พบ 289 สถานที่
ย่านอากิฮาบาระ (Akihabara Electric Town) หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกสั้นๆ ว่า "อากิบะ" (Akiba) เป็นย่านที่มีชื่อเสียงระดับโลกในฐานะศูนย์รวมเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ย้อนกลับไปหลังสงครามโลกครั้งที่สอง อากิฮาบาระเริ่มต้นจากการเป็นตลาดมืดขายชิ้นส่วนวิทยุและสายไฟ ก่อนจะพัฒนาเป็นแหล่งรวมร้านค้าปลีกและส่งสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกประเภท จนกระทั่งช่วงทศวรรษที่ 1990 ย่านนี้ได้ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ครั้งใหญ่จนกลายเป็นเมกกะหรือสวรรค์ของกลุ่มคนรักวัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่น ทั้งอนิเมะ มังงะ เกม ฟิกเกอร์โมเดล และคอสเพลย์ ภายในย่านรายล้อมไปด้วยตึกร้านค้าขนาดยักษ์ เช่น Yodobashi Camera, Mandarake, Animate และตึกวิทยุอาคิฮาบาระ (Akihabara Radio Kaikan) ที่จำหน่ายสินค้าหายากและอุปกรณ์ไอทีชั้นนำ นอกจากนี้ย่านนี้ยังเป็นแหล่งกำเนิดของ "เมดคาเฟ่" (Maid Cafe) คาเฟ่บริการโดยบริกรสาวในชุดเมดที่คอยมอบความบันเทิงและรอยยิ้ม และร้านเกมเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่วัยรุ่นนิยมมาประลองฝีมือ การเดินทาง: นั่งรถไฟ JR Yamanote Line, JR Chuo-Sobu Line หรือรถไฟใต้ดินสาย Hibiya Line ลงสถานี Akihabara Station แล้วเดินออกทางประตู Electric Town Exit ก็จะถึงใจกลางย่านทันที เวลาเปิด-ปิด: เปิดตลอดทั้งวัน ร้านค้าส่วนใหญ่เปิดบริการช่วง 10:00 - 20:00 น. (ในวันอาทิตย์จะมีการปิดถนนสายหลัก Chuo-dori ให้เป็นถนนคนเดินช่วงบ่าย) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินชมบรรยากาศในย่านทั่วไป
🛍️ ช้อปปิ้ง
ย่านช้อปปิ้งชินไซบาชิ (Shinsaibashi Shopping Street) หรือชินไซบาชิ筋 เป็นถนนคนเดินช้อปปิ้งที่มีหลังคาคลุมที่ยาวและมีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองโอซาก้า ตลอดความยาวกว่า 600 เมตรของถนนสายนี้เรียงรายไปด้วยร้านค้ามากกว่า 180 ร้าน ดึงดูดนักช้อปทั้งชาวญี่ปุ่นและต่างชาติเข้ามาสัญจรนับแสนคนต่อวัน ย่านนี้มีประวัติย้อนไปถึงยุคเอโดะ ค.ศ. 1622 โดยเริ่มต้นจากการเป็นย่านการค้าขายผ้าและเครื่องประดับ ก่อนจะพัฒนาเป็นศูนย์กลางแฟชั่นในปัจจุบัน ภายในย่านมีสินค้าครบทุกประเภทตั้งแต่นาฬิกาหรูและแบรนด์แฟชั่นระดับไฮเอนด์ (เช่น Chanel, Gucci, Dior) ไปจนถึงเสื้อผ้าแบรนด์สตรีทชั้นนำอย่าง Uniqlo, GU, Zara และร้านขายยาและเครื่องสำอาง (Drug Stores) ขนาดยักษ์ที่เป็นมิตรกับกระเป๋าตังค์นักท่องเที่ยว ตลอดเส้นทางยังมีร้านขนม คาเฟ่ชาเขียวมัทฉะ และร้านขายทาโกะยากิตั้งอยู่ตลอดทาง โดยปลายสุดของถนนสายนี้จะเชื่อมต่อโดยตรงกับสะพานเอบิสึ (Ebisu Bridge) และย่านของกินโดทงโบริ การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินสาย Midosuji Line หรือ Nagahori Tsurumi-ryokuchi Line ลงสถานี Shinsaibashi Station แล้วใช้ทางออกที่เชื่อมต่อตรงเข้าสู่ถนนช้อปปิ้งชินไซบาชิได้ทันที เวลาเปิด-ปิด: เปิดตลอดทั้งวัน ร้านค้าส่วนใหญ่เปิดบริการช่วง 11:00 - 20:30 น. (ทางเดินเปิดให้บริการตลอดเวลาและมีหลังคากันฝนอย่างดี) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินเที่ยวชมย่านช้อปปิ้งทั่วไป
ย่านริมอ่าวโมเดิร์นที่สุดในญี่ปุ่น Ferris wheel Cosmo Clock 21 ตึก Landmark Tower สูง 296 เมตร และ Red Brick Warehouse โกดังเก่าแปลงเป็นตลาด
ย่านช้อปปิ้งชินไซบาชิ (Shinsaibashi Shopping Street) หรือชินไซบาชิ筋 เป็นถนนคนเดินช้อปปิ้งที่มีหลังคาคลุมที่ยาวและมีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองโอซาก้า ตลอดความยาวกว่า 600 เมตรของถนนสายนี้เรียงรายไปด้วยร้านค้ามากกว่า 180 ร้าน ดึงดูดนักช้อปทั้งชาวญี่ปุ่นและต่างชาติเข้ามาสัญจรนับแสนคนต่อวัน ย่านนี้มีประวัติย้อนไปถึงยุคเอโดะ ค.ศ. 1622 โดยเริ่มต้นจากการเป็นย่านการค้าขายผ้าและเครื่องประดับ ก่อนจะพัฒนาเป็นศูนย์กลางแฟชั่นในปัจจุบัน ภายในย่านมีสินค้าครบทุกประเภทตั้งแต่นาฬิกาหรูและแบรนด์แฟชั่นระดับไฮเอนด์ (เช่น Chanel, Gucci, Dior) ไปจนถึงเสื้อผ้าแบรนด์สตรีทชั้นนำอย่าง Uniqlo, GU, Zara และร้านขายยาและเครื่องสำอาง (Drug Stores) ขนาดยักษ์ที่เป็นมิตรกับกระเป๋าตังค์นักท่องเที่ยว ตลอดเส้นทางยังมีร้านขนม คาเฟ่ชาเขียวมัทฉะ และร้านขายทาโกะยากิตั้งอยู่ตลอดทาง โดยปลายสุดของถนนสายนี้จะเชื่อมต่อโดยตรงกับสะพานเอบิสึ (Ebisu Bridge) และย่านของกินโดทงโบริ การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินสาย Midosuji Line หรือ Nagahori Tsurumi-ryokuchi Line ลงสถานี Shinsaibashi Station แล้วใช้ทางออกที่เชื่อมต่อตรงเข้าสู่ถนนช้อปปิ้งชินไซบาชิได้ทันที เวลาเปิด-ปิด: เปิดตลอดทั้งวัน ร้านค้าส่วนใหญ่เปิดบริการช่วง 11:00 - 20:30 น. (ทางเดินเปิดให้บริการตลอดเวลาและมีหลังคากันฝนอย่างดี) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินเที่ยวชมย่านช้อปปิ้งทั่วไป
ย่านริมอ่าวโมเดิร์นที่สุดของโยโกฮาม่า Ferris wheel ยักษ์ พิพิธภัณฑ์ และห้างสรรพสินค้า การเดินทาง: นั่งรถไฟ Minatomirai Line จากสถานี Yokohama Station ลงสถานี Minatomirai Station ใช้เวลาประมาณ 4 นาที
ไข่ต้มในน้ำพุร้อนกำมะถันจนเปลือกดำ กินแล้วอายุยืนขึ้น 7 ปีตามตำนาน ต้องกินที่นี่เท่านั้น การเดินทาง: นั่งกระเช้า Hakone Ropeway ลงสถานี Owakudani ซึ่งเป็นสถานีที่ 2 จาก Sounzan ใช้เวลาประมาณ 10 นาที
ราเมนอิชิรัง (Ichiran Ramen) หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ "ราเมนข้อสอบ" เป็นร้านราเมนสไตล์ฮากาตะ (Hakata Ramen) ที่ก่อตั้งขึ้นในจังหวัดฟุกุโอกะเมื่อปี ค.ศ. 1960 และได้รับความนิยมอย่างถล่มทลายจนขยายสาขาไปทั่วญี่ปุ่นและต่างประเทศ จุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์คือระบบการสั่งอาหารและการนั่งทานแบบส่วนตัว (Solo Dining Booth) ที่กั้นช่องซ้ายขวาให้ผู้ทานมีสมาธิและลิ้มรสชาติของราเมนตรงหน้าได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลสายตาใคร และลูกค้าต้องทำแบบสอบถามหรือ "ทำข้อสอบ" เพื่อเลือกระดับความนุ่มของเส้น ความเข้มข้นของน้ำซุป ระดับความเผ็ด และปริมาณกระเทียมหรือต้นหอมตามชอบ เมนูหลักของร้านคือ ทงคตสึราเมน (Tonkotsu Ramen) น้ำซุปกระดูกหมูสีขาวขุ่นที่เคี่ยวจนหอมหวานเข้มข้น ปรุงรสด้วยซอสแดงสูตรลับเฉพาะของอิชิรังที่ทำจากพริกและเครื่องเทศกว่า 30 ชนิด เสิร์ฟพร้อมเส้นบะหมี่สดสไตล์ฮากาตะที่มีความบางเหนียวนุ่ม และหมูชาชูติดมันที่ละลายในปาก การเดินทาง: สาขาชิบูย่าตั้งอยู่ใกล้กับสถานี Shibuya Station เดินเท้าประมาณ 3-5 นาทีจากทางออก Hachiko Exit ตั้งอยู่ชั้นใต้ดินของตึกติดถนนสายหลักย่าน Jinnan เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงในหลายสาขาหลัก (รวมถึงสาขา Shibuya Jinnan) ค่าเข้าชม: ไม่มีค่าเข้าชม ราคาราเมนเริ่มต้นประมาณ 980 - 1,100 เยนต่อชาม (สามารถกดสั่งซื้อคูปองเมนูและท็อปปิ้งเพิ่มเติมได้ที่ตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติหน้าทางเข้า)
ตลาดอะเมะโยโกะ (Ameyoko Market) หรือชื่อเต็มว่า "อะเมะยารสึโบะ" (Ameya Yokocho) เป็นตลาดนัดกลางแจ้งสไตล์สตรีทฟู้ดและแหล่งค้าปลีก-ส่งที่คึกคักที่สุดในโตเกียว ทอดยาวขนานไปตามใต้สะพานทางรถไฟยกระดับระหว่างสถานี JR Ueno และสถานี JR Okachimachi ย้อนประวัติศาสตร์ไปในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ตลาดแห่งนี้เริ่มต้นจากการเป็น "ตลาดมืด" (Black Market) ที่ขายสินค้านำเข้าจากอเมริกา โดยเฉพาะขนมหวานและลูกอม ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ "Ameya Yokocho" (ตรอกร้านขายลูกอม) และต่อมาได้ขยายตัวเป็นแหล่งขายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาย่อมเยาในปัจจุบัน ปัจจุบัน ตลาดอะเมะโยโกะเปรียบเสมือนศูนย์รวมความหลากหลายทางวัฒนธรรมและรสชาติ สองข้างทางอัดแน่นไปด้วยร้านค้าแผงลอยมากกว่า 400 ร้าน จำหน่ายสินค้าทุกประเภทตั้งแต่ของสด อาหารทะเล (เช่น ไข่ปลาแซลมอน ปูยักษ์ ปลาทูน่า) ผลไม้เสียบไม้หวานฉ่ำ เสื้อผ้าแฟชั่นแนวสตรีท รองเท้าแบรนด์เนมลดราคา ของเล่นโมเดล เครื่องสำอาง ไปจนถึงร้านขายยาและอาหารเสริมยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ตลอดแนวตลาดจะมีพ่อค้าแม่ค้าคอยส่งเสียงตะโกนเรียกลูกค้าด้วยภาษาญี่ปุ่นสำเนียงท้องถิ่นที่กระฉับกระเฉงดุดันเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารอิซากายะแบบเปิดโล่งและร้านสตรีทฟู้ดนานาชาติให้นั่งดื่มเบียร์จิบคู่กับของกินเล่นยามค่ำคืนในบรรยากาศกึ่งย้อนยุค การเดินทาง: สะดวกที่สุดโดยนั่งรถไฟ JR Yamanote Line ลงที่สถานี Ueno Station (ออกทางออก Central Exit) หรือสถานี Okachimachi Station แล้วเดินมุ่งหน้าเข้าสู่ซอยขนานใต้รางรถไฟได้ทันที เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10:00 - 20:00 น. (เวลาทำการจะขึ้นอยู่กับแต่ละร้านค้า บางร้านอาหารสดอาจเปิดเช้ากว่านั้น และร้านอิซากายะส่วนใหญ่จะเปิดบริการถึงค่ำเวลา 22:00 - 23:00 น.) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินเที่ยวชมและสัมผัสบรรยากาศตลาด
ตลาดแคบยาว 400 เมตรถูกเรียกว่า "ครัวของเกียวโต" มีร้านค้ากว่า 130 ร้าน ของสด ผักดอง ขนมญี่ปุ่น ปลาย่าง ทาโกะยากิ และของฝากแบบดั้งเดิม
เกาะเทียมในอ่าวโตเกียว วิวสะพาน Rainbow Bridge และโตเกียวทาวเวอร์ยามค่ำคืน พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และห้างสรรพสินค้า การเดินทาง: นั่งรถไฟ Yurikamome Line จากสถานี Shimbashi Station ลงสถานี Odaiba Kaihin Koen Station ใช้เวลาประมาณ 20 นาที หรือนั่งรถไฟ Rinkai Line ลงสถานี Tokyo Teleport Station
ซอยราเมน 17 ร้านในซัปโปโร ราเมนมิโซะสูตรดั้งเดิมของฮอกไกโด ซุปข้น เส้นหยิก เนย ข้าวโพด บรรยากาศซอยเก่าๆ ยามค่ำคืนอบอุ่นในอากาศหนาว
ร้านขนม Yatsuhashi เก่าแก่ที่สุดในเกียวโต ขนมข้าวเหนียวรูปสะพาน ทั้งดิบและอบ รสชาเขียว การเดินทาง: นั่งรถบัส Kyoto City Bus สาย 5 หรือ 46 จากสถานีเกียวโต ลงป้าย Chion-in-mae แล้วเดินต่อ 10 นาที หรือนั่งรถไฟใต้ดิน Tozai Line ลงสถานี Higashiyama Station