พบ 20 สถานที่
ซากปราสาทฟุกุโอกะท่ามกลางสวนซากุระงดงาม วิวเมืองฟุกุโอกะจากยอดเขา เดินเที่ยวได้ฟรี การเดินทาง: นั่งรถไฟสาย Fukuoka City Subway Kuko Line ลงสถานี Akasaka Station แล้วเดินเท้าประมาณ 10 นาที หรือนั่งรถบัส Nishitetsu ลงป้าย Ohori Koen
🏛️ ที่เที่ยว
เส้นทางนักปราชญ์เป็นทางเดินริมคลองยาว 2 กิโลเมตรที่ปลูกต้นซากุระตลอดแนว ในฤดูใบไม้ผลิดอกซากุระสร้างอุโมงค์สีชมพูที่งดงามอย่างยิ่ง ตั้งชื่อตามนักปราชญ์ นิชิดะ คิทาโร่
🏛️ ที่เที่ยว
คาโกชิมะตั้งอยู่ตรงข้ามกับภูเขาไฟซากุระจิมะที่ยังคุกรุ่นอยู่ มีชื่อเล่นว่า 'เนเปิลส์แห่งตะวันออก' มีอาหารทะเลสดและสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์
🏛️ ที่เที่ยว
อาตามิเป็นเมืองออนเซ็นบนฝั่งทะเลอ่าวซากามิ เป็นที่นิยมตั้งแต่สมัยเมจิสำหรับข้าราชการชั้นสูงและศิลปิน มีวิวทะเล ดอกซากุระบานเร็วที่สุดในญี่ปุ่น
🏛️ ที่เที่ยว
สวนนารา (Nara Park) เป็นพื้นที่สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองนารา อดีตเมืองหลวงแห่งแรกของญี่ปุ่นในยุค Nara Period (ค.ศ. 710-794) สวนแห่งนี้มีพื้นที่กว่า 660 เฮกตาร์ และเป็นที่ตั้งของกลุ่มอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO จุดที่ทำให้สวนนาราโดดเด่นที่สุดคือฝูงกวางป่าซิกะ (Sika Deer) จำนวนกว่า 1,200 ตัวที่อาศัยอยู่อย่างเสรีในพื้นที่สวน กวางเหล่านี้ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะ "สมบัติของชาติทางธรรมชาติ" (Natural Treasure) มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1957 ตามตำนานความเชื่อของศาสนาชินโต เทพเจ้า Takemikazuchi-no-Mikoto ได้เสด็จมายังนาราโดยทรงกวางสีขาว ทำให้กวางกลายเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้า Kasuga Taisha กวางในสวนนาราคุ้นเคยกับมนุษย์เป็นอย่างมาก เนื่องจากได้รับอาหารจากนักท่องเที่ยวมาเป็นเวลานาน ร้านค้าที่ได้รับอนุญาตจะจำหน่ายขนม Shika Senbei ซึ่งเป็นข้าวเกรียบไม่ปรุงรสที่ทำขึ้นเฉพาะสำหรับกวาง พฤติกรรมที่น่าสนใจคือกวางบางตัวจะโค้งคำนับก่อนรับขนม ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เรียนรู้จากการตอบสนองของนักท่องเที่ยว ภายในสวนนาราเป็นที่ตั้งของวัดโทไดจิ (Todai-ji) ซึ่งสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 752 ตามพระราชโองการของจักรพรรดิ Shomu เพื่อเป็นศูนย์กลางของวัดในเครือข่ายทั่วประเทศ อาคาร Daibutsuden หรือ "หอพระใหญ่" เป็นอาคารไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปไดบุตสึ ซึ่งเป็นรูปปั้นพระพุทธรูปไวโรจนะทองสัมฤทธิ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น อีกสถานที่สำคัญคือศาลเจ้า Kasuga Taisha ซึ่งก่อตั้งในปี ค.ศ. 768 มีเส้นทางเดินที่ประดับด้วยตะเกียงหินกว่า 2,000 ดวงและตะเกียงทองสัมฤทธิ์กว่า 1,000 ดวง บางส่วนมีอายุย้อนไปถึงยุค Heian ตะเกียงเหล่านี้จะถูกจุดในเทศกาล Mantoro ที่จัดขึ้นปีละสองครั้งในเดือนกุมภาพันธ์และสิงหาคม สวนนารายังเป็นจุดชมซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีที่สำคัญ ช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนซากุระจะบานทั่วสวน ส่วนช่วงเดือนพฤศจิกายนต้นเมเปิ้ลและแปะก๊วยจะเปลี่ยนเป็นสีแดงและทอง สร้างความสวยงามที่แตกต่างกันในแต่ละฤดูกาล การเดินทางมาสวนนาราสะดวกมากจากเกียวโตหรือโอซาก้า โดยนั่งรถไฟสาย JR Nara Line หรือ Kintetsu Nara Line ลงสถานี JR Nara หรือ Kintetsu Nara แล้วเดินต่ออีก 5-15 นาที สวนเปิดให้เข้าชมตลอดเวลาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ส่วนการเข้าชมพระพุทธรูปไดบุตสึมีค่าเข้าชม 600 เยน เปิด 7.30-17.30 น. ในฤดูร้อนและ 8.00-17.00 น. ในฤดูหนาว
🏛️ ที่เที่ยว
ปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle) ได้รับฉายาว่า "ปราสาทนกกระยางขาว" (Shirasagi-jo) เนื่องจากผนังภายนอกปราสาททาสีปูนขาวบริสุทธิ์และสถาปัตยกรรมหลังคาแลดูคล้ายนกกระยางขาวสยายปีกพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า ตั้งอยู่ในเมืองฮิเมจิ จังหวัดเฮียวโก ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดย UNESCO แห่งแรกของญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1993 และจัดเป็นสมบัติประจำชาติ (National Treasure) ปราสาทนี้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1333 และได้รับการบูรณะขยายขนาดครั้งใหญ่โดยไดเมียวอิเคดะ เทรุมาสะ ในปี ค.ศ. 1601 สิ่งที่ทำให้ปราสาทฮิเมจิเลอค่าคือเป็น 1 ใน 12 ปราสาทดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่ไม่เคยถูกทำลายจากแผ่นดินไหว อัคคีภัย หรือสงครามระเบิดในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง จึงรักษาสถาปัตยกรรมไม้ท่อนใหญ่และการจัดเตรียมระบบป้องกันภัยเชิงทหารโบราณไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุด เช่น ทางเดินวงกตเข้าสู่ใจกลางปราสาท ช่องยิงธนูและช่องสาดน้ำมันร้อนใส่ผู้บุกรุก และมีคูเมืองสองชั้นที่สวยงาม ตลอดบริเวณยังปลูกต้นซากุระกว่า 1,000 ต้น ทำให้เป็นจุดชมซากุระที่สวยตระการตาที่สุดในแถบคันไซ การเดินทาง: นั่งรถไฟชินคันเซ็น (Sanyo Shinkansen) หรือรถไฟด่วนสาย JR Sanyo Main Line ลงที่สถานี Himeji Station จากนั้นเดินเท้าตรงจากทางออกทิศเหนือไปตามถนน Otemae-dori ประมาณ 15-20 นาที (สามารถมองเห็นปราสาทตั้งตระหง่านอยู่สุดปลายถนนจากสถานีรถไฟ) เวลาเปิด-ปิด: เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09:00 - 17:00 น. (ช่วงหน้าร้อนเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ขยายเวลาปิดถึง 18:00 น. / ทางเข้าปิดล่วงหน้า 1 ชั่วโมง) ค่าเข้าชม: ค่าเข้าชมตัวปราสาทและสวนหลักราคา 1,000 เยนสำหรับผู้ใหญ่ และ 300 เยนสำหรับนักเรียนประถม มัธยมต้น และมัธยมปลาย
🏛️ ที่เที่ยว
สวนชินจูกุ เกียวเอน (Shinjuku Gyoen National Garden) เป็นหนึ่งในสวนสาธารณะขนาดใหญ่และสวยงามที่สุดของกรุงโตเกียว ตั้งอยู่บริเวณเขตชินจูกุและชิบูย่า มีพื้นที่รวมกว่า 58.3 เฮกตาร์ เดิมเป็นที่ดินของตระกูลซามูไรในยุคเอโดะ ต่อมาถูกดัดแปลงเป็นสวนของราชวงศ์ในยุคเมจิ ก่อนจะเปิดเป็นสวนสาธารณะแห่งชาติให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมตั้งแต่ปี ค.ศ. 1949 จุดเด่นที่ทำให้สวนชินจูกุ เกียวเอนแตกต่างจากสวนญี่ปุ่นทั่วไปคือ การผสมผสานสวนสามรูปแบบไว้ในพื้นที่เดียวกัน ได้แก่ สวนภูมิทัศน์แบบฝรั่งเศส (French Formal Garden) ที่มีการจัดแปลงดอกไม้เป็นรูปทรงเรขาคณิตอย่างเป็นระเบียบ สวนภูมิทัศน์แบบอังกฤษ (English Landscape Garden) ที่มีสนามหญ้าโล่งกว้างและต้นไม้ใหญ่ และสวนญี่ปุ่นดั้งเดิม (Japanese Traditional Garden) ที่มีบ่อน้ำ สะพานไม้ และศาลาชมวิวตามแบบสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นโบราณ ในด้านพันธุ์ไม้ สวนนี้ขึ้นชื่อเรื่องต้นซากุระที่มีความหลากหลายมากกว่า 1,000 ต้น จากกว่า 65 สายพันธุ์ ทำให้ฤดูชมซากุระที่นี่ยาวนานกว่าที่อื่น เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมไปจนถึงปลายเดือนเมษายน โดยพันธุ์ Somei Yoshino สีขาวอมชมพูจะบานก่อน ตามด้วยพันธุ์ Yaezakura ดอกซ้อนสีชมพูเข้มที่บานทีหลังและบานได้นานกว่า นอกจากซากุระแล้ว สวนยังมีความสวยงามในทุกฤดูกาล ฤดูร้อนมีสนามหญ้าเขียวขจีให้นั่งพักผ่อน ฤดูใบไม้ร่วงมีต้นเมเปิ้ลและแปะก๊วยที่เปลี่ยนเป็นสีแดงและสีทอง และฤดูหนาวมีต้นสนเขียวตัดกับฟ้าใส ภายในสวนยังมีเรือนกระจก (Greenhouse) ขนาดใหญ่ที่ปลูกพืชเขตร้อนและกล้วยไม้หลากสายพันธุ์ เปิดให้เข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ข้อกำหนดที่สำคัญของสวนนี้คือ ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และห้ามเล่นกีฬาภายในสวน ทำให้บรรยากาศโดยรวมเงียบสงบและเหมาะสำหรับการพักผ่อนมากกว่าสวนสาธารณะทั่วไปอย่าง Ueno Park ที่อนุญาตให้จัดปาร์ตี้ฮานามิแบบดื่มสุราได้ ค่าเข้าชมสวนอยู่ที่ 500 เยนสำหรับผู้ใหญ่ เปิดให้บริการตั้งแต่ 9.00-16.00 น. (ปิดประตูเข้า 16.00 น. แต่อนุญาตให้อยู่ในสวนได้ถึง 16.30 น.) และปิดให้บริการในวันจันทร์ ยกเว้นช่วงฤดูซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีที่อาจเปิดทุกวัน การเดินทางสามารถเข้าทางประตู Shinjuku Gate ซึ่งใกล้กับสถานี Shinjuku Gyoenmae บนรถไฟใต้ดินสาย Marunouchi Line เพียงเดินไม่กี่นาที หรือเข้าทางประตู Okido Gate ใกล้สถานี Shinjuku San-chome สวนชินจูกุ เกียวเอนจึงเป็นสถานที่พักผ่อนใจกลางเมืองที่เหมาะสำหรับทุกฤดูกาล ทั้งสำหรับการปิกนิก เดินเล่น หรือถ่ายภาพธรรมชาติ
🏛️ ที่เที่ยว
ปราสาทคุมาโมโตะ (Kumamoto Castle) เป็นหนึ่งในสามปราสาทที่ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองคุมาโมโตะ เกาะคิวชู สร้างขึ้นเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1607 โดยไดเมียว คาโตะ คิโยมาสะ (Kato Kiyomasa) ขุนศึกผู้มีชื่อเสียงด้านวิศวกรรมสถาปัตยกรรมทหาร ปราสาทนี้ขึ้นชื่อในเรื่องระบบป้องกันทางทหารที่เป็นเลิศ โดยเฉพาะแนวกำแพงหินทรงลาดเอียงที่สูงชันและลื่นไหลซึ่งรู้จักกันในชื่อ "มูชาะกาเอชิ" (Musha-gaeshi) ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูรวมถึงนินจาสามารถปีนขึ้นมาสู่ตัวปราสาทได้ ตัวปราสาทหลักได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในจังหวัดคุมาโมโตะเมื่อปี ค.ศ. 2016 ส่งผลให้กำแพงหินถล่มลงมาและกระเบื้องหลังคาแตกกระจาย รัฐบาลญี่ปุ่นและประชาชนได้ร่วมมือกันบูรณะอาคารหอคอยหลัก (Tenshukaku) ครั้งใหญ่ด้วยเทคโนโลยีลดแรงสั่นสะเทือนสมัยใหม่จนเสร็จสมบูรณ์และเปิดให้เข้าชมภายในอีกครั้งในปี ค.ศ. 2021 ภายในจัดแสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์เชิงโต้ตอบอันทันสมัย และจุดชมวิวชั้นบนสุดสามารถมองเห็นวิวเมืองคุมาโมโตะได้แบบ 360 องศา ตลอดบริเวณปราสาทปลูกต้นซากุระกว่า 800 ต้น ซึ่งเมื่อบานสะพรั่งสีชมพูตัดกับกำแพงหินสีดำเทาจะสวยงามน่าเกรงขามอย่างยิ่ง การเดินทาง: นั่งรถไฟชินคันเซ็น (Kyushu Shinkansen) ลงที่สถานี Kumamoto Station จากนั้นต่อรถรางไฟฟ้า Kumamoto City Tram ลงที่สถานี Kumamotojo-mae แล้วเดินเท้าต่อประมาณ 10-15 นาทีเพื่อเข้าสู่ลานปราสาท เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09:00 - 17:00 น. (เข้าชมรอบสุดท้ายเวลา 16:30 น. ปิดให้บริการช่วงเทศกาลปีใหม่ตั้งแต่วันที่ 29 - 31 ธันวาคม) ค่าเข้าชม: ค่าเข้าชมตัวอาคารปราสาทหลักสำหรับผู้ใหญ่ราคา 800 เยน สำหรับเด็กนักเรียนประถมและมัธยมต้นราคา 300 เยน และเด็กเล็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์เข้าชมฟรี