่ Kannawa สามารถเดินถึงกันได้ ส่วนการไปยัง Chi-no-ike Jigoku และ Tatsumaki Jigoku ในพื้นที่ Shibaseki ต้องนั่งรถบัสหรือรถยนต์ นอกจากการชมบ่อน้ำพุร้อนแล้ว เมืองเบปปุยังมีออนเซนหลากหลายรูปแบบให้แช่ รวมถึง Sand Bath หรือการฝังตัวในทรายร้อนที่ Takegawara Onsen ซึ่งเป็นอาคารออนเซนเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 100 ปี การเดินทางมาเบปปุสามารถนั่งรถไฟ JR Sonic จากฟุกุโอกะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง บ่อน้ำพุร้อนส่วนใหญ่เปิดให้บริการตั้งแต่ 8.00-17.00 น.
🏛️ ที่เที่ยว
อาราชิยามะเป็นย่านธรรมชาติทางตะวันตกของเกียวโต มีป่าไผ่ที่โด่งดัง สะพานโทเกตสึเคียว และวัดดาไรจิ สามารถนั่งเรือชมทิวทัศน์แม่น้ำโฮซุ