ค้นพบสถานที่น่าสนใจทั่วญี่ปุ่น
🏛️ ที่เที่ยว
น้ำตกธรรมชาติใกล้เมืองโกเบ เหมาะกับการเดินป่าและพักผ่อน
🏛️ ที่เที่ยว
พิพิธภัณฑ์ที่เล่าประวัติบะหมีกึ่งสำเร็จรูป ให้ผู้เข้าชมสนุกกับการออกแบบบะหมีของตัวเอง
🏛️ ที่เที่ยว
หนึ่งในออนเซ็นที่เก่าแก่ของญี่ปุ่น ใกล้เมืองโกเบ ขึ้นชื่อเรื่องน้ำพุร้อนสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์
🏛️ ที่เที่ยว
หนึ่งในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ชมฉลามสินธุ์และสัตว์ทะเลนานาชนิด
🏛️ ที่เที่ยว
ตึกระฟ้าที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองโยโกฮาม่า มีจุดชมวิวอ่าวทะเลโยโกฮาม่า
🏛️ ที่เที่ยว
ที่ประทับของจักรพรรดิญี่ปุ่น ตั้งอยู่ใจกลางเมืองโตเกียว ล้อมรอบด้วยสวนและคูเมืองโบราณ
🏛️ ที่เที่ยว
เซ็นโซจิ อาซากุซะ (Senso-ji Asakusa) เป็นชื่อเรียกของวัดเซ็นโซจิที่ตั้งอยู่ในย่านอาซากุซะ ซึ่งเป็นชื่อที่นักท่องเที่ยวมักใช้เพื่อระบุตำแหน่งที่ตั้งของวัดให้ชัดเจน วัดแห่งนี้คือวัดพุทธที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงโตเกียว มีประวัติยาวนานกว่า 1,400 ปี นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 645 และเป็นศูนย์กลางของย่านอาซากุซะที่ยังคงรักษาบรรยากาศแบบโตเกียวยุคเก่าไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ย่านอาซากุซะรอบวัดเซ็นโซจิเป็นพื้นที่ที่สะท้อนวิถีชีวิตแบบเอโดะ (Edo) ได้ดีที่สุดในโตเกียว ตึกอาคารส่วนใหญ่ยังคงความสูงไม่เกิน 4-5 ชั้น แตกต่างจากย่านธุรกิจสมัยใหม่อย่างชินจูกุหรือชิบูย่า ถนนสายหลักที่นำไปสู่วัดคือถนน Nakamise Dori ความยาวประมาณ 250 เมตร มีร้านค้ากว่า 90 ร้านจำหน่ายสินค้าหัตถกรรม เครื่องประดับ ชุดยูกาตะ และอาหารว่างแบบดั้งเดิม อาคารสำคัญของวัดเริ่มจากประตู Kaminarimon หรือประตูสายฟ้า ที่มีโคมไฟกระดาษสีแดงขนาดใหญ่แขวนตรงกลาง จากนั้นเป็นถนน Nakamise นำไปสู่ประตู Hozomon ซึ่งเป็นประตูชั้นสองที่มีรูปปั้นเทพผู้พิทักษ์สององค์ ก่อนถึงวิหารหลัก Hondo ที่ประดิษฐานรูปปั้นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ด้านข้างมีเจดีย์ห้าชั้นสูง 53 เมตรซึ่งเป็นจุดสังเกตสำคัญของย่าน ในวันธรรมดาวัดเซ็นโซจิเปิดให้เข้าชมวิหารหลักตั้งแต่ 6.00 น. ส่วนวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์เปิดตั้งแต่ 6.30 น. ปิดเวลา 17.00 น. ทุกวัน แต่บริเวณลานวัดและประตูต่างๆ เปิดให้เข้าชมได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทำให้สามารถมาเยือนได้ทุกช่วงเวลาของวัน ช่วงเช้าตรู่ก่อน 7 โมงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการถ่ายภาพ เนื่องจากนักท่องเที่ยวยังน้อย และยังสามารถเห็นภาพพระสงฆ์ทำวัตรเช้าในวิหารหลัก ส่วนช่วงหลัง 17.00 น. ที่ร้านค้าบน Nakamise ปิดแล้ว วัดจะมีการเปิดไฟประดับบริเวณประตูและเจดีย์ สร้างบรรยากาศที่สวยงามแตกต่างจากกลางวัน นอกจากวัดแล้ว ย่านอาซากุซะยังมีสถานที่น่าสนใจใกล้เคียงอีกมาก เช่น Asakusa Culture Tourist Information Center ที่มีจุดชมวิวชั้น 8 สามารถมองเห็นวัดและตึก Tokyo Skytree ในมุมเดียวกัน หรือแม่น้ำสุมิดะที่มีเรือสำราญล่องไปยังโอไดบะ การเดินทางมาอาซากุซะสามารถใช้รถไฟใต้ดินสาย Ginza Line, Asakusa Line หรือ Tobu Skytree Line ลงที่สถานี Asakusa แล้วเดินเพียง 5 นาทีถึงประตู Kaminarimon เซ็นโซจิ อาซากุซะจึงเป็นจุดหมายที่ทุกคนที่มาเยือนโตเกียวควรมาสัมผัสบรรยากาศแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมที่หาได้ยากในเมืองใหญ่
🏛️ ที่เที่ยว
ภูเขาไฟฟูจิ (Mount Fuji) หรือในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า "ฟูจิซัง" เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่นด้วยความสูง 3,776 เมตรจากระดับน้ำทะเล ตั้งคร่อมอยู่ระหว่างจังหวัดยามานาชิและชิซูโอกะ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 2013 ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และแหล่งบันดาลใจทางศิลปะที่สำคัญของญี่ปุ่นมาหลายศตวรรษ ภูเขาไฟลูกนี้เป็นประเภทภูเขาไฟสลับชั้น (Stratovolcano) ที่มีรูปทรงกรวยสมมาตรที่สวยงามและสมบูรณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และยอดเขาจะปกคลุมด้วยหิมะสีขาวสะอาดตาเกือบตลอดทั้งปี สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป จุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิที่เป็นที่นิยมมากที่สุดคือรอบๆ ทะเลสาบทั้งห้าของฟูจิ (Fujigoko) โดยเฉพาะทะเลสาบคาวากุจิโกะ (Lake Kawaguchiko) และเจดีย์ชูเรโตะ (Chureito Pagoda) ซึ่งจะให้ภาพทิวทัศน์เจดีย์สีแดงห้าชั้นคู่กับภูเขาไฟฟูจิที่มีหิมะปกคลุมยอดเป็นฉากหลังอย่างวิจิตรตระการตา สำหรับสายผจญภัย ในแต่ละปีช่วงฤดูร้อน (ต้นเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนกันยายน) เส้นทางปีนเขาจะเปิดอย่างเป็นทางการให้นักเดินป่าจากทั่วโลกได้มาท้าทายตนเองเพื่อปีนขึ้นสู่ยอดเขาไปชมแสงแรกของวันประทีปแห่งชัยชนะ (Goraiko) เหนือทะเลหมอก การเดินทาง: จากโตเกียว (สถานี Shinjuku) สามารถนั่งรถไฟด่วนขบวนพิเศษ Fuji Excursion ตรงสู่งสถานี Kawaguchiko Station ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง หรือนั่งรถบัสทางด่วน Highway Bus จากสถานี Shinjuku Expressway Bus Terminal ตรงสู่ Kawaguchiko ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 45 น. เวลาเปิด-ปิด: พื้นที่ธรรมชาติภายนอกชมวิวได้ตลอด 24 ชั่วโมง (ศูนย์ข้อมูลการท่องเที่ยวและจุดแวะพัก Fuji 5th Station เปิดให้บริการช่วงกลางวัน 08:30 - 17:00 น. ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและการเปิดถนน) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการชมวิวรอบนอกภูเขาไฟทั่วไป (ในกรณีเดินเท้าปีนขึ้นสู่ยอดเขา จะมีค่าบำรุงรักษาภูเขาไฟฟูจิภาคสมัครใจท่านละ 1,000 เยน)
🏛️ ที่เที่ยว
ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ ไทฉะ (Fushimi Inari Taisha) เป็นศาลเจ้าประธานของเทพอินาริ (Inari) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งข้าว การเกษตร และความอุดมสมบูรณ์ในศาสนาชินโต ศาลเจ้านี้เป็นต้นแบบของศาลเจ้าอินาริทั่วประเทศญี่ปุ่นกว่า 30,000 แห่ง ทำให้มีความสำคัญทางศาสนาในระดับสูงสุด ตั้งอยู่ที่เชิงเขาอินาริยามะ ทางตอนใต้ของเกียวโต ประวัติของศาลเจ้าย้อนไปถึงปี ค.ศ. 711 ในสมัยจักรพรรดิ Wado โดยตระกูล Hata ซึ่งเป็นตระกูลที่มีอำนาจในยุคนั้น ตลอดประวัติศาสตร์ ศาลเจ้าได้รับการอุปถัมภ์จากทั้งราชวงศ์และพ่อค้าที่ต้องการขอพรให้กิจการเจริญรุ่งเรือง ทำให้มีการบริจาคประตูโทริอิอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน สัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของศาลเจ้าคือ เซ็มบงโทริอิ (Senbon Torii) หรือ "โทริอิพันบาน" ซึ่งเป็นเส้นทางประตูโทริอิสีแดงส้มที่เรียงต่อกันเป็นอุโมงค์ทอดยาวขึ้นไปตามภูเขาอินาริ สีแดงส้มของโทริอิเรียกว่าสี Shuiro ซึ่งในความเชื่อชินโตถือเป็นสีที่ป้องกันสิ่งชั่วร้ายและเป็นสัญลักษณ์ของพลังชีวิต แต่ละประตูโทริอิจะมีการสลักชื่อผู้บริจาคและวันที่บริจาคไว้ที่เสาด้านหลัง การบริจาคโทริอิยังคงเป็นธรรมเนียมที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยราคาบริจาคขึ้นอยู่กับขนาดของประตู เริ่มตั้งแต่ประมาณ 400,000 เยนสำหรับขนาดเล็กไปจนถึงกว่า 1 ล้านเยนสำหรับขนาดใหญ่ ตามเส้นทางขึ้นเขาจะพบศาลเจ้าย่อยนับร้อยแห่งที่เรียกว่า Otsuka ซึ่งเป็นศาลเจ้าส่วนบุคคลที่ผู้คนสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพอินาริในแบบของตนเอง แต่ละแห่งมักมีรูปปั้นจิ้งจอกคู่หนึ่งคาบกุญแจ ลูกแก้ว หรือข้าวอยู่ในปาก ซึ่งสื่อถึงสัญลักษณ์ต่างๆ ของความอุดมสมบูรณ์ ยอดเขาอินาริมีความสูง 233 เมตร การเดินขึ้นจากเชิงเขาถึงยอดใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง ตลอดเส้นทางมีจุดพักหลายแห่งที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นเมืองเกียวโตจากมุมสูง ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ ไม่มีค่าเข้าชมและเปิดให้เข้าชมตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ทำให้สามารถมาเยือนได้ทุกช่วงเวลา การเดินทางสะดวกมากโดยนั่งรถไฟสาย JR Nara Line จากสถานีเกียวโต ลงที่สถานี Inari ซึ่งใช้เวลาเพียง 5 นาที และสถานีตั้งอยู่ตรงข้ามกับทางเข้าศาลเจ้าโดยตรง ทำให้ฟุชิมิ อินาริเป็นหนึ่งในจุดหมายที่เข้าถึงง่ายที่สุดในเกียวโต นอกจากความสำคัญทางศาสนาแล้ว ฟุชิมิ อินาริยังเป็นสถานที่ที่ปรากฏในภาพยนตร์และซีรีส์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลายเรื่อง ทำให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ช่วงเวลาที่แนะนำสำหรับการมาเยือนคือเช้าตรู่ก่อน 8 โมงเช้า เพื่อหลีกเลี่ยงความแออัดของนักท่องเที่ยวและได้สัมผัสบรรยากาศที่เงียบสงบของอุโมงค์โทริอิอย่างเต็มที่ บริเวณรอบทางเข้ายังมีร้านอาหารท้องถิ่นที่จำหน่าย Inari Sushi ซึ่งเป็นอาหารที่มีความเกี่ยวข้องกับตำนานของเทพอินาริและจิ้งจอกโดยตรง
🏛️ ที่เที่ยว
คินคาคุจิ (Kinkaku-ji) วัดทองคำ เป็นชื่อเรียกทั่วไปของวัด Rokuon-ji ซึ่งเป็นวัดในนิกายเซน Rinzai ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกียวโต ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1994 ในฐานะส่วนหนึ่งของอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์แห่งเกียวโตโบราณ ร่วมกับวัดและศาลเจ้าสำคัญอีกหลายแห่ง จุดเริ่มต้นของวัดนี้มาจากการที่โชกุน Ashikaga Yoshimitsu สร้างคฤหาสน์พักผ่อนขึ้นในปี ค.ศ. 1397 หลังจากท่านเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1408 ตามความประสงค์ของท่าน คฤหาสน์ถูกดัดแปลงเป็นวัดพุทธ อาคารหลักซึ่งเป็นที่มาของชื่อ "วัดทองคำ" คือศาลาสามชั้นที่ชั้นบนสองชั้นถูกปิดด้วยทองคำเปลวทั้งหมด สถาปัตยกรรมของอาคารแสดงถึงการผสมผสานสามยุคในอาคารเดียว ชั้นแรกซึ่งไม่ปิดทอง สร้างในสไตล์ Shinden-zukuri แบบที่อยู่อาศัยของขุนนางในยุคเฮอัน ใช้เป็นห้องรับรอง ชั้นสองสร้างในสไตล์ Buke หรือสไตล์ที่อยู่อาศัยของซามูไร เป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นพระโพธิสัตว์ และชั้นสามสร้างในสไตล์สถาปัตยกรรมวัดเซนแบบจีน เป็นห้องสำหรับพิธีกรรมทางศาสนา อาคารปัจจุบันเป็นโครงสร้างที่สร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1955 หลังจากอาคารดั้งเดิมถูกวางเพลิงในปี ค.ศ. 1950 โดยพระหนุ่มที่มีปัญหาทางจิตเวช ในปี ค.ศ. 1987 มีการบุทองคำเปลวใหม่ทั้งหมดโดยใช้เทคนิคที่ทำให้ทองคำมีความหนาเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าจากเดิม ทำให้ความเงางามของทองคำที่เห็นในปัจจุบันมีความคงทนมากขึ้น บนยอดหลังคามีรูปปั้นนกฟีนิกซ์ทองคำ หรือ Hou-ou ซึ่งเป็นนกในตำนานจีนที่ปรากฏเฉพาะในยุคสันติสุขและความเจริญรุ่งเรือง สื่อถึงความปรารถนาของผู้สร้างที่ต้องการให้ยุคของตนเป็นยุคทอง บ่อน้ำ Kyoko-chi หรือ "บึงกระจกทอง" ที่อยู่ด้านหน้าวัด เป็นองค์ประกอบสำคัญของการออกแบบ เมื่อผิวน้ำสงบจะสะท้อนภาพวัดทองคำลงมาอย่างสมบูรณ์แบบ ภายในบึงมีโขดหินและเกาะเล็กๆ ที่จัดวางตามคติความเชื่อเรื่องเขาพระสุเมรุและสวรรค์ในพุทธศาสนา สวนรอบวัดเป็นสวนภูมิทัศน์แบบ Muromachi ซึ่งเป็นรูปแบบสวนที่ได้รับความนิยมในศตวรรษที่ 14-16 เน้นการจัดวางต้นไม้และหินให้ดูเป็นธรรมชาติ มีต้นสน Rikushu-no-Matsu อายุกว่า 600 ปีที่ถูกตัดแต่งเป็นรูปทรงเรือ ซึ่งสื่อถึงเรือสมบัติในตำนาน ค่าเข้าชม 500 เยน เปิด 9.00-17.00 น. ทุกวัน เดินทางโดยรถบัสจากสถานีเกียวโตสาย 101 หรือ 205 ลงป้าย Kinkakuji-michi คินคาคุจิจึงเป็นสถานที่ที่สะท้อนความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมของยุค Muromachi ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด
🏛️ ที่เที่ยว
หมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go) เป็นหมู่บ้านโบราณที่ตั้งอยู่ในจังหวัดกิฟุ ทางตอนกลางของญี่ปุ่น ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1995 ร่วมกับหมู่บ้าน Gokayama ในจังหวัดโทยามะ ภายใต้ชื่อ "Historic Villages of Shirakawa-go and Gokayama" เนื่องจากเป็นตัวแทนของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่หาดูได้ยากและยังคงสภาพสมบูรณ์ ลักษณะสถาปัตยกรรมที่ทำให้หมู่บ้านนี้มีชื่อเสียงคือบ้านทรงหลังคาแบบ Gassho-zukuri ซึ่งแปลตรงตัวว่า "ทรงมือพนม" เนื่องจากหลังคาที่มีความชันมากถึง 45-60 องศา มีลักษณะคล้ายมือสองข้างที่พนมเข้าหากัน การออกแบบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับน้ำหนักหิมะที่ตกหนักในช่วงฤดูหนาว ซึ่งพื้นที่นี้มีปริมาณหิมะสะสมสูงถึง 2-3 เมตรในบางปี บ้าน Gassho-zukuri สร้างขึ้นโดยไม่ใช้ตะปูเลย ใช้เพียงเชือกฟางและไม้ในการยึดโครงสร้างทั้งหมด ซึ่งเป็นเทคนิคที่ต้องใช้ความรู้และความชำนาญสูง การซ่อมแซมหลังคาแต่ละครั้งต้องใช้ฟางจำนวนมากและอาศัยแรงงานจากคนในชุมชนทั้งหมู่บ้านในการช่วยเปลี่ยนหลังคา ซึ่งยังคงเป็นธรรมเนียมที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน บ้านส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า 200-300 ปี และยังมีคนอาศัยอยู่จริงในปัจจุบัน บางหลังเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมวิถีชีวิตดั้งเดิม เช่น Wada House ซึ่งเป็นบ้านที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านและเคยเป็นที่อยู่ของหัวหน้าหมู่บ้าน ภายในจัดแสดงเครื่องมือทำการเกษตรและอุปกรณ์การเลี้ยงไหม ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านในอดีต ชั้นบนของบ้านที่มีหลังคาสูงถูกใช้เป็นที่เลี้ยงตัวไหมเนื่องจากมีการระบายอากาศที่ดี จุดชมวิวที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Shiroyama Viewpoint ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาเหนือหมู่บ้าน สามารถมองเห็นภาพรวมของหมู่บ้านทั้งหมดจากมุมสูง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่หิมะปกคลุมหลังคาบ้านทุกหลัง สร้างภาพที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก จุดชมวิวนี้สามารถเดินขึ้นไปได้ หรือนั่งรถบัสรับส่งที่จัดให้บริการในบางช่วงเวลา ในช่วงฤดูหนาวของทุกปี หมู่บ้านจะจัดงาน Light-up Festival ซึ่งเปิดไฟประดับหมู่บ้านในยามค่ำคืนเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ในเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ สร้างบรรยากาศที่งดงามเป็นพิเศษ แต่ต้องจองตั๋วล่วงหน้าเนื่องจากมีผู้สนใจจำนวนมาก การเดินทางมาชิราคาวาโกะสามารถนั่งรถบัสจากเมืองทาคายามะ (Takayama) ใช้เวลาประมาณ 50 นาที หรือจากนาโกย่าโดยรถบัส Nohi/Meitetsu ใช้เวลาประมาณ 2.5-3 ชั่วโมง หมู่บ้านไม่มีค่าเข้าชม แต่บ้านพิพิธภัณฑ์บางแห่งมีค่าเข้าชมประมาณ 300-500 เยน
🏛️ ที่เที่ยว
ศาลเจ้าอิสึคุชิมะ มิยาจิมะ (Itsukushima Shrine, Miyajima) เป็นศาลเจ้าชินโตที่ตั้งอยู่บนเกาะมิยาจิมะ ในจังหวัดฮิโรชิมา ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1996 และถือเป็นหนึ่งในสามทัศนียภาพที่สวยที่สุดของญี่ปุ่นตามธรรมเนียม Nihon Sankei ที่กำหนดขึ้นในยุคเอโดะ ร่วมกับ Matsushima ในจังหวัดมิยางิ และ Amanohashidate ในจังหวัดเกียวโต จุดเด่นที่ทำให้ศาลเจ้านี้มีชื่อเสียงระดับโลกคือ ประตูโทริอิสีแดงขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในทะเล ห่างจากตัวศาลเจ้าประมาณ 200 เมตร ความสูงของประตูอยู่ที่ประมาณ 16 เมตร เทียบเท่าตึก 5 ชั้น สร้างจากไม้การบูรซึ่งมีความทนทานต่อสภาพอากาศทางทะเลและแมลง ประตูที่เห็นในปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 8 สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1875 โดยใช้เทคนิคการก่อสร้างที่ให้ตัวประตูยืนหยัดอยู่ได้ด้วยน้ำหนักของตัวเองโดยไม่ต้องฝังฐานลงดิน ศาลเจ้าอิสึคุชิมะมีประวัติยาวนานกว่า 1,400 ปี โดยมีบันทึกครั้งแรกในปี ค.ศ. 593 รูปแบบสถาปัตยกรรมที่เห็นในปัจจุบันได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1168 โดย Taira no Kiyomori ผู้นำที่มีอำนาจสูงสุดในยุคปลายเฮอัน ลักษณะเด่นคือการสร้างอาคารศาลเจ้าบนเสาที่ปักลงในทะเล ทำให้ตัวอาคารดูเหมือนลอยอยู่บนผิวน้ำเมื่อน้ำขึ้น ภายในศาลเจ้าประกอบด้วยอาคารหลักหลายส่วนเชื่อมต่อกันด้วยทางเดินไม้ยาวกว่า 275 เมตร ได้แก่ Honden (ศาลเจ้าหลัก) Haiden (ห้องสวดมนต์) และเวทีแสดง Noh ซึ่งเป็นเวทีการแสดงศิลปะดั้งเดิมที่ตั้งอยู่บนน้ำ ถือเป็นเวที Noh แห่งเดียวในญี่ปุ่นที่สร้างบนทะเล ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจที่สุดของศาลเจ้าคือความเปลี่ยนแปลงตามระดับน้ำทะเล ในช่วงน้ำขึ้น (Mansion) ระดับน้ำจะสูงขึ้นมาจนถึงเสาของอาคารศาลเจ้าและประตูโทริอิ ทำให้ดูเหมือนทั้งหมดลอยอยู่บนทะเล ส่วนในช่วงน้ำลง (Kanchō) น้ำจะลดลงจนเห็นพื้นทรายโดยรอบ นักท่องเที่ยวสามารถเดินไปสัมผัสฐานของประตูโทริอิได้โดยตรง ทั้งสองช่วงเวลาให้ประสบการณ์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เกาะมิยาจิมะยังเป็นที่อยู่อาศัยของกวางป่าซิกะที่เดินเสรีคล้ายที่นารา รวมถึงเป็นที่ตั้งของภูเขา Misen ภูเขาศักดิ์สิทธิ์สูง 535 เมตรที่มีกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไปชมทัศนียภาพ และวัด Daisho-in วัดพุทธนิกายชินงอนที่มีอายุกว่า 1,200 ปี ค่าเข้าชมศาลเจ้าอิสึคุชิมะอยู่ที่ 300 เยน เปิดให้บริการตั้งแต่ 6.30-18.00 น. โดยเวลาอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล การเดินทางต้องนั่งรถไฟ JR Sanyo Line จากฮิโรชิมาลงสถานี Miyajimaguchi แล้วต่อเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากใช้เวลาประมาณ 10 นาที ค่าเรือประมาณ 200 เยน