ค้นพบสถานที่น่าสนใจทั่วญี่ปุ่น
🏛️ ที่เที่ยว
สวนชินจูกุ เกียวเอน (Shinjuku Gyoen National Garden) เป็นหนึ่งในสวนสาธารณะขนาดใหญ่และสวยงามที่สุดของกรุงโตเกียว ตั้งอยู่บริเวณเขตชินจูกุและชิบูย่า มีพื้นที่รวมกว่า 58.3 เฮกตาร์ เดิมเป็นที่ดินของตระกูลซามูไรในยุคเอโดะ ต่อมาถูกดัดแปลงเป็นสวนของราชวงศ์ในยุคเมจิ ก่อนจะเปิดเป็นสวนสาธารณะแห่งชาติให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมตั้งแต่ปี ค.ศ. 1949 จุดเด่นที่ทำให้สวนชินจูกุ เกียวเอนแตกต่างจากสวนญี่ปุ่นทั่วไปคือ การผสมผสานสวนสามรูปแบบไว้ในพื้นที่เดียวกัน ได้แก่ สวนภูมิทัศน์แบบฝรั่งเศส (French Formal Garden) ที่มีการจัดแปลงดอกไม้เป็นรูปทรงเรขาคณิตอย่างเป็นระเบียบ สวนภูมิทัศน์แบบอังกฤษ (English Landscape Garden) ที่มีสนามหญ้าโล่งกว้างและต้นไม้ใหญ่ และสวนญี่ปุ่นดั้งเดิม (Japanese Traditional Garden) ที่มีบ่อน้ำ สะพานไม้ และศาลาชมวิวตามแบบสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นโบราณ ในด้านพันธุ์ไม้ สวนนี้ขึ้นชื่อเรื่องต้นซากุระที่มีความหลากหลายมากกว่า 1,000 ต้น จากกว่า 65 สายพันธุ์ ทำให้ฤดูชมซากุระที่นี่ยาวนานกว่าที่อื่น เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมไปจนถึงปลายเดือนเมษายน โดยพันธุ์ Somei Yoshino สีขาวอมชมพูจะบานก่อน ตามด้วยพันธุ์ Yaezakura ดอกซ้อนสีชมพูเข้มที่บานทีหลังและบานได้นานกว่า นอกจากซากุระแล้ว สวนยังมีความสวยงามในทุกฤดูกาล ฤดูร้อนมีสนามหญ้าเขียวขจีให้นั่งพักผ่อน ฤดูใบไม้ร่วงมีต้นเมเปิ้ลและแปะก๊วยที่เปลี่ยนเป็นสีแดงและสีทอง และฤดูหนาวมีต้นสนเขียวตัดกับฟ้าใส ภายในสวนยังมีเรือนกระจก (Greenhouse) ขนาดใหญ่ที่ปลูกพืชเขตร้อนและกล้วยไม้หลากสายพันธุ์ เปิดให้เข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ข้อกำหนดที่สำคัญของสวนนี้คือ ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และห้ามเล่นกีฬาภายในสวน ทำให้บรรยากาศโดยรวมเงียบสงบและเหมาะสำหรับการพักผ่อนมากกว่าสวนสาธารณะทั่วไปอย่าง Ueno Park ที่อนุญาตให้จัดปาร์ตี้ฮานามิแบบดื่มสุราได้ ค่าเข้าชมสวนอยู่ที่ 500 เยนสำหรับผู้ใหญ่ เปิดให้บริการตั้งแต่ 9.00-16.00 น. (ปิดประตูเข้า 16.00 น. แต่อนุญาตให้อยู่ในสวนได้ถึง 16.30 น.) และปิดให้บริการในวันจันทร์ ยกเว้นช่วงฤดูซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีที่อาจเปิดทุกวัน การเดินทางสามารถเข้าทางประตู Shinjuku Gate ซึ่งใกล้กับสถานี Shinjuku Gyoenmae บนรถไฟใต้ดินสาย Marunouchi Line เพียงเดินไม่กี่นาที หรือเข้าทางประตู Okido Gate ใกล้สถานี Shinjuku San-chome สวนชินจูกุ เกียวเอนจึงเป็นสถานที่พักผ่อนใจกลางเมืองที่เหมาะสำหรับทุกฤดูกาล ทั้งสำหรับการปิกนิก เดินเล่น หรือถ่ายภาพธรรมชาติ
🏛️ ที่เที่ยว
ศาลเจ้านิกโก โทโชงุ (Nikko Toshogu Shrine) เป็นหนึ่งในศาลเจ้าชินโตที่วิจิตรอลังการและมีชื่อเสียงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในเมืองมัตสึในหุบเขานิกโก จังหวัดโทชิงิ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1999 ศาลเจ้านี้เป็นสุสานประดิษฐานวิญญาณของ โทคุงาวะ อิเอยาสุ (Tokugawa Ieyasu) ปฐมโชกุนผู้รวบรวมประเทศญี่ปุ่นให้เป็นปึกแผ่นและก่อตั้งรัฐบาลทหารเอโดะที่ปกครองประเทศยาวนานกว่า 250 ปี โครงสร้างสถาปัตยกรรมไม้ทาสีแดงและทองปิดทองคำเปลวกว่า 2.4 ล้านแผ่นแห่งนี้ มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับศาลเจ้าชินโตทั่วไปที่มักเน้นความเรียบง่ายสะท้อนธรรมชาติ โดยที่นี่มุ่งแสดงถึงอำนาจ บารมี และความร่ำรวยเกรียงไกรของตระกูลโทคุงาวะ จุดชมศิลปะแกะสลักไม้ที่โด่งดังระดับโลกภายในศาลเจ้าได้แก่ ประตูโยเมมง (Yomeimon Gate) หรือ "ประตูแสงอาทิตย์ยามเย็น" ซึ่งประดับด้วยลวดลายแกะสลักสัตว์มงคล เทพเจ้า และมังกรกิเลนรวมกว่า 500 ชิ้นที่มีรายละเอียดสูงจนผู้เข้าชมสามารถยืนพิจารณาได้ทั้งวันไม่มีเบื่อ อีกสัญลักษณ์ยอดนิยมคือ ภาพแกะสลักลิงสามตัว (Three Wise Monkeys) ในอากัปกิริยา ปิดหู ปิดตา ปิดปาก ซึ่งสื่อถึงคำสอนทางพุทธปรัชญาในการหลีกเลี่ยงสิ่งไม่ดี และ ภาพแกะสลักแมวหลับ (Nemuri-neko) ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้คานประตูทางเข้าสู่สุสานป่าสนด้านหลัง สื่อถึงสันติภาพอันเงียบสงบในแผ่นดินญี่ปุ่นยามไร้สงคราม การเดินทาง: นั่งรถไฟด่วนขบวนพิเศษ Tobu Limited Express จากสถานี Asakusa ในโตเกียว ตรงสู่สถานี Tobu-Nikko Station ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นต่อรถบัสประจำทาง Nikko World Heritage Bus ลงป้าย Toshogu Shrine แล้วเดินเท้าต่อประมาณ 3 นาที เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ช่วงเดือนเมษายน - ตุลาคม เปิดเวลา 08:00 - 17:00 น. และช่วงเดือนพฤศจิกายน - มีนาคม เปิดเวลา 08:00 - 16:00 น. (เข้าชมรอบสุดท้ายก่อนเวลาปิด 30 นาที) ค่าเข้าชม: ตั๋วเข้าชมศาลเจ้าสำหรับผู้ใหญ่ราคา 1,300 เยน และสำหรับนักเรียนประถมและมัธยมต้นราคา 450 เยน (สามารถซื้อบัตรคอมโบรวมพิพิธภัณฑ์ศิลปะโบราณได้ในราคา 2,100 เยน)
🏛️ ที่เที่ยว
ย่านโดทงโบริ (Dotonbori) เป็นย่านบันเทิง แหล่งช้อปปิ้ง และสตรีทฟู้ดที่มีชื่อเสียงและมีชีวิตชีวามากที่สุดของเมืองโอซาก้า ทอดยาวขนานไปกับคลองโดทงโบริโบราณที่ขุดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1612 ย่านนี้เริ่มต้นเติบโตจากการเป็นย่านโรงละครคาบูกิและโรงละครหุ่นเชิดโบราณในยุคเอโดะ ก่อนจะเปลี่ยนผ่านเป็นศูนย์กลางความบันเทิงสมัยใหม่ที่ดึงดูดผู้คนนับแสนในแต่ละค่ำคืนด้วยแสงสีจากป้ายไฟนีออนโฆษณาขนาดยักษ์ ไฮไลต์สำคัญที่เป็นสัญลักษณ์ของโอซาก้าและห้ามพลาดเด็ดขาดคือ ป้ายกูลิโกะรันนิ่งแมน (Glico Running Man Sign) นักวิ่งชายบนลู่วิ่งสีน้ำเงินที่ตั้งอยู่ริมสะพานเอบิสึ (Ebisu Bridge) ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมมายืนต่อคิวถ่ายรูปทำท่าเลียนแบบนักวิ่ง นอกจากนี้ สองข้างทางริมถนนยังมีป้ายหน้าร้านค้าสามมิติขนาดยักษ์ที่เคลื่อนไหวได้ เช่น ปูยักษ์ขยับขาได้ของร้าน Kani Doraku, มังกรเขียวพ่นไฟ และเกี๊ยวซ่ายักษ์ ย่านนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นสวรรค์ของคนชอบกินตามสุภาษิตญี่ปุ่นที่ว่า "คุอิดาโอเระ" (Kuidaore) หรือกินจนกว่าจะล้มละลาย ของขึ้นชื่อคือ ทาโกะยากิร้อนๆ แป้งนุ่ม, โอโคโนมิยากิกระทะร้อน และคุชิคัตสึ (ของเสียบไม้ชุบแป้งทอด) การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินสาย Midosuji Line, Sennichimae Line หรือ Yotsubashi Line ลงที่สถานี Namba Station แล้วเดินมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือประมาณ 5 นาทีเพื่อเข้าสู่ริมคลองโดทงโบริ เวลาเปิด-ปิด: พื้นที่ริมคลองและสะพานเปิดตลอด 24 ชั่วโมง (ร้านค้าและร้านอาหารส่วนใหญ่เปิดบริการช่วง 11:00 - 23:00 น. ป้ายไฟนีออนส่วนใหญ่จะเปิดส่องสว่างตั้งแต่พลบค่ำถึงเวลา 24:00 น.) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินเที่ยวชมและถ่ายรูปบรรยากาศทั่วไป (หากต้องการล่องเรือ Tombori River Cruise ชมวิวสองฝั่งคลอง จะมีค่าบริการประมาณ 1,000 เยน)
🏛️ ที่เที่ยว
ย่านยูฟุอิน (Yufuin Onsen) เป็นเมืองรีสอร์ทออนเซ็นชนบทขนาดเล็กอันแสนเงียบสงบและมีเสน่ห์ ตั้งอยู่ในจังหวัดโออิตะ บนเกาะคิวชู ได้รับการโหวตจากคนญี่ปุ่นให้เป็นหนึ่งในเมืองออนเซ็นในฝันที่น่ามาเยือนที่สุด เมืองนี้ถูกโอบล้อมไปด้วยธรรมชาติอันเขียวขจีและมีภูเขายูฟุดาเกะ (Mt. Yufudake) สองยอดสูงตระหง่านเป็นฉากหลังอย่างยิ่งใหญ่ ยูฟุอินโดดเด่นตรงที่อนุรักษ์วิถีชีวิตดั้งเดิมแบบกึ่งโบราณ ไม่สร้างอาคารหรือโรงแรมสูงบดบังทัศนียภาพ และมุ่งเน้นสไตล์คาเฟ่ แกลเลอรี่ศิลปะ และสวนดอกไม้น่ารัก สถานที่ท่องเที่ยวไฮไลต์คือ ถนนช้อปปิ้งยูโนสึโบะ (Yunotsubo Street) ถนนคนเดินสองข้างทางที่ประดับประดาด้วยสถาปัตยกรรมบ้านไม้โบราณ ดัดแปลงเป็นร้านขายของแฮนด์เมด ของที่ระลึก ขนมขึ้นชื่อ เช่น โรลเค้ก B-Speak บอมบ์คร็อกเก้ และร้านชาเขียว ต่อเนื่องไปยัง ยูฟุอิน โฟลรัล วิลเลจ (Yufuin Floral Village) หมู่บ้านจำลองสไตล์คอทส์โวลส์ของอังกฤษแสนน่ารัก ปลายสุดของถนนจะเชื่อมกับ ทะเลสาบคินรินโกะ (Lake Kinrin) ทะเลสาบขนาดเล็กที่พิเศษตรงที่มีน้ำพุร้อนธรรมชาติไหลมารวมกับน้ำเย็นใต้ทะเลสาบ ส่งผลให้ในยามเช้าฤดูหนาวจะมีไอน้ำลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำเป็นม่านหมอกสีขาวแลดูคล้ายดินแดนในเทพนิยาย การเดินทาง: นั่งรถไฟด่วนขบวนพิเศษสุดหรู "Yufuin no Mori" (ป่าแห่งยูฟุอิน) จากสถานี Hakata Station (Fukuoka) ไปลงที่สถานี JR Yufuin Station ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 15 นาที จากนั้นเดินเท้าตรงเข้าสู่ย่านช้อปปิ้งได้ทันที เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการตลอดวัน ร้านค้าและคาเฟ่ทั่วไปจะเปิดบริการช่วง 09:00 - 17:30 น. (แนะนำให้ไปถึงช่วงสายๆ และหลีกเลี่ยงช่วงค่ำเนื่องจากร้านค้าปิดเร็ว) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินเที่ยวชมบริเวณเมือง ทะเลสาบ และหมู่บ้าน Floral Village (สำหรับออนเซ็นสาธารณะและบ่อแช่เท้าจะมีค่าบริการประมาณ 200 - 1,000 เยน)
🏛️ ที่เที่ยว
ตลาดอะเมะโยโกะ (Ameyoko Market) หรือชื่อเต็มว่า "อะเมะยารสึโบะ" (Ameya Yokocho) เป็นตลาดนัดกลางแจ้งสไตล์สตรีทฟู้ดและแหล่งค้าปลีก-ส่งที่คึกคักที่สุดในโตเกียว ทอดยาวขนานไปตามใต้สะพานทางรถไฟยกระดับระหว่างสถานี JR Ueno และสถานี JR Okachimachi ย้อนประวัติศาสตร์ไปในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ตลาดแห่งนี้เริ่มต้นจากการเป็น "ตลาดมืด" (Black Market) ที่ขายสินค้านำเข้าจากอเมริกา โดยเฉพาะขนมหวานและลูกอม ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ "Ameya Yokocho" (ตรอกร้านขายลูกอม) และต่อมาได้ขยายตัวเป็นแหล่งขายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาย่อมเยาในปัจจุบัน ปัจจุบัน ตลาดอะเมะโยโกะเปรียบเสมือนศูนย์รวมความหลากหลายทางวัฒนธรรมและรสชาติ สองข้างทางอัดแน่นไปด้วยร้านค้าแผงลอยมากกว่า 400 ร้าน จำหน่ายสินค้าทุกประเภทตั้งแต่ของสด อาหารทะเล (เช่น ไข่ปลาแซลมอน ปูยักษ์ ปลาทูน่า) ผลไม้เสียบไม้หวานฉ่ำ เสื้อผ้าแฟชั่นแนวสตรีท รองเท้าแบรนด์เนมลดราคา ของเล่นโมเดล เครื่องสำอาง ไปจนถึงร้านขายยาและอาหารเสริมยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ตลอดแนวตลาดจะมีพ่อค้าแม่ค้าคอยส่งเสียงตะโกนเรียกลูกค้าด้วยภาษาญี่ปุ่นสำเนียงท้องถิ่นที่กระฉับกระเฉงดุดันเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารอิซากายะแบบเปิดโล่งและร้านสตรีทฟู้ดนานาชาติให้นั่งดื่มเบียร์จิบคู่กับของกินเล่นยามค่ำคืนในบรรยากาศกึ่งย้อนยุค การเดินทาง: สะดวกที่สุดโดยนั่งรถไฟ JR Yamanote Line ลงที่สถานี Ueno Station (ออกทางออก Central Exit) หรือสถานี Okachimachi Station แล้วเดินมุ่งหน้าเข้าสู่ซอยขนานใต้รางรถไฟได้ทันที เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10:00 - 20:00 น. (เวลาทำการจะขึ้นอยู่กับแต่ละร้านค้า บางร้านอาหารสดอาจเปิดเช้ากว่านั้น และร้านอิซากายะส่วนใหญ่จะเปิดบริการถึงค่ำเวลา 22:00 - 23:00 น.) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินเที่ยวชมและสัมผัสบรรยากาศตลาด
🏛️ ที่เที่ยว
ศาลเจ้าเมจิ (Meiji Jingu) เป็นศาลเจ้าชินโตที่ยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดในกรุงโตเกียว สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1920 เพื่ออุทิศถวายแด่ดวงวิญญาณของจักรพรรดิเมจิ (Emperor Meiji) และจักรพรรดินีโชเก็ง (Empress Shoken) ผู้ทรงมีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปและนำพาประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมและอารยธรรมสมัยใหม่ พื้นที่อันเงียบสงบแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงที่คึกคัก แต่กลับได้รับการโอบล้อมด้วยป่าทึบอุดมสมบูรณ์ที่ปลูกขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ โดยมีต้นไม้มากกว่า 100,000 ต้น จากการบริจาคของประชาชนทั่วประเทศญี่ปุ่นในเวลานั้น เมื่อเดินผ่านเสาประตูโทริอิไม้ขนาดใหญ่ยักษ์ที่ทำจากไม้สนซีดาร์อายุกว่า 1,500 ปีเข้ามา บรรยากาศรอบตัวจะเปลี่ยนเป็นความเงียบสงบและร่มรื่นทันที ทางเดินหินกรวดกรุบกรับพาเราตรงเข้าสู่เขตชั้นในของศาลเจ้า อาคารหลักสร้างด้วยไม้ไซเปรสญี่ปุ่นโบราณตามสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง นักท่องเที่ยวและชาวญี่ปุ่นนิยมเดินทางมาขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล การเรียน การงาน และความรัก และมักจะได้พบเห็นการจัดพิธีแต่งงานแบบชินโตดั้งเดิม (Shinto Wedding) ที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวและครอบครัวสวมชุดกิโมโนโบราณเดินแห่ขบวนอย่างงดงาม การเดินทาง: นั่งรถไฟ JR Yamanote Line ลงที่สถานี Harajuku Station แล้วใช้ทางออก Omotesando Exit จะพบทางเข้าศาลเจ้าอยู่ติดกับสถานี หรือนั่งรถไฟใต้ดินสาย Chiyoda Line / Fukutoshin Line ลงที่สถานี Meiji-jingumae Station เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกดิน (เวลาปรับเปลี่ยนทุกเดือนตามฤดูกาล ปกติอยู่ระหว่าง 05:00 - 18:00 น.) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับบริเวณศาลเจ้าทั่วไป (สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าชมสวนชั้นใน Meiji Jingu Inner Garden เพื่อชมดอกไอริสบานสะพรั่งในช่วงเดือนมิถุนายน จะมีค่าบำรุงรักษาสวน 500 เยน)
🏛️ ที่เที่ยว
เซ็นโซจิ อาซากุซะ (Senso-ji Asakusa) เป็นชื่อเรียกของวัดเซ็นโซจิที่ตั้งอยู่ในย่านอาซากุซะ ซึ่งเป็นชื่อที่นักท่องเที่ยวมักใช้เพื่อระบุตำแหน่งที่ตั้งของวัดให้ชัดเจน วัดแห่งนี้คือวัดพุทธที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงโตเกียว มีประวัติยาวนานกว่า 1,400 ปี นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 645 และเป็นศูนย์กลางของย่านอาซากุซะที่ยังคงรักษาบรรยากาศแบบโตเกียวยุคเก่าไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ย่านอาซากุซะรอบวัดเซ็นโซจิเป็นพื้นที่ที่สะท้อนวิถีชีวิตแบบเอโดะ (Edo) ได้ดีที่สุดในโตเกียว ตึกอาคารส่วนใหญ่ยังคงความสูงไม่เกิน 4-5 ชั้น แตกต่างจากย่านธุรกิจสมัยใหม่อย่างชินจูกุหรือชิบูย่า ถนนสายหลักที่นำไปสู่วัดคือถนน Nakamise Dori ความยาวประมาณ 250 เมตร มีร้านค้ากว่า 90 ร้านจำหน่ายสินค้าหัตถกรรม เครื่องประดับ ชุดยูกาตะ และอาหารว่างแบบดั้งเดิม อาคารสำคัญของวัดเริ่มจากประตู Kaminarimon หรือประตูสายฟ้า ที่มีโคมไฟกระดาษสีแดงขนาดใหญ่แขวนตรงกลาง จากนั้นเป็นถนน Nakamise นำไปสู่ประตู Hozomon ซึ่งเป็นประตูชั้นสองที่มีรูปปั้นเทพผู้พิทักษ์สององค์ ก่อนถึงวิหารหลัก Hondo ที่ประดิษฐานรูปปั้นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ด้านข้างมีเจดีย์ห้าชั้นสูง 53 เมตรซึ่งเป็นจุดสังเกตสำคัญของย่าน ในวันธรรมดาวัดเซ็นโซจิเปิดให้เข้าชมวิหารหลักตั้งแต่ 6.00 น. ส่วนวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์เปิดตั้งแต่ 6.30 น. ปิดเวลา 17.00 น. ทุกวัน แต่บริเวณลานวัดและประตูต่างๆ เปิดให้เข้าชมได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทำให้สามารถมาเยือนได้ทุกช่วงเวลาของวัน ช่วงเช้าตรู่ก่อน 7 โมงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการถ่ายภาพ เนื่องจากนักท่องเที่ยวยังน้อย และยังสามารถเห็นภาพพระสงฆ์ทำวัตรเช้าในวิหารหลัก ส่วนช่วงหลัง 17.00 น. ที่ร้านค้าบน Nakamise ปิดแล้ว วัดจะมีการเปิดไฟประดับบริเวณประตูและเจดีย์ สร้างบรรยากาศที่สวยงามแตกต่างจากกลางวัน นอกจากวัดแล้ว ย่านอาซากุซะยังมีสถานที่น่าสนใจใกล้เคียงอีกมาก เช่น Asakusa Culture Tourist Information Center ที่มีจุดชมวิวชั้น 8 สามารถมองเห็นวัดและตึก Tokyo Skytree ในมุมเดียวกัน หรือแม่น้ำสุมิดะที่มีเรือสำราญล่องไปยังโอไดบะ การเดินทางมาอาซากุซะสามารถใช้รถไฟใต้ดินสาย Ginza Line, Asakusa Line หรือ Tobu Skytree Line ลงที่สถานี Asakusa แล้วเดินเพียง 5 นาทีถึงประตู Kaminarimon เซ็นโซจิ อาซากุซะจึงเป็นจุดหมายที่ทุกคนที่มาเยือนโตเกียวควรมาสัมผัสบรรยากาศแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมที่หาได้ยากในเมืองใหญ่
🏛️ ที่เที่ยว
วัดคิโยมิซุ-เดระ (Kiyomizu-dera) หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า "วัดน้ำใส" เป็นวัดพุทธนิกายฮอสโซโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาโอโตวะ (Mt. Otowa) ทางทิศตะวันออกของเมืองเกียวโต ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1994 วัดนี้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 778 โดยพระภิกษุเอนชิน จุดเด่นที่มีชื่อเสียงระดับโลกคือ วิหารหลัก (Hondo) ที่สร้างโครงสร้างระเบียงไม้ยื่นออกไปเหนือหน้าผาสูง 13 เมตร โดยใช้ท่อนซุงขนาดใหญ่มาเข้าสลักยึดกันแบบโบราณโดยไม่ได้ใช้ตะปูเลยแม้แต่ตัวเดียว เป็นสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่งและทนทานต่อภัยธรรมชาติมาหลายศตวรรษ ด้านล่างของวิหารหลักเป็นที่ตั้งของ น้ำตกโอโตวะ (Otowa Waterfall) สายน้ำธรรมชาติศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลแยกออกเป็นสามสาย นักท่องเที่ยวนิยมต่อคิวเพื่อใช้กระบวยด้ามยาวรองน้ำดื่มเพื่อขอพร โดยแต่ละสายมีความเชื่อต่างกันคือ สายแรกเพื่อความสำเร็จในการศึกษา สายที่สองเพื่อความรักและการแต่งงาน และสายที่สามเพื่อสุขภาพที่ดีและอายุยืนยาว นอกจากนี้ภายในบริเวณวัดยังมีศาลเจ้าจิชู (Jishu Shrine) ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการขอพรความรัก มีหินลองรักสองก้อนตั้งห่างกัน หากใครสามารถปิดตาแล้วเดินจากหินก้อนหนึ่งไปชนอีกก้อนหนึ่งได้ เชื่อว่าจะสมหวังในความรัก การเดินทาง: จากสถานีรถไฟ Kyoto Station นั่งรถบัสประจำทางสาย 100 หรือ 206 ลงที่ป้าย Gojo-zaka หรือ Kiyomizu-michi จากนั้นเดินเท้าขึ้นเนินไปตามถนนนิเนนซากะและซันเนนซากะประมาณ 10-15 นาที เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06:00 - 18:00 น. (ช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะมีงานเปิดไฟประดับรอบค่ำ Night Illumination ซึ่งจะขยายเวลาเปิดถึง 21:30 น.) ค่าเข้าชม: ค่าเข้าชมภายในวิหารหลักและระเบียงไม้ราคา 500 เยนสำหรับผู้ใหญ่ และ 200 เยนสำหรับเด็กประถมและมัธยม (พื้นที่ภายนอกวัดสามารถเดินชมได้ฟรี)
🏛️ ที่เที่ยว
ปราสาทคุมาโมโตะ (Kumamoto Castle) เป็นหนึ่งในสามปราสาทที่ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองคุมาโมโตะ เกาะคิวชู สร้างขึ้นเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1607 โดยไดเมียว คาโตะ คิโยมาสะ (Kato Kiyomasa) ขุนศึกผู้มีชื่อเสียงด้านวิศวกรรมสถาปัตยกรรมทหาร ปราสาทนี้ขึ้นชื่อในเรื่องระบบป้องกันทางทหารที่เป็นเลิศ โดยเฉพาะแนวกำแพงหินทรงลาดเอียงที่สูงชันและลื่นไหลซึ่งรู้จักกันในชื่อ "มูชาะกาเอชิ" (Musha-gaeshi) ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูรวมถึงนินจาสามารถปีนขึ้นมาสู่ตัวปราสาทได้ ตัวปราสาทหลักได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในจังหวัดคุมาโมโตะเมื่อปี ค.ศ. 2016 ส่งผลให้กำแพงหินถล่มลงมาและกระเบื้องหลังคาแตกกระจาย รัฐบาลญี่ปุ่นและประชาชนได้ร่วมมือกันบูรณะอาคารหอคอยหลัก (Tenshukaku) ครั้งใหญ่ด้วยเทคโนโลยีลดแรงสั่นสะเทือนสมัยใหม่จนเสร็จสมบูรณ์และเปิดให้เข้าชมภายในอีกครั้งในปี ค.ศ. 2021 ภายในจัดแสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์เชิงโต้ตอบอันทันสมัย และจุดชมวิวชั้นบนสุดสามารถมองเห็นวิวเมืองคุมาโมโตะได้แบบ 360 องศา ตลอดบริเวณปราสาทปลูกต้นซากุระกว่า 800 ต้น ซึ่งเมื่อบานสะพรั่งสีชมพูตัดกับกำแพงหินสีดำเทาจะสวยงามน่าเกรงขามอย่างยิ่ง การเดินทาง: นั่งรถไฟชินคันเซ็น (Kyushu Shinkansen) ลงที่สถานี Kumamoto Station จากนั้นต่อรถรางไฟฟ้า Kumamoto City Tram ลงที่สถานี Kumamotojo-mae แล้วเดินเท้าต่อประมาณ 10-15 นาทีเพื่อเข้าสู่ลานปราสาท เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09:00 - 17:00 น. (เข้าชมรอบสุดท้ายเวลา 16:30 น. ปิดให้บริการช่วงเทศกาลปีใหม่ตั้งแต่วันที่ 29 - 31 ธันวาคม) ค่าเข้าชม: ค่าเข้าชมตัวอาคารปราสาทหลักสำหรับผู้ใหญ่ราคา 800 เยน สำหรับเด็กนักเรียนประถมและมัธยมต้นราคา 300 เยน และเด็กเล็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์เข้าชมฟรี
🏛️ ที่เที่ยว
ถนนนิเนนซาก้า (Ninenzaka) และถนนซันเนนซาก้า (Sannenzaka) เป็นเนินลาดเดินปูหินโบราณที่เป็นเส้นทางแสวงบุญเชื่อมต่อจากเขตย่านเกดเก่ากิอองมุ่งสู่วัดคิโยมิซุเดระ (วัดน้ำใส) ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในถนนคนเดินที่สวยงามและคงความเป็นญี่ปุ่นดั้งเดิมไว้ได้ดีที่สุดในเกียวโต ชื่อของเนินมีความหมายเชื่อมโยงกับความเชื่อโบราณ เช่น เนินสองปี (Ninenzaka) และ เนินสามปี (Sannenzaka) ซึ่งเชื่อกันว่าหากใครลื่นล้มที่เนินนี้จะมีเคราะห์ร้ายหรืออายุสั้นลง 2-3 ปี จึงต้องเดินอย่างระมัดระวังและมีสติ แต่ในอีกแง่หนึ่ง เนินเหล่านี้ก็สื่อถึงการมาอธิษฐานขอพรให้คลอดบุตรได้อย่างปลอดภัย สองข้างเนินประดับไปด้วยบ้านเรือนไม้เก่าแก่อายุกว่าร้อยปี สถาปัตยกรรมสไตล์เกียวโตโบราณที่ทำด้วยไม้สีเข้มและผนังกระดาษ ปัจจุบันเปิดเป็นร้านจำหน่ายของที่ระลึกหัตถกรรมพื้นเมือง ร้านพัดชาเขียวมัทฉะ คาเฟ่สไตล์ย้อนยุค และร้านเช่าชุดกิโมโน ซึ่งเป็นกิจกรรมยอดนิยมของนักท่องเที่ยวในการสวมชุดกิโมโนเดินเล่นถ่ายรูปบนถนนสายนี้ ไฮไลต์พิเศษของถนนคือร้าน Starbucks Coffee สาขา Ninenzaka Yasaka Chaya ซึ่งดัดแปลงจากบ้านไม้โบราณอายุกว่า 100 ปี และเป็นสาขาเดียวในโลกที่มีการนั่งจิบกาแฟบนเสื่อทาทามิแบบดั้งเดิม การเดินทาง: นั่งรถบัสประจำทางจากสถานี Kyoto Station สาย 100 หรือ 206 ลงป้าย Kiyomizu-michi หรือ Gojo-zaka จากนั้นเดินเท้าต่อเข้าสู่ทางขึ้นเนินประมาณ 5-7 นาที เวลาเปิด-ปิด: พื้นที่ถนนเปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง (ร้านค้าส่วนใหญ่เปิดให้บริการเวลา 09:00 - 18:00 น. แนะนำให้มาเดินเล่นช่วงเช้าตรู่ก่อน 08:30 น. หากต้องการหลีกเลี่ยงความแออัดของนักท่องเที่ยว) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินเที่ยวชมย่านถนนโบราณทั้งหมด
🏛️ ที่เที่ยว
คลองโอตารุ (Otaru Canal) เป็นคลองประวัติศาสตร์อันแสนโรแมนติกและเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองโอตารุ เกาะฮอกไกโด คลองนี้สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1923 เพื่อใช้เป็นเส้นทางลำเลียงสินค้าจากเรือใหญ่ในอ่าวเข้าสู่โกดังริมน้ำ ในอดีตเป็นศูนย์กลางการค้าชายฝั่งที่คึกคักอย่างมาก จนกระทั่งเทคโนโลยีการขนส่งทันสมัยขึ้น คลองแห่งนี้จึงได้ปรับปรุงรูปแบบมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนในช่วงปี ค.ศ. 1980 โดยมีการถมคลองครึ่งหนึ่งเพื่อทำถนนคนเดินและตกแต่งด้วยโคมไฟแก๊สโบราณริมน้ำ บรรยากาศริมคลองสวยงามแตกต่างกันไปในแต่ละฤดูกาล ในฤดูหนาวคลองจะปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลนตัดกับผิวน้ำ และจะมีการจัดเทศกาล "Otaru Snow Light Path" ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยชาวเมืองจะลอยเทียนแก้วเหนือน้ำและปั้นหิมะติดไฟสลักเสลาตามริมทางเดิน ยามค่ำคืนไฟแก๊สริมคลองจะส่องสว่างสะท้อนภาพโกดังอิฐแดงเก่าแก่ที่ปัจจุบันถูกดัดแปลงเป็นร้านอาหาร คาเฟ่ และแกลเลอรี่ทำให้อบอุ่นละมุนตา การเดินทาง: นั่งรถไฟ JR Hakodate Line ลงสถานี Otaru Station จากนั้นเดินตรงจากหน้าสถานีลงเนินมุ่งสู่ชายฝั่งทะเลประมาณ 8-10 นาที (ระยะทางประมาณ 800 เมตร) จะพบคลองโอตารุตั้งอยู่ติดถนนริมอ่าว เวลาเปิด-ปิด: พื้นที่ริมทางเดินเปิดตลอด 24 ชั่วโมง (เรือล่องคลอง Otaru Canal Cruise เปิดบริการช่วง 11:00 - 20:00 น. ขึ้นกับสภาพอากาศ) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินชมวิวริมคลองและถ่ายรูปทั่วไป (หากต้องการล่องเรือชมวิว Otaru Canal Cruise จะมีค่าบริการประมาณ 1,500 - 2,000 เยนต่อคน)
🏛️ ที่เที่ยว
ย่านยูฟุอิน (Yufuin Onsen) เป็นเมืองรีสอร์ทออนเซ็นชนบทขนาดเล็กอันแสนเงียบสงบและมีเสน่ห์ ตั้งอยู่ในจังหวัดโออิตะ บนเกาะคิวชู ได้รับการโหวตจากคนญี่ปุ่นให้เป็นหนึ่งในเมืองออนเซ็นในฝันที่น่ามาเยือนที่สุด เมืองนี้ถูกโอบล้อมไปด้วยธรรมชาติอันเขียวขจีและมีภูเขายูฟุดาเกะ (Mt. Yufudake) สองยอดสูงตระหง่านเป็นฉากหลังอย่างยิ่งใหญ่ ยูฟุอินโดดเด่นตรงที่อนุรักษ์วิถีชีวิตดั้งเดิมแบบกึ่งโบราณ ไม่สร้างอาคารหรือโรงแรมสูงบดบังทัศนียภาพ และมุ่งเน้นสไตล์คาเฟ่ แกลเลอรี่ศิลปะ และสวนดอกไม้น่ารัก สถานที่ท่องเที่ยวไฮไลต์คือ ถนนช้อปปิ้งยูโนสึโบะ (Yunotsubo Street) ถนนคนเดินสองข้างทางที่ประดับประดาด้วยสถาปัตยกรรมบ้านไม้โบราณ ดัดแปลงเป็นร้านขายของแฮนด์เมด ของที่ระลึก ขนมขึ้นชื่อ เช่น โรลเค้ก B-Speak บอมบ์คร็อกเก้ และร้านชาเขียว ต่อเนื่องไปยัง ยูฟุอิน โฟลรัล วิลเลจ (Yufuin Floral Village) หมู่บ้านจำลองสไตล์คอทส์โวลส์ของอังกฤษแสนน่ารัก ปลายสุดของถนนจะเชื่อมกับ ทะเลสาบคินรินโกะ (Lake Kinrin) ทะเลสาบขนาดเล็กที่พิเศษตรงที่มีน้ำพุร้อนธรรมชาติไหลมารวมกับน้ำเย็นใต้ทะเลสาบ ส่งผลให้ในยามเช้าฤดูหนาวจะมีไอน้ำลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำเป็นม่านหมอกสีขาวแลดูคล้ายดินแดนในเทพนิยาย การเดินทาง: นั่งรถไฟด่วนขบวนพิเศษสุดหรู "Yufuin no Mori" (ป่าแห่งยูฟุอิน) จากสถานี Hakata Station (Fukuoka) ไปลงที่สถานี JR Yufuin Station ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 15 นาที จากนั้นเดินเท้าตรงเข้าสู่ย่านช้อปปิ้งได้ทันที เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการตลอดวัน ร้านค้าและคาเฟ่ทั่วไปจะเปิดบริการช่วง 09:00 - 17:30 น. (แนะนำให้ไปถึงช่วงสายๆ และหลีกเลี่ยงช่วงค่ำเนื่องจากร้านค้าปิดเร็ว) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินเที่ยวชมบริเวณเมือง ทะเลสาบ และหมู่บ้าน Floral Village (สำหรับออนเซ็นสาธารณะและบ่อแช่เท้าจะมีค่าบริการประมาณ 200 - 1,000 เยน)