ค้นพบสถานที่น่าสนใจทั่วญี่ปุ่น
หอชมวิวใจกลางซัปโปโร วิว Odori Park ยามหิมะตกขาวโพลนงดงามมาก และไฟกลางคืน การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินสาย Tozai Line ลงสถานี Odori Station ทางออก 27 แล้วเดินเท้าเพียง 1 นาที
เอาต์เล็ตมอลล์ริมทะเล จักรยานน้ำ ชิงช้าสวรรค์ยักษ์ชมวิวทะเล และพระอาทิตย์ตก การเดินทาง: นั่งรถไฟสาย Fukuoka City Subway Kuko Line ลงสถานี Meinohama Station แล้วต่อรถบัส Marinoa Shuttle หรือนั่งรถบัส Nishitetsu จาก Tenjin ตรงไปยัง Marinoa City
ซูชิสายพานสไตล์ไฮเทค จานละ 110¥ มีระบบ bikkura-pon กาชาปองเมื่อทานครบ 5 จาน หน้าร้านเป็น Anime อลังการ เหมาะมากกับการท่องเที่ยวงบน้อย
อากิฮาบาร่าของโอซาก้า ร้านอิเล็กทรอนิกส์ อนิเมะ มังงะ และ Retro game ราคาถูกกว่าโตเกียว
อิซากายะสายประหยัดชื่อดัง ไก่ย่างทุกแบบ ราคาชิ้นละ 298 เยน เปิดสาขาทั่วโตเกียว การเดินทาง: นั่งรถไฟทุกสายที่ผ่านสถานี Shibuya Station แล้วออกทางประตู Hachiko Exit เดินเท้าประมาณ 5 นาที
ร้านเทมปุระในตำนานย่านอาซากุสะ มีเทมปุระให้เลือกหลายหลาย ทั้งเนื้อสัตว์และผัก วัตถุดิบอย่างดี ปริมาณเยอะ สมราคา ทอดกรอบไม่อมน้ำมัน กินกับเกลือแบบดั้งเดิม หรือซอสเข้มข้นก็อร่อย ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามวัดเซ็นโซจิ
คาเฟ่สุดแปลกของดีไซเนอร์ชื่อดัง Sebastian Masuda สีสันจัดจ้านสไตล์ Harajuku เต็มๆ
🏛️ ที่เที่ยว
⭐ วัดเซ็นโซจิ (Senso-ji) เป็นวัดพุทธที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงโตเกียว ตั้งอยู่ในย่านอาซากุสะ (Asakusa) ทางตะวันออกของโตเกียว ตามประวัติศาสตร์เล่าว่าวัดนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 645 หลังจากชาวประมงสองพี่น้องพบรูปปั้นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือเจ้าแม่กวนอิม ในแม่น้ำสุมิดะ และได้นำมาประดิษฐานไว้ ณ ที่นี้ ทำให้วัดเซ็นโซจิกลายเป็นศูนย์กลางความศรัทธาของชาวโตเกียวมาตลอดกว่า 1,300 ปี สัญลักษณ์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของวัดคือ ประตูคามินาริมง (Kaminarimon) หรือประตูสายฟ้า ซึ่งมีโคมไฟกระดาษสีแดงขนาดใหญ่แขวนอยู่ตรงกลาง น้ำหนักกว่า 700 กิโลกรัม เขียนคำว่า Kaminarimon ด้วยตัวอักษรคันจิขนาดใหญ่ ด้านข้างประตูมีรูปปั้นเทพเจ้าสององค์ คือ Fujin เทพแห่งลม และ Raijin เทพแห่งสายฟ้า ซึ่งทำหน้าที่ปกปักรักษาวัด หลังจากผ่านประตูคามินาริมงเข้าไป จะเจอกับถนน Nakamise Dori ถนนช้อปปิ้งที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 250 เมตร เรียงรายด้วยร้านค้ากว่า 90 ร้านที่จำหน่ายของที่ระลึก ขนมญี่ปุ่นโบราณ และสินค้าหัตถกรรม เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินเล่นและซื้อของฝากมากที่สุด ของขึ้นชื่อได้แก่ Ningyo-yaki ขนมเค้กไส้ถั่วแดงรูปหน้าคน และ Kaminari Okoshi ขนมข้าวพองคลุกน้ำตาล ปลายถนน Nakamise จะพบกับประตูโฮโซมง (Hozomon) ซึ่งเป็นประตูชั้นที่สองก่อนถึงตัววิหารหลัก ภายในวิหารหลักหรือ Hondo เป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรที่ไม่เปิดให้สาธารณชนเห็นองค์จริง นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปกราบไหว้และจุดธูปได้ที่กระถางธูปขนาดใหญ่ด้านหน้าวิหาร ซึ่งชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าควันธูปมีสรรพคุณในการรักษาโรค จึงมักโบกควันมาที่ตัวเองหรือบริเวณที่เจ็บปวด ด้านข้างวิหารหลักมีเจดีย์ห้าชั้น (Five-Story Pagoda) สูง 53 เมตร ซึ่งเป็นหนึ่งในเจดีย์ที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น และศาลเจ้าอาซากุสะ (Asakusa Shrine) ซึ่งเป็นศาลเจ้าชินโตที่อุทิศให้กับผู้ก่อตั้งวัด สะท้อนถึงความผสมผสานระหว่างพุทธศาสนาและศาสนาชินโตที่เป็นลักษณะเฉพาะของญี่ปุ่น วัดเซ็นโซจิเปิดให้เข้าชมบริเวณวิหารหลักตั้งแต่ 6.00-17.00 น. ส่วนพื้นที่บริเวณวัดและประตูเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีค่าเข้าชม การเดินทางสะดวกมาก สามารถลงสถานีรถไฟใต้ดิน Asakusa Station บนสาย Ginza Line, Asakusa Line หรือ Tobu Skytree Line แล้วเดินเพียง 5 นาที ช่วงเวลาที่แนะนำคือเช้าตรู่ก่อน 8 โมง ซึ่งร้านค้าบน Nakamise ยังไม่เปิด แต่จะได้สัมผัสบรรยากาศที่เงียบสงบของวัดในยามเช้า เห็นพระสงฆ์ทำวัตรเช้า และแสงแดดอ่อนๆ ที่ตกกระทบหลังคาวัด ส่วนช่วงค่ำวัดจะมีการเปิดไฟประดับซึ่งทำให้บรรยากาศดูสวยงามแตกต่างจากกลางวันอย่างสิ้นเชิง วัดเซ็นโซจิจึงเป็นจุดหมายที่ไม่ว่าจะมาโตเกียวกี่ครั้งก็ควรแวะมาเยือนเสมอ การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินสาย Ginza Line, Asakusa Line หรือ Tobu Skytree Line ลงสถานี Asakusa Station แล้วเดินต่อเพียง 5 นาที
🏛️ ที่เที่ยว
⭐ เบปปุ จิโกกุ เมกุริ (Beppu Jigoku Meguri) หรือ "ทัวร์นรกทั้งเจ็ดแห่งเบปปุ" เป็นกลุ่มบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่มีลักษณะพิเศษ ตั้งอยู่ในเมืองเบปปุ จังหวัดโออิตะ บนเกาะคิวชู เมืองเบปปุเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองออนเซนที่มีปริมาณน้ำพุร้อนไหลออกมากที่สุดในญี่ปุ่น โดยมีบ่อน้ำพุร้อนมากกว่า 2,000 แห่งทั่วเมือง คำว่า "Jigoku" แปลว่า "นรก" ในภาษาญี่ปุ่น ซึ่งถูกใช้เรียกบ่อน้ำพุร้อนเหล่านี้เนื่องจากในอดีตชาวบ้านเชื่อว่าไอน้ำที่พวยพุ่งขึ้นมาพร้อมเสียงดังและกลิ่นกำมะถันเป็นสัญญาณของนรกที่อยู่ใต้ดิน บ่อน้ำพุร้อนทั้งเจ็ดแห่งนี้กระจายอยู่ใน 2 พื้นที่หลัก คือ Kannawa และ Shibaseki ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 2-3 กิโลเมตร บ่อที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Umi Jigoku หรือ "นรกทะเล" มีน้ำสีฟ้าครามสดใสคล้ายทะเล อุณหภูมิของน้ำสูงถึง 98 องศาเซลเซียส สีฟ้าของน้ำเกิดจากแร่ซัลเฟตเหล็กที่ละลายอยู่ในน้ำ ภายในบริเวณยังมีบ่อน้ำขนาดเล็กที่มีอุณหภูมิพอเหมาะสำหรับการต้มไข่และนึ่งมันเทศ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมทำ อีกบ่อที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กันคือ Chi-no-ike Jigoku หรือ "นรกสระเลือด" ซึ่งเป็นบ่อน้ำพุร้อนสีแดงเข้มที่เกิดจากแร่เหล็กออกไซด์และแมกนีเซียมที่ผสมอยู่ในดินโคลนใต้พื้น เป็นบ่อน้ำพุร้อนสีแดงตามธรรมชาติแห่งเดียวในญี่ปุ่นที่มีขนาดใหญ่เช่นนี้ มีการบันทึกถึงบ่อน้ำนี้ในเอกสารทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 บ่ออื่นๆ ในกลุ่ม Jigoku Meguri ได้แก่ Oniishibozu Jigoku ที่มีโคลนเดือดเป็นฟองคล้ายหัวพระที่โกนผม Kamado Jigoku ที่มีไอน้ำพุ่งออกมาจากปล่องคล้ายเตา Yama Jigoku ที่มีสัตว์ป่าเช่น ฮิปโปและนกกระจอกเทศอาศัยอยู่บริเวณรอบบ่อน้ำพุร้อน Shiraike Jigoku ที่มีน้ำสีขาวขุ่นคล้ายน้ำนม และ Tatsumaki Jigoku ที่มีน้ำพุร้อนพวยพุ่งขึ้นเป็นช่วงๆ คล้ายกับ Old Faithful ในสหรัฐอเมริกา การเข้าชมสามารถซื้อตั๋วรวมสำหรับชมทั้ง 7 บ่อในราคาประมาณ 2,200 เยน ซึ่งคุ้มค่ากว่าการซื้อตั๋วแยกแต่ละบ่อที่มีราคาประมาณ 400 เยนต่อบ่อ การเดินทางระหว่างบ่อต่างๆ ในพื้นที่ Kannawa สามารถเดินถึงกันได้ ส่วนการไปยัง Chi-no-ike Jigoku และ Tatsumaki Jigoku ในพื้นที่ Shibaseki ต้องนั่งรถบัสหรือรถยนต์ นอกจากการชมบ่อน้ำพุร้อนแล้ว เมืองเบปปุยังมีออนเซนหลากหลายรูปแบบให้แช่ รวมถึง Sand Bath หรือการฝังตัวในทรายร้อนที่ Takegawara Onsen ซึ่งเป็นอาคารออนเซนเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 100 ปี การเดินทางมาเบปปุสามารถนั่งรถไฟ JR Sonic จากฟุกุโอกะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง บ่อน้ำพุร้อนส่วนใหญ่เปิดให้บริการตั้งแต่ 8.00-17.00 น.
วัดทดสอบระบบ
🏛️ ที่เที่ยว
คานาซาวะมีชื่อเล่นว่า 'เกียวโตน้อย' เนื่องจากมีย่านซามูไรและเกอิชาที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี สวนเคนโรคุเอนเป็นหนึ่งในสามสวนที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น
🏛️ ที่เที่ยว
ย่านอาซากุสะเป็นย่านประวัติศาสตร์ใจกลางโตเกียวที่ยังคงรักษาบรรยากาศแบบเอโดะ มีวัดเซนจิ ถนนนากามิเซะ และรินิกิชาให้บริการนักท่องเที่ยว