ค้นพบสถานที่น่าสนใจทั่วญี่ปุ่น
🏛️ ที่เที่ยว
ถนนนิเนนซาก้า (Ninenzaka) และถนนซันเนนซาก้า (Sannenzaka) เป็นเนินลาดเดินปูหินโบราณที่เป็นเส้นทางแสวงบุญเชื่อมต่อจากเขตย่านเกดเก่ากิอองมุ่งสู่วัดคิโยมิซุเดระ (วัดน้ำใส) ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในถนนคนเดินที่สวยงามและคงความเป็นญี่ปุ่นดั้งเดิมไว้ได้ดีที่สุดในเกียวโต ชื่อของเนินมีความหมายเชื่อมโยงกับความเชื่อโบราณ เช่น เนินสองปี (Ninenzaka) และ เนินสามปี (Sannenzaka) ซึ่งเชื่อกันว่าหากใครลื่นล้มที่เนินนี้จะมีเคราะห์ร้ายหรืออายุสั้นลง 2-3 ปี จึงต้องเดินอย่างระมัดระวังและมีสติ แต่ในอีกแง่หนึ่ง เนินเหล่านี้ก็สื่อถึงการมาอธิษฐานขอพรให้คลอดบุตรได้อย่างปลอดภัย สองข้างเนินประดับไปด้วยบ้านเรือนไม้เก่าแก่อายุกว่าร้อยปี สถาปัตยกรรมสไตล์เกียวโตโบราณที่ทำด้วยไม้สีเข้มและผนังกระดาษ ปัจจุบันเปิดเป็นร้านจำหน่ายของที่ระลึกหัตถกรรมพื้นเมือง ร้านพัดชาเขียวมัทฉะ คาเฟ่สไตล์ย้อนยุค และร้านเช่าชุดกิโมโน ซึ่งเป็นกิจกรรมยอดนิยมของนักท่องเที่ยวในการสวมชุดกิโมโนเดินเล่นถ่ายรูปบนถนนสายนี้ ไฮไลต์พิเศษของถนนคือร้าน Starbucks Coffee สาขา Ninenzaka Yasaka Chaya ซึ่งดัดแปลงจากบ้านไม้โบราณอายุกว่า 100 ปี และเป็นสาขาเดียวในโลกที่มีการนั่งจิบกาแฟบนเสื่อทาทามิแบบดั้งเดิม การเดินทาง: นั่งรถบัสประจำทางจากสถานี Kyoto Station สาย 100 หรือ 206 ลงป้าย Kiyomizu-michi หรือ Gojo-zaka จากนั้นเดินเท้าต่อเข้าสู่ทางขึ้นเนินประมาณ 5-7 นาที เวลาเปิด-ปิด: พื้นที่ถนนเปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง (ร้านค้าส่วนใหญ่เปิดให้บริการเวลา 09:00 - 18:00 น. แนะนำให้มาเดินเล่นช่วงเช้าตรู่ก่อน 08:30 น. หากต้องการหลีกเลี่ยงความแออัดของนักท่องเที่ยว) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินเที่ยวชมย่านถนนโบราณทั้งหมด
🏛️ ที่เที่ยว
คลองโอตารุ (Otaru Canal) เป็นคลองประวัติศาสตร์อันแสนโรแมนติกและเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองโอตารุ เกาะฮอกไกโด คลองนี้สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1923 เพื่อใช้เป็นเส้นทางลำเลียงสินค้าจากเรือใหญ่ในอ่าวเข้าสู่โกดังริมน้ำ ในอดีตเป็นศูนย์กลางการค้าชายฝั่งที่คึกคักอย่างมาก จนกระทั่งเทคโนโลยีการขนส่งทันสมัยขึ้น คลองแห่งนี้จึงได้ปรับปรุงรูปแบบมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนในช่วงปี ค.ศ. 1980 โดยมีการถมคลองครึ่งหนึ่งเพื่อทำถนนคนเดินและตกแต่งด้วยโคมไฟแก๊สโบราณริมน้ำ บรรยากาศริมคลองสวยงามแตกต่างกันไปในแต่ละฤดูกาล ในฤดูหนาวคลองจะปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลนตัดกับผิวน้ำ และจะมีการจัดเทศกาล "Otaru Snow Light Path" ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยชาวเมืองจะลอยเทียนแก้วเหนือน้ำและปั้นหิมะติดไฟสลักเสลาตามริมทางเดิน ยามค่ำคืนไฟแก๊สริมคลองจะส่องสว่างสะท้อนภาพโกดังอิฐแดงเก่าแก่ที่ปัจจุบันถูกดัดแปลงเป็นร้านอาหาร คาเฟ่ และแกลเลอรี่ทำให้อบอุ่นละมุนตา การเดินทาง: นั่งรถไฟ JR Hakodate Line ลงสถานี Otaru Station จากนั้นเดินตรงจากหน้าสถานีลงเนินมุ่งสู่ชายฝั่งทะเลประมาณ 8-10 นาที (ระยะทางประมาณ 800 เมตร) จะพบคลองโอตารุตั้งอยู่ติดถนนริมอ่าว เวลาเปิด-ปิด: พื้นที่ริมทางเดินเปิดตลอด 24 ชั่วโมง (เรือล่องคลอง Otaru Canal Cruise เปิดบริการช่วง 11:00 - 20:00 น. ขึ้นกับสภาพอากาศ) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินชมวิวริมคลองและถ่ายรูปทั่วไป (หากต้องการล่องเรือชมวิว Otaru Canal Cruise จะมีค่าบริการประมาณ 1,500 - 2,000 เยนต่อคน)
🏛️ ที่เที่ยว
ปราสาทคุมาโมโตะ (Kumamoto Castle) เป็นหนึ่งในสามปราสาทที่ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองคุมาโมโตะ เกาะคิวชู สร้างขึ้นเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1607 โดยไดเมียว คาโตะ คิโยมาสะ (Kato Kiyomasa) ขุนศึกผู้มีชื่อเสียงด้านวิศวกรรมสถาปัตยกรรมทหาร ปราสาทนี้ขึ้นชื่อในเรื่องระบบป้องกันทางทหารที่เป็นเลิศ โดยเฉพาะแนวกำแพงหินทรงลาดเอียงที่สูงชันและลื่นไหลซึ่งรู้จักกันในชื่อ "มูชาะกาเอชิ" (Musha-gaeshi) ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูรวมถึงนินจาสามารถปีนขึ้นมาสู่ตัวปราสาทได้ ตัวปราสาทหลักได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในจังหวัดคุมาโมโตะเมื่อปี ค.ศ. 2016 ส่งผลให้กำแพงหินถล่มลงมาและกระเบื้องหลังคาแตกกระจาย รัฐบาลญี่ปุ่นและประชาชนได้ร่วมมือกันบูรณะอาคารหอคอยหลัก (Tenshukaku) ครั้งใหญ่ด้วยเทคโนโลยีลดแรงสั่นสะเทือนสมัยใหม่จนเสร็จสมบูรณ์และเปิดให้เข้าชมภายในอีกครั้งในปี ค.ศ. 2021 ภายในจัดแสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์เชิงโต้ตอบอันทันสมัย และจุดชมวิวชั้นบนสุดสามารถมองเห็นวิวเมืองคุมาโมโตะได้แบบ 360 องศา ตลอดบริเวณปราสาทปลูกต้นซากุระกว่า 800 ต้น ซึ่งเมื่อบานสะพรั่งสีชมพูตัดกับกำแพงหินสีดำเทาจะสวยงามน่าเกรงขามอย่างยิ่ง การเดินทาง: นั่งรถไฟชินคันเซ็น (Kyushu Shinkansen) ลงที่สถานี Kumamoto Station จากนั้นต่อรถรางไฟฟ้า Kumamoto City Tram ลงที่สถานี Kumamotojo-mae แล้วเดินเท้าต่อประมาณ 10-15 นาทีเพื่อเข้าสู่ลานปราสาท เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09:00 - 17:00 น. (เข้าชมรอบสุดท้ายเวลา 16:30 น. ปิดให้บริการช่วงเทศกาลปีใหม่ตั้งแต่วันที่ 29 - 31 ธันวาคม) ค่าเข้าชม: ค่าเข้าชมตัวอาคารปราสาทหลักสำหรับผู้ใหญ่ราคา 800 เยน สำหรับเด็กนักเรียนประถมและมัธยมต้นราคา 300 เยน และเด็กเล็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์เข้าชมฟรี
🏛️ ที่เที่ยว
สวนนารา (Nara Park) เป็นพื้นที่สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองนารา อดีตเมืองหลวงแห่งแรกของญี่ปุ่นในยุค Nara Period (ค.ศ. 710-794) สวนแห่งนี้มีพื้นที่กว่า 660 เฮกตาร์ และเป็นที่ตั้งของกลุ่มอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO จุดที่ทำให้สวนนาราโดดเด่นที่สุดคือฝูงกวางป่าซิกะ (Sika Deer) จำนวนกว่า 1,200 ตัวที่อาศัยอยู่อย่างเสรีในพื้นที่สวน กวางเหล่านี้ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะ "สมบัติของชาติทางธรรมชาติ" (Natural Treasure) มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1957 ตามตำนานความเชื่อของศาสนาชินโต เทพเจ้า Takemikazuchi-no-Mikoto ได้เสด็จมายังนาราโดยทรงกวางสีขาว ทำให้กวางกลายเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้า Kasuga Taisha กวางในสวนนาราคุ้นเคยกับมนุษย์เป็นอย่างมาก เนื่องจากได้รับอาหารจากนักท่องเที่ยวมาเป็นเวลานาน ร้านค้าที่ได้รับอนุญาตจะจำหน่ายขนม Shika Senbei ซึ่งเป็นข้าวเกรียบไม่ปรุงรสที่ทำขึ้นเฉพาะสำหรับกวาง พฤติกรรมที่น่าสนใจคือกวางบางตัวจะโค้งคำนับก่อนรับขนม ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เรียนรู้จากการตอบสนองของนักท่องเที่ยว ภายในสวนนาราเป็นที่ตั้งของวัดโทไดจิ (Todai-ji) ซึ่งสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 752 ตามพระราชโองการของจักรพรรดิ Shomu เพื่อเป็นศูนย์กลางของวัดในเครือข่ายทั่วประเทศ อาคาร Daibutsuden หรือ "หอพระใหญ่" เป็นอาคารไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปไดบุตสึ ซึ่งเป็นรูปปั้นพระพุทธรูปไวโรจนะทองสัมฤทธิ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น อีกสถานที่สำคัญคือศาลเจ้า Kasuga Taisha ซึ่งก่อตั้งในปี ค.ศ. 768 มีเส้นทางเดินที่ประดับด้วยตะเกียงหินกว่า 2,000 ดวงและตะเกียงทองสัมฤทธิ์กว่า 1,000 ดวง บางส่วนมีอายุย้อนไปถึงยุค Heian ตะเกียงเหล่านี้จะถูกจุดในเทศกาล Mantoro ที่จัดขึ้นปีละสองครั้งในเดือนกุมภาพันธ์และสิงหาคม สวนนารายังเป็นจุดชมซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีที่สำคัญ ช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนซากุระจะบานทั่วสวน ส่วนช่วงเดือนพฤศจิกายนต้นเมเปิ้ลและแปะก๊วยจะเปลี่ยนเป็นสีแดงและทอง สร้างความสวยงามที่แตกต่างกันในแต่ละฤดูกาล การเดินทางมาสวนนาราสะดวกมากจากเกียวโตหรือโอซาก้า โดยนั่งรถไฟสาย JR Nara Line หรือ Kintetsu Nara Line ลงสถานี JR Nara หรือ Kintetsu Nara แล้วเดินต่ออีก 5-15 นาที สวนเปิดให้เข้าชมตลอดเวลาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ส่วนการเข้าชมพระพุทธรูปไดบุตสึมีค่าเข้าชม 600 เยน เปิด 7.30-17.30 น. ในฤดูร้อนและ 8.00-17.00 น. ในฤดูหนาว
🏛️ ที่เที่ยว
ศาลเจ้าอิสึคุชิมะ มิยาจิมะ (Itsukushima Shrine, Miyajima) เป็นศาลเจ้าชินโตที่ตั้งอยู่บนเกาะมิยาจิมะ ในจังหวัดฮิโรชิมา ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1996 และถือเป็นหนึ่งในสามทัศนียภาพที่สวยที่สุดของญี่ปุ่นตามธรรมเนียม Nihon Sankei ที่กำหนดขึ้นในยุคเอโดะ ร่วมกับ Matsushima ในจังหวัดมิยางิ และ Amanohashidate ในจังหวัดเกียวโต จุดเด่นที่ทำให้ศาลเจ้านี้มีชื่อเสียงระดับโลกคือ ประตูโทริอิสีแดงขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในทะเล ห่างจากตัวศาลเจ้าประมาณ 200 เมตร ความสูงของประตูอยู่ที่ประมาณ 16 เมตร เทียบเท่าตึก 5 ชั้น สร้างจากไม้การบูรซึ่งมีความทนทานต่อสภาพอากาศทางทะเลและแมลง ประตูที่เห็นในปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 8 สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1875 โดยใช้เทคนิคการก่อสร้างที่ให้ตัวประตูยืนหยัดอยู่ได้ด้วยน้ำหนักของตัวเองโดยไม่ต้องฝังฐานลงดิน ศาลเจ้าอิสึคุชิมะมีประวัติยาวนานกว่า 1,400 ปี โดยมีบันทึกครั้งแรกในปี ค.ศ. 593 รูปแบบสถาปัตยกรรมที่เห็นในปัจจุบันได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1168 โดย Taira no Kiyomori ผู้นำที่มีอำนาจสูงสุดในยุคปลายเฮอัน ลักษณะเด่นคือการสร้างอาคารศาลเจ้าบนเสาที่ปักลงในทะเล ทำให้ตัวอาคารดูเหมือนลอยอยู่บนผิวน้ำเมื่อน้ำขึ้น ภายในศาลเจ้าประกอบด้วยอาคารหลักหลายส่วนเชื่อมต่อกันด้วยทางเดินไม้ยาวกว่า 275 เมตร ได้แก่ Honden (ศาลเจ้าหลัก) Haiden (ห้องสวดมนต์) และเวทีแสดง Noh ซึ่งเป็นเวทีการแสดงศิลปะดั้งเดิมที่ตั้งอยู่บนน้ำ ถือเป็นเวที Noh แห่งเดียวในญี่ปุ่นที่สร้างบนทะเล ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจที่สุดของศาลเจ้าคือความเปลี่ยนแปลงตามระดับน้ำทะเล ในช่วงน้ำขึ้น (Mansion) ระดับน้ำจะสูงขึ้นมาจนถึงเสาของอาคารศาลเจ้าและประตูโทริอิ ทำให้ดูเหมือนทั้งหมดลอยอยู่บนทะเล ส่วนในช่วงน้ำลง (Kanchō) น้ำจะลดลงจนเห็นพื้นทรายโดยรอบ นักท่องเที่ยวสามารถเดินไปสัมผัสฐานของประตูโทริอิได้โดยตรง ทั้งสองช่วงเวลาให้ประสบการณ์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เกาะมิยาจิมะยังเป็นที่อยู่อาศัยของกวางป่าซิกะที่เดินเสรีคล้ายที่นารา รวมถึงเป็นที่ตั้งของภูเขา Misen ภูเขาศักดิ์สิทธิ์สูง 535 เมตรที่มีกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไปชมทัศนียภาพ และวัด Daisho-in วัดพุทธนิกายชินงอนที่มีอายุกว่า 1,200 ปี ค่าเข้าชมศาลเจ้าอิสึคุชิมะอยู่ที่ 300 เยน เปิดให้บริการตั้งแต่ 6.30-18.00 น. โดยเวลาอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล การเดินทางต้องนั่งรถไฟ JR Sanyo Line จากฮิโรชิมาลงสถานี Miyajimaguchi แล้วต่อเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากใช้เวลาประมาณ 10 นาที ค่าเรือประมาณ 200 เยน
🏛️ ที่เที่ยว
พระพุทธรูปยักษ์ คามาคุระ ไดบุตสึ (Kamakura Daibutsu) เป็นพระพุทธรูปสำริดกลางแจ้งขนาดยักษ์ที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองคามาคุระ ตั้งอยู่ภายในวัดโคโตคุอิน (Kotoku-in Temple) จังหวัดคานางาวะ พระพุทธรูปองค์นี้มีชื่อทางการว่า พระอมิตาภพุทธะ (Amida Buddha) สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1252 ในยุคคามาคุระ มีความสูงประมาณ 11.3 เมตร (ถ้ารวมฐานจะสูง 13.35 เมตร) และมีน้ำหนักมากถึง 121 ตัน ถือเป็นพระพุทธรูปสำริดที่ใหญ่เป็นอันดับสองของญี่ปุ่นรองจากพระใหญ่ที่วัดโทไดจิในนารา ประวัติศาสตร์เล่าว่า เดิมทีพระพุทธรูปถูกประดิษฐานอยู่ภายในวิหารไม้ขนาดใหญ่ แต่ตัววิหารพังทลายลงหลายครั้งจากภัยธรรมชาติ ทั้งลมพายุไต้ฝุ่นในปี ค.ศ. 1334 และ ค.ศ. 1369 จนกระทั่งเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่และตามด้วยคลื่นยักษ์สึนามิพัดถล่มวิหารพังราบคาบในปี ค.ศ. 1498 นับแต่นั้นมาพระองค์จึงประดิษฐานอยู่กลางแจ้งท่ามกลางแดด ลม และหิมะอย่างสง่างามมาจนถึงปัจจุบัน ตัวองค์พระมีลักษณะกลวงด้านใน นักท่องเที่ยวสามารถจ่ายเงินค่าเข้าชมเพิ่มเติมจำนวนเล็กน้อยเพื่อเดินเข้าช่องประตูใต้ฐานไปชมโครงสร้างและการเชื่อมต่อแผ่นสำริดโบราณจากด้านในองค์พระพุทธรูปได้ การเดินทาง: จากสถานีรถไฟ Kamakura Station นั่งรถไฟสาย Enoden (Enoshima Electric Railway) ลงที่สถานี Hase Station แล้วเดินเท้าตรงไปตามถนนช้อปปิ้งมุ่งหน้าทิศเหนือประมาณ 7-10 นาที เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:00 - 17:30 น. (การเข้าชมภายในองค์พระเปิดเวลา 08:00 - 16:30 น.) ค่าเข้าชม: ค่าเข้าชมวัดโคโตคุอินราคา 300 เยนสำหรับผู้ใหญ่ และค่าเข้าชมภายในองค์พระพุทธรูปราคาเพียง 20 เยนเท่านั้น
🏛️ ที่เที่ยว
ศาลเจ้านิกโก โทโชงุ (Nikko Toshogu Shrine) เป็นหนึ่งในศาลเจ้าชินโตที่วิจิตรอลังการและมีชื่อเสียงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในเมืองมัตสึในหุบเขานิกโก จังหวัดโทชิงิ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1999 ศาลเจ้านี้เป็นสุสานประดิษฐานวิญญาณของ โทคุงาวะ อิเอยาสุ (Tokugawa Ieyasu) ปฐมโชกุนผู้รวบรวมประเทศญี่ปุ่นให้เป็นปึกแผ่นและก่อตั้งรัฐบาลทหารเอโดะที่ปกครองประเทศยาวนานกว่า 250 ปี โครงสร้างสถาปัตยกรรมไม้ทาสีแดงและทองปิดทองคำเปลวกว่า 2.4 ล้านแผ่นแห่งนี้ มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับศาลเจ้าชินโตทั่วไปที่มักเน้นความเรียบง่ายสะท้อนธรรมชาติ โดยที่นี่มุ่งแสดงถึงอำนาจ บารมี และความร่ำรวยเกรียงไกรของตระกูลโทคุงาวะ จุดชมศิลปะแกะสลักไม้ที่โด่งดังระดับโลกภายในศาลเจ้าได้แก่ ประตูโยเมมง (Yomeimon Gate) หรือ "ประตูแสงอาทิตย์ยามเย็น" ซึ่งประดับด้วยลวดลายแกะสลักสัตว์มงคล เทพเจ้า และมังกรกิเลนรวมกว่า 500 ชิ้นที่มีรายละเอียดสูงจนผู้เข้าชมสามารถยืนพิจารณาได้ทั้งวันไม่มีเบื่อ อีกสัญลักษณ์ยอดนิยมคือ ภาพแกะสลักลิงสามตัว (Three Wise Monkeys) ในอากัปกิริยา ปิดหู ปิดตา ปิดปาก ซึ่งสื่อถึงคำสอนทางพุทธปรัชญาในการหลีกเลี่ยงสิ่งไม่ดี และ ภาพแกะสลักแมวหลับ (Nemuri-neko) ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้คานประตูทางเข้าสู่สุสานป่าสนด้านหลัง สื่อถึงสันติภาพอันเงียบสงบในแผ่นดินญี่ปุ่นยามไร้สงคราม การเดินทาง: นั่งรถไฟด่วนขบวนพิเศษ Tobu Limited Express จากสถานี Asakusa ในโตเกียว ตรงสู่สถานี Tobu-Nikko Station ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นต่อรถบัสประจำทาง Nikko World Heritage Bus ลงป้าย Toshogu Shrine แล้วเดินเท้าต่อประมาณ 3 นาที เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ช่วงเดือนเมษายน - ตุลาคม เปิดเวลา 08:00 - 17:00 น. และช่วงเดือนพฤศจิกายน - มีนาคม เปิดเวลา 08:00 - 16:00 น. (เข้าชมรอบสุดท้ายก่อนเวลาปิด 30 นาที) ค่าเข้าชม: ตั๋วเข้าชมศาลเจ้าสำหรับผู้ใหญ่ราคา 1,300 เยน และสำหรับนักเรียนประถมและมัธยมต้นราคา 450 เยน (สามารถซื้อบัตรคอมโบรวมพิพิธภัณฑ์ศิลปะโบราณได้ในราคา 2,100 เยน)
🏛️ ที่เที่ยว
ย่านยูฟุอิน (Yufuin Onsen) เป็นเมืองรีสอร์ทออนเซ็นชนบทขนาดเล็กอันแสนเงียบสงบและมีเสน่ห์ ตั้งอยู่ในจังหวัดโออิตะ บนเกาะคิวชู ได้รับการโหวตจากคนญี่ปุ่นให้เป็นหนึ่งในเมืองออนเซ็นในฝันที่น่ามาเยือนที่สุด เมืองนี้ถูกโอบล้อมไปด้วยธรรมชาติอันเขียวขจีและมีภูเขายูฟุดาเกะ (Mt. Yufudake) สองยอดสูงตระหง่านเป็นฉากหลังอย่างยิ่งใหญ่ ยูฟุอินโดดเด่นตรงที่อนุรักษ์วิถีชีวิตดั้งเดิมแบบกึ่งโบราณ ไม่สร้างอาคารหรือโรงแรมสูงบดบังทัศนียภาพ และมุ่งเน้นสไตล์คาเฟ่ แกลเลอรี่ศิลปะ และสวนดอกไม้น่ารัก สถานที่ท่องเที่ยวไฮไลต์คือ ถนนช้อปปิ้งยูโนสึโบะ (Yunotsubo Street) ถนนคนเดินสองข้างทางที่ประดับประดาด้วยสถาปัตยกรรมบ้านไม้โบราณ ดัดแปลงเป็นร้านขายของแฮนด์เมด ของที่ระลึก ขนมขึ้นชื่อ เช่น โรลเค้ก B-Speak บอมบ์คร็อกเก้ และร้านชาเขียว ต่อเนื่องไปยัง ยูฟุอิน โฟลรัล วิลเลจ (Yufuin Floral Village) หมู่บ้านจำลองสไตล์คอทส์โวลส์ของอังกฤษแสนน่ารัก ปลายสุดของถนนจะเชื่อมกับ ทะเลสาบคินรินโกะ (Lake Kinrin) ทะเลสาบขนาดเล็กที่พิเศษตรงที่มีน้ำพุร้อนธรรมชาติไหลมารวมกับน้ำเย็นใต้ทะเลสาบ ส่งผลให้ในยามเช้าฤดูหนาวจะมีไอน้ำลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำเป็นม่านหมอกสีขาวแลดูคล้ายดินแดนในเทพนิยาย การเดินทาง: นั่งรถไฟด่วนขบวนพิเศษสุดหรู "Yufuin no Mori" (ป่าแห่งยูฟุอิน) จากสถานี Hakata Station (Fukuoka) ไปลงที่สถานี JR Yufuin Station ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 15 นาที จากนั้นเดินเท้าตรงเข้าสู่ย่านช้อปปิ้งได้ทันที เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการตลอดวัน ร้านค้าและคาเฟ่ทั่วไปจะเปิดบริการช่วง 09:00 - 17:30 น. (แนะนำให้ไปถึงช่วงสายๆ และหลีกเลี่ยงช่วงค่ำเนื่องจากร้านค้าปิดเร็ว) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินเที่ยวชมบริเวณเมือง ทะเลสาบ และหมู่บ้าน Floral Village (สำหรับออนเซ็นสาธารณะและบ่อแช่เท้าจะมีค่าบริการประมาณ 200 - 1,000 เยน)
🏛️ ที่เที่ยว
ย่านยูฟุอิน (Yufuin Onsen) เป็นเมืองรีสอร์ทออนเซ็นชนบทขนาดเล็กอันแสนเงียบสงบและมีเสน่ห์ ตั้งอยู่ในจังหวัดโออิตะ บนเกาะคิวชู ได้รับการโหวตจากคนญี่ปุ่นให้เป็นหนึ่งในเมืองออนเซ็นในฝันที่น่ามาเยือนที่สุด เมืองนี้ถูกโอบล้อมไปด้วยธรรมชาติอันเขียวขจีและมีภูเขายูฟุดาเกะ (Mt. Yufudake) สองยอดสูงตระหง่านเป็นฉากหลังอย่างยิ่งใหญ่ ยูฟุอินโดดเด่นตรงที่อนุรักษ์วิถีชีวิตดั้งเดิมแบบกึ่งโบราณ ไม่สร้างอาคารหรือโรงแรมสูงบดบังทัศนียภาพ และมุ่งเน้นสไตล์คาเฟ่ แกลเลอรี่ศิลปะ และสวนดอกไม้น่ารัก สถานที่ท่องเที่ยวไฮไลต์คือ ถนนช้อปปิ้งยูโนสึโบะ (Yunotsubo Street) ถนนคนเดินสองข้างทางที่ประดับประดาด้วยสถาปัตยกรรมบ้านไม้โบราณ ดัดแปลงเป็นร้านขายของแฮนด์เมด ของที่ระลึก ขนมขึ้นชื่อ เช่น โรลเค้ก B-Speak บอมบ์คร็อกเก้ และร้านชาเขียว ต่อเนื่องไปยัง ยูฟุอิน โฟลรัล วิลเลจ (Yufuin Floral Village) หมู่บ้านจำลองสไตล์คอทส์โวลส์ของอังกฤษแสนน่ารัก ปลายสุดของถนนจะเชื่อมกับ ทะเลสาบคินรินโกะ (Lake Kinrin) ทะเลสาบขนาดเล็กที่พิเศษตรงที่มีน้ำพุร้อนธรรมชาติไหลมารวมกับน้ำเย็นใต้ทะเลสาบ ส่งผลให้ในยามเช้าฤดูหนาวจะมีไอน้ำลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำเป็นม่านหมอกสีขาวแลดูคล้ายดินแดนในเทพนิยาย การเดินทาง: นั่งรถไฟด่วนขบวนพิเศษสุดหรู "Yufuin no Mori" (ป่าแห่งยูฟุอิน) จากสถานี Hakata Station (Fukuoka) ไปลงที่สถานี JR Yufuin Station ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 15 นาที จากนั้นเดินเท้าตรงเข้าสู่ย่านช้อปปิ้งได้ทันที เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการตลอดวัน ร้านค้าและคาเฟ่ทั่วไปจะเปิดบริการช่วง 09:00 - 17:30 น. (แนะนำให้ไปถึงช่วงสายๆ และหลีกเลี่ยงช่วงค่ำเนื่องจากร้านค้าปิดเร็ว) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินเที่ยวชมบริเวณเมือง ทะเลสาบ และหมู่บ้าน Floral Village (สำหรับออนเซ็นสาธารณะและบ่อแช่เท้าจะมีค่าบริการประมาณ 200 - 1,000 เยน)
🏛️ ที่เที่ยว
ปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle) ได้รับฉายาว่า "ปราสาทนกกระยางขาว" (Shirasagi-jo) เนื่องจากผนังภายนอกปราสาททาสีปูนขาวบริสุทธิ์และสถาปัตยกรรมหลังคาแลดูคล้ายนกกระยางขาวสยายปีกพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า ตั้งอยู่ในเมืองฮิเมจิ จังหวัดเฮียวโก ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดย UNESCO แห่งแรกของญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1993 และจัดเป็นสมบัติประจำชาติ (National Treasure) ปราสาทนี้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1333 และได้รับการบูรณะขยายขนาดครั้งใหญ่โดยไดเมียวอิเคดะ เทรุมาสะ ในปี ค.ศ. 1601 สิ่งที่ทำให้ปราสาทฮิเมจิเลอค่าคือเป็น 1 ใน 12 ปราสาทดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่ไม่เคยถูกทำลายจากแผ่นดินไหว อัคคีภัย หรือสงครามระเบิดในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง จึงรักษาสถาปัตยกรรมไม้ท่อนใหญ่และการจัดเตรียมระบบป้องกันภัยเชิงทหารโบราณไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุด เช่น ทางเดินวงกตเข้าสู่ใจกลางปราสาท ช่องยิงธนูและช่องสาดน้ำมันร้อนใส่ผู้บุกรุก และมีคูเมืองสองชั้นที่สวยงาม ตลอดบริเวณยังปลูกต้นซากุระกว่า 1,000 ต้น ทำให้เป็นจุดชมซากุระที่สวยตระการตาที่สุดในแถบคันไซ การเดินทาง: นั่งรถไฟชินคันเซ็น (Sanyo Shinkansen) หรือรถไฟด่วนสาย JR Sanyo Main Line ลงที่สถานี Himeji Station จากนั้นเดินเท้าตรงจากทางออกทิศเหนือไปตามถนน Otemae-dori ประมาณ 15-20 นาที (สามารถมองเห็นปราสาทตั้งตระหง่านอยู่สุดปลายถนนจากสถานีรถไฟ) เวลาเปิด-ปิด: เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09:00 - 17:00 น. (ช่วงหน้าร้อนเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ขยายเวลาปิดถึง 18:00 น. / ทางเข้าปิดล่วงหน้า 1 ชั่วโมง) ค่าเข้าชม: ค่าเข้าชมตัวปราสาทและสวนหลักราคา 1,000 เยนสำหรับผู้ใหญ่ และ 300 เยนสำหรับนักเรียนประถม มัธยมต้น และมัธยมปลาย
🏛️ ที่เที่ยว
หมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go) เป็นหมู่บ้านโบราณที่ตั้งอยู่ในจังหวัดกิฟุ ทางตอนกลางของญี่ปุ่น ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1995 ร่วมกับหมู่บ้าน Gokayama ในจังหวัดโทยามะ ภายใต้ชื่อ "Historic Villages of Shirakawa-go and Gokayama" เนื่องจากเป็นตัวแทนของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่หาดูได้ยากและยังคงสภาพสมบูรณ์ ลักษณะสถาปัตยกรรมที่ทำให้หมู่บ้านนี้มีชื่อเสียงคือบ้านทรงหลังคาแบบ Gassho-zukuri ซึ่งแปลตรงตัวว่า "ทรงมือพนม" เนื่องจากหลังคาที่มีความชันมากถึง 45-60 องศา มีลักษณะคล้ายมือสองข้างที่พนมเข้าหากัน การออกแบบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับน้ำหนักหิมะที่ตกหนักในช่วงฤดูหนาว ซึ่งพื้นที่นี้มีปริมาณหิมะสะสมสูงถึง 2-3 เมตรในบางปี บ้าน Gassho-zukuri สร้างขึ้นโดยไม่ใช้ตะปูเลย ใช้เพียงเชือกฟางและไม้ในการยึดโครงสร้างทั้งหมด ซึ่งเป็นเทคนิคที่ต้องใช้ความรู้และความชำนาญสูง การซ่อมแซมหลังคาแต่ละครั้งต้องใช้ฟางจำนวนมากและอาศัยแรงงานจากคนในชุมชนทั้งหมู่บ้านในการช่วยเปลี่ยนหลังคา ซึ่งยังคงเป็นธรรมเนียมที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน บ้านส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า 200-300 ปี และยังมีคนอาศัยอยู่จริงในปัจจุบัน บางหลังเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมวิถีชีวิตดั้งเดิม เช่น Wada House ซึ่งเป็นบ้านที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านและเคยเป็นที่อยู่ของหัวหน้าหมู่บ้าน ภายในจัดแสดงเครื่องมือทำการเกษตรและอุปกรณ์การเลี้ยงไหม ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านในอดีต ชั้นบนของบ้านที่มีหลังคาสูงถูกใช้เป็นที่เลี้ยงตัวไหมเนื่องจากมีการระบายอากาศที่ดี จุดชมวิวที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Shiroyama Viewpoint ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาเหนือหมู่บ้าน สามารถมองเห็นภาพรวมของหมู่บ้านทั้งหมดจากมุมสูง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่หิมะปกคลุมหลังคาบ้านทุกหลัง สร้างภาพที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก จุดชมวิวนี้สามารถเดินขึ้นไปได้ หรือนั่งรถบัสรับส่งที่จัดให้บริการในบางช่วงเวลา ในช่วงฤดูหนาวของทุกปี หมู่บ้านจะจัดงาน Light-up Festival ซึ่งเปิดไฟประดับหมู่บ้านในยามค่ำคืนเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ในเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ สร้างบรรยากาศที่งดงามเป็นพิเศษ แต่ต้องจองตั๋วล่วงหน้าเนื่องจากมีผู้สนใจจำนวนมาก การเดินทางมาชิราคาวาโกะสามารถนั่งรถบัสจากเมืองทาคายามะ (Takayama) ใช้เวลาประมาณ 50 นาที หรือจากนาโกย่าโดยรถบัส Nohi/Meitetsu ใช้เวลาประมาณ 2.5-3 ชั่วโมง หมู่บ้านไม่มีค่าเข้าชม แต่บ้านพิพิธภัณฑ์บางแห่งมีค่าเข้าชมประมาณ 300-500 เยน