東京 · มหานครที่ไม่เคยหลับใหล ผสมผสานความทันสมัยกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นดั้งเดิมได้อย่างลงตัว
🏛️ ที่เที่ยว
⭐ แนะนำ
วัดเซ็นโซจิ (Senso-ji) เป็นวัดพุทธที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงโตเกียว ตั้งอยู่ในย่านอาซากุสะ (Asakusa) ทางตะวันออกของโตเกียว ตามประวัติศาสตร์เล่าว่าวัดนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 645 หลังจากชาวประมงสองพี่น้องพบรูปปั้นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือเจ้าแม่กวนอิม ในแม่น้ำสุมิดะ และได้นำมาประดิษฐานไว้ ณ ที่นี้ ทำให้วัดเซ็นโซจิกลายเป็นศูนย์กลางความศรัทธาของชาวโตเกียวมาตลอดกว่า 1,300 ปี สัญลักษณ์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของวัดคือ ประตูคามินาริมง (Kaminarimon) หรือประตูสายฟ้า ซึ่งมีโคมไฟกระดาษสีแดงขนาดใหญ่แขวนอยู่ตรงกลาง น้ำหนักกว่า 700 กิโลกรัม เขียนคำว่า Kaminarimon ด้วยตัวอักษรคันจิขนาดใหญ่ ด้านข้างประตูมีรูปปั้นเทพเจ้าสององค์ คือ Fujin เทพแห่งลม และ Raijin เทพแห่งสายฟ้า ซึ่งทำหน้าที่ปกปักรักษาวัด หลังจากผ่านประตูคามินาริมงเข้าไป จะเจอกับถนน Nakamise Dori ถนนช้อปปิ้งที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 250 เมตร เรียงรายด้วยร้านค้ากว่า 90 ร้านที่จำหน่ายของที่ระลึก ขนมญี่ปุ่นโบราณ และสินค้าหัตถกรรม เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินเล่นและซื้อของฝากมากที่สุด ของขึ้นชื่อได้แก่ Ningyo-yaki ขนมเค้กไส้ถั่วแดงรูปหน้าคน และ Kaminari Okoshi ขนมข้าวพองคลุกน้ำตาล ปลายถนน Nakamise จะพบกับประตูโฮโซมง (Hozomon) ซึ่งเป็นประตูชั้นที่สองก่อนถึงตัววิหารหลัก ภายในวิหารหลักหรือ Hondo เป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรที่ไม่เปิดให้สาธารณชนเห็นองค์จริง นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปกราบไหว้และจุดธูปได้ที่กระถางธูปขนาดใหญ่ด้านหน้าวิหาร ซึ่งชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าควันธูปมีสรรพคุณในการรักษาโรค จึงมักโบกควันมาที่ตัวเองหรือบริเวณที่เจ็บปวด ด้านข้างวิหารหลักมีเจดีย์ห้าชั้น (Five-Story Pagoda) สูง 53 เมตร ซึ่งเป็นหนึ่งในเจดีย์ที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น และศาลเจ้าอาซากุสะ (Asakusa Shrine) ซึ่งเป็นศาลเจ้าชินโตที่อุทิศให้กับผู้ก่อตั้งวัด สะท้อนถึงความผสมผสานระหว่างพุทธศาสนาและศาสนาชินโตที่เป็นลักษณะเฉพาะของญี่ปุ่น วัดเซ็นโซจิเปิดให้เข้าชมบริเวณวิหารหลักตั้งแต่ 6.00-17.00 น. ส่วนพื้นที่บริเวณวัดและประตูเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีค่าเข้าชม การเดินทางสะดวกมาก สามารถลงสถานีรถไฟใต้ดิน Asakusa Station บนสาย Ginza Line, Asakusa Line หรือ Tobu Skytree Line แล้วเดินเพียง 5 นาที ช่วงเวลาที่แนะนำคือเช้าตรู่ก่อน 8 โมง ซึ่งร้านค้าบน Nakamise ยังไม่เปิด แต่จะได้สัมผัสบรรยากาศที่เงียบสงบของวัดในยามเช้า เห็นพระสงฆ์ทำวัตรเช้า และแสงแดดอ่อนๆ ที่ตกกระทบหลังคาวัด ส่วนช่วงค่ำวัดจะมีการเปิดไฟประดับซึ่งทำให้บรรยากาศดูสวยงามแตกต่างจากกลางวันอย่างสิ้นเชิง วัดเซ็นโซจิจึงเป็นจุดหมายที่ไม่ว่าจะมาโตเกียวกี่ครั้งก็ควรแวะมาเยือนเสมอ การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินสาย Ginza Line, Asakusa Line หรือ Tobu Skytree Line ลงสถานี Asakusa Station แล้วเดินต่อเพียง 5 นาที
วัดทดสอบระบบ
🏛️ ที่เที่ยว
เซ็นโซจิ อาซากุซะ (Senso-ji Asakusa) เป็นชื่อเรียกของวัดเซ็นโซจิที่ตั้งอยู่ในย่านอาซากุซะ ซึ่งเป็นชื่อที่นักท่องเที่ยวมักใช้เพื่อระบุตำแหน่งที่ตั้งของวัดให้ชัดเจน วัดแห่งนี้คือวัดพุทธที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงโตเกียว มีประวัติยาวนานกว่า 1,400 ปี นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 645 และเป็นศูนย์กลางของย่านอาซากุซะที่ยังคงรักษาบรรยากาศแบบโตเกียวยุคเก่าไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ย่านอาซากุซะรอบวัดเซ็นโซจิเป็นพื้นที่ที่สะท้อนวิถีชีวิตแบบเอโดะ (Edo) ได้ดีที่สุดในโตเกียว ตึกอาคารส่วนใหญ่ยังคงความสูงไม่เกิน 4-5 ชั้น แตกต่างจากย่านธุรกิจสมัยใหม่อย่างชินจูกุหรือชิบูย่า ถนนสายหลักที่นำไปสู่วัดคือถนน Nakamise Dori ความยาวประมาณ 250 เมตร มีร้านค้ากว่า 90 ร้านจำหน่ายสินค้าหัตถกรรม เครื่องประดับ ชุดยูกาตะ และอาหารว่างแบบดั้งเดิม อาคารสำคัญของวัดเริ่มจากประตู Kaminarimon หรือประตูสายฟ้า ที่มีโคมไฟกระดาษสีแดงขนาดใหญ่แขวนตรงกลาง จากนั้นเป็นถนน Nakamise นำไปสู่ประตู Hozomon ซึ่งเป็นประตูชั้นสองที่มีรูปปั้นเทพผู้พิทักษ์สององค์ ก่อนถึงวิหารหลัก Hondo ที่ประดิษฐานรูปปั้นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ด้านข้างมีเจดีย์ห้าชั้นสูง 53 เมตรซึ่งเป็นจุดสังเกตสำคัญของย่าน ในวันธรรมดาวัดเซ็นโซจิเปิดให้เข้าชมวิหารหลักตั้งแต่ 6.00 น. ส่วนวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์เปิดตั้งแต่ 6.30 น. ปิดเวลา 17.00 น. ทุกวัน แต่บริเวณลานวัดและประตูต่างๆ เปิดให้เข้าชมได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทำให้สามารถมาเยือนได้ทุกช่วงเวลาของวัน ช่วงเช้าตรู่ก่อน 7 โมงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการถ่ายภาพ เนื่องจากนักท่องเที่ยวยังน้อย และยังสามารถเห็นภาพพระสงฆ์ทำวัตรเช้าในวิหารหลัก ส่วนช่วงหลัง 17.00 น. ที่ร้านค้าบน Nakamise ปิดแล้ว วัดจะมีการเปิดไฟประดับบริเวณประตูและเจดีย์ สร้างบรรยากาศที่สวยงามแตกต่างจากกลางวัน นอกจากวัดแล้ว ย่านอาซากุซะยังมีสถานที่น่าสนใจใกล้เคียงอีกมาก เช่น Asakusa Culture Tourist Information Center ที่มีจุดชมวิวชั้น 8 สามารถมองเห็นวัดและตึก Tokyo Skytree ในมุมเดียวกัน หรือแม่น้ำสุมิดะที่มีเรือสำราญล่องไปยังโอไดบะ การเดินทางมาอาซากุซะสามารถใช้รถไฟใต้ดินสาย Ginza Line, Asakusa Line หรือ Tobu Skytree Line ลงที่สถานี Asakusa แล้วเดินเพียง 5 นาทีถึงประตู Kaminarimon เซ็นโซจิ อาซากุซะจึงเป็นจุดหมายที่ทุกคนที่มาเยือนโตเกียวควรมาสัมผัสบรรยากาศแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมที่หาได้ยากในเมืองใหญ่
🏛️ ที่เที่ยว
ภูเขาไฟฟูจิ (Mount Fuji) หรือในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า "ฟูจิซัง" เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่นด้วยความสูง 3,776 เมตรจากระดับน้ำทะเล ตั้งคร่อมอยู่ระหว่างจังหวัดยามานาชิและชิซูโอกะ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 2013 ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และแหล่งบันดาลใจทางศิลปะที่สำคัญของญี่ปุ่นมาหลายศตวรรษ ภูเขาไฟลูกนี้เป็นประเภทภูเขาไฟสลับชั้น (Stratovolcano) ที่มีรูปทรงกรวยสมมาตรที่สวยงามและสมบูรณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และยอดเขาจะปกคลุมด้วยหิมะสีขาวสะอาดตาเกือบตลอดทั้งปี สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป จุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิที่เป็นที่นิยมมากที่สุดคือรอบๆ ทะเลสาบทั้งห้าของฟูจิ (Fujigoko) โดยเฉพาะทะเลสาบคาวากุจิโกะ (Lake Kawaguchiko) และเจดีย์ชูเรโตะ (Chureito Pagoda) ซึ่งจะให้ภาพทิวทัศน์เจดีย์สีแดงห้าชั้นคู่กับภูเขาไฟฟูจิที่มีหิมะปกคลุมยอดเป็นฉากหลังอย่างวิจิตรตระการตา สำหรับสายผจญภัย ในแต่ละปีช่วงฤดูร้อน (ต้นเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนกันยายน) เส้นทางปีนเขาจะเปิดอย่างเป็นทางการให้นักเดินป่าจากทั่วโลกได้มาท้าทายตนเองเพื่อปีนขึ้นสู่ยอดเขาไปชมแสงแรกของวันประทีปแห่งชัยชนะ (Goraiko) เหนือทะเลหมอก การเดินทาง: จากโตเกียว (สถานี Shinjuku) สามารถนั่งรถไฟด่วนขบวนพิเศษ Fuji Excursion ตรงสู่งสถานี Kawaguchiko Station ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง หรือนั่งรถบัสทางด่วน Highway Bus จากสถานี Shinjuku Expressway Bus Terminal ตรงสู่ Kawaguchiko ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 45 น. เวลาเปิด-ปิด: พื้นที่ธรรมชาติภายนอกชมวิวได้ตลอด 24 ชั่วโมง (ศูนย์ข้อมูลการท่องเที่ยวและจุดแวะพัก Fuji 5th Station เปิดให้บริการช่วงกลางวัน 08:30 - 17:00 น. ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและการเปิดถนน) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการชมวิวรอบนอกภูเขาไฟทั่วไป (ในกรณีเดินเท้าปีนขึ้นสู่ยอดเขา จะมีค่าบำรุงรักษาภูเขาไฟฟูจิภาคสมัครใจท่านละ 1,000 เยน)
🏛️ ที่เที่ยว
สวนฮามาริคิว (Hamarikyu Gardens) เป็นสวนสาธารณะและสวนภูมิทัศน์แบบญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ตั้งอยู่ริมอ่าวโตเกียว ใจกลางย่านธุรกิจชิโอโดเมะ สวนนี้มีประวัติศาสตร์อันยาวนานตั้งแต่ต้นยุคเอโดะ ค.ศ. 1654 โดยเริ่มต้นจากการเป็นที่ประทับพักผ่อนและลานล่าเป็ดส่วนพระองค์ของโชกุนตระกูลโทคุงาวะ ความโดดเด่นอย่างมากทางภูมิสถาปัตย์ของสวนนี้คือเป็นสวนสาธารณะเพียงแห่งเดียวในโตเกียวที่มีสระน้ำน้ำเค็ม "ชินจิโนะอิเกะ" (Shioiri-no-ike) ซึ่งมีการขุดช่องระบายน้ำต่อเชื่อมกับอ่าวโตเกียวโดยตรง เพื่อใช้ประโยชน์จากกลไกน้ำขึ้นน้ำลงตามธรรมชาติในการเปลี่ยนระดับน้ำและปรับเปลี่ยนทัศนียภาพของผิวน้ำในสระ ตรงใจกลางสระน้ำเป็นที่ตั้งของ "อาคารน้ำชา Nakajima" (Nakajima no Ochaya) บ้านไม้น้ำชาสไตล์ญี่ปุ่นโบราณที่เชื่อมโยงด้วยสะพานไม้ซีดาร์ยาว นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปนั่งพักผ่อน จิบชาเขียวมัทฉะรสเข้มข้นคู่กับขนมหวานญี่ปุ่นดั้งเดิม (Wagashi) พลางชมภาพสะท้อนอันน่าทึ่งระหว่างสวนป่าสีเขียวขจีโบราณกับตึกระฟ้ากระจกเงาสูงตระหง่านล้ำยุคของย่านชิโอโดเมะที่โอบล้อมรอบตัวสวน นอกจากนี้ภายในสวนยังมีต้นสนดำอายุกว่า 300 ปีที่ได้รับการตัดแต่งอย่างประณีต และสวนดอกคอสมอสที่จะบานเต็มท้องทุ่งเหลืองอร่ามในฤดูใบไม้ร่วง การเดินทาง: นั่งรถไฟใต้ดินสาย Oedo Line ลงสถานี Shiodome Station หรือสถานี Tsukijishijo Station แล้วเดินเท้าต่อประมาณ 5-7 นาที หรือสามารถนั่งเรือโดยสารทางน้ำ Tokyo Water Bus จากอาซากุซะมาลงเทียบท่าที่ท่าเรือภายในสวนได้โดยตรง เวลาเปิด-ปิด: เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09:00 - 17:00 น. (เข้าชมรอบสุดท้ายเวลา 16:30 น. และปิดให้บริการช่วงปีใหม่ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม ถึง 1 มกราคมของทุกปี) ค่าเข้าชม: ค่าตั๋วเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่และบุคคลทั่วไปราคา 300 เยน และสำหรับผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปราคา 150 เยน (เด็กนักเรียนประถมและเด็กที่อาศัยอยู่ในโตเกียวเข้าชมฟรี)
🏛️ ที่เที่ยว
ถนนทาเคชิตะ (Takeshita Street) เป็นถนนคนเดินขนาดเล็กระยะทางประมาณ 350 เมตร ตั้งอยู่ในย่านฮาราจูกุ กรุงโตเกียว ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกในฐานะศูนย์กลางของ "คาวาอี้คัลเจอร์" (Kawaii Culture) และเป็นแหล่งกำเนิดแฟชั่นวัยรุ่นญี่ปุ่นที่หลุดโลกและล้ำสมัย ถนนสายนี้เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 โดยกลายเป็นจุดนัดพบของกลุ่มเยาวชนผู้รักในความอิสระและต้องการแสดงออกผ่านเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่แปลกใหม่ เช่น แฟชั่นโลลิต้า (Lolita), พังก์กอธิก (Gothic Punk), และสตรีทสไตล์จัดจ้าน ตลอดสองข้างทางอันแน่นเอี้ยดไปด้วยร้านค้าเสื้อผ้าแฟชั่นราคาประหยัด ร้านจำหน่ายเครื่องประดับสุดน่ารัก ร้านสินค้าไอดอล คอสเพลย์ และร้านกิ๊ฟช็อปแฮนด์เมด เมนูยอดนิยมระดับตำนานที่ทุกคนที่มาเยือนต้องลิ้มลองคือ "เครปญี่ปุ่น" (Harajuku Crepe) แผ่นแป้งบางม้วนห่อวิปครีมหนานุ่ม ไอศกรีม และผลไม้สด ซึ่งมีร้านคู่แข่งตั้งอยู่ตรงข้ามกันอย่าง Marion Crepes และ Angels Heart คอยดึงดูดใจ นอกจากนี้ยังมีร้านขนมสายรุ้ง คาเฟ่สัตว์เลี้ยงสุดแปลก (เช่น คาเฟ่นกฮูก คาเฟ่หมูแคระ) และร้านค้าไดโซะ (Daiso) ขนาดยักษ์ที่เป็นสวรรค์ของการช้อปปิ้งของวัยรุ่น การเดินทาง: นั่งรถไฟ JR Yamanote Line ลงที่สถานี Harajuku Station แล้วเดินออกทางออก Takeshita Exit จะพบทางเข้าถนนและป้ายไฟต้อนรับ LED ขนาดใหญ่อยู่ฝั่งตรงข้ามทางออกสถานีทันที เวลาเปิด-ปิด: ถนนเปิดตลอด 24 ชั่วโมง (ร้านค้าส่วนใหญ่เปิดบริการช่วงเวลา 10:00 - 20:00 น. ช่วงบ่ายวันเสาร์-อาทิตย์จะเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนและวัยรุ่นเดินทางมาหนาแน่นที่สุด) ค่าเข้าชม: ฟรีสำหรับการเดินเที่ยวชมถนนคนเดินทั่วไป
🏛️ ที่เที่ยว
ย่านอาซากุสะเป็นย่านประวัติศาสตร์ใจกลางโตเกียวที่ยังคงรักษาบรรยากาศแบบเอโดะ มีวัดเซนจิ ถนนนากามิเซะ และรินิกิชาให้บริการนักท่องเที่ยว
🏛️ ที่เที่ยว
ย่านมารุโนะอุจิเป็นศูนย์กลางธุรกิจของโตเกียวที่อยู่ตรงข้ามพระราชวัง มีอาคารสถาปัตยกรรมยุคเมจิผสมผสานกับตึกสมัยใหม่ ช่วงคริสต์มาสมีการประดับไฟสวยงาม
🏛️ ที่เที่ยว
สวนชินจูกุ เกียวเอน (Shinjuku Gyoen National Garden) เป็นหนึ่งในสวนสาธารณะขนาดใหญ่และสวยงามที่สุดของกรุงโตเกียว ตั้งอยู่บริเวณเขตชินจูกุและชิบูย่า มีพื้นที่รวมกว่า 58.3 เฮกตาร์ เดิมเป็นที่ดินของตระกูลซามูไรในยุคเอโดะ ต่อมาถูกดัดแปลงเป็นสวนของราชวงศ์ในยุคเมจิ ก่อนจะเปิดเป็นสวนสาธารณะแห่งชาติให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมตั้งแต่ปี ค.ศ. 1949 จุดเด่นที่ทำให้สวนชินจูกุ เกียวเอนแตกต่างจากสวนญี่ปุ่นทั่วไปคือ การผสมผสานสวนสามรูปแบบไว้ในพื้นที่เดียวกัน ได้แก่ สวนภูมิทัศน์แบบฝรั่งเศส (French Formal Garden) ที่มีการจัดแปลงดอกไม้เป็นรูปทรงเรขาคณิตอย่างเป็นระเบียบ สวนภูมิทัศน์แบบอังกฤษ (English Landscape Garden) ที่มีสนามหญ้าโล่งกว้างและต้นไม้ใหญ่ และสวนญี่ปุ่นดั้งเดิม (Japanese Traditional Garden) ที่มีบ่อน้ำ สะพานไม้ และศาลาชมวิวตามแบบสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นโบราณ ในด้านพันธุ์ไม้ สวนนี้ขึ้นชื่อเรื่องต้นซากุระที่มีความหลากหลายมากกว่า 1,000 ต้น จากกว่า 65 สายพันธุ์ ทำให้ฤดูชมซากุระที่นี่ยาวนานกว่าที่อื่น เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมไปจนถึงปลายเดือนเมษายน โดยพันธุ์ Somei Yoshino สีขาวอมชมพูจะบานก่อน ตามด้วยพันธุ์ Yaezakura ดอกซ้อนสีชมพูเข้มที่บานทีหลังและบานได้นานกว่า นอกจากซากุระแล้ว สวนยังมีความสวยงามในทุกฤดูกาล ฤดูร้อนมีสนามหญ้าเขียวขจีให้นั่งพักผ่อน ฤดูใบไม้ร่วงมีต้นเมเปิ้ลและแปะก๊วยที่เปลี่ยนเป็นสีแดงและสีทอง และฤดูหนาวมีต้นสนเขียวตัดกับฟ้าใส ภายในสวนยังมีเรือนกระจก (Greenhouse) ขนาดใหญ่ที่ปลูกพืชเขตร้อนและกล้วยไม้หลากสายพันธุ์ เปิดให้เข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ข้อกำหนดที่สำคัญของสวนนี้คือ ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และห้ามเล่นกีฬาภายในสวน ทำให้บรรยากาศโดยรวมเงียบสงบและเหมาะสำหรับการพักผ่อนมากกว่าสวนสาธารณะทั่วไปอย่าง Ueno Park ที่อนุญาตให้จัดปาร์ตี้ฮานามิแบบดื่มสุราได้ ค่าเข้าชมสวนอยู่ที่ 500 เยนสำหรับผู้ใหญ่ เปิดให้บริการตั้งแต่ 9.00-16.00 น. (ปิดประตูเข้า 16.00 น. แต่อนุญาตให้อยู่ในสวนได้ถึง 16.30 น.) และปิดให้บริการในวันจันทร์ ยกเว้นช่วงฤดูซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีที่อาจเปิดทุกวัน การเดินทางสามารถเข้าทางประตู Shinjuku Gate ซึ่งใกล้กับสถานี Shinjuku Gyoenmae บนรถไฟใต้ดินสาย Marunouchi Line เพียงเดินไม่กี่นาที หรือเข้าทางประตู Okido Gate ใกล้สถานี Shinjuku San-chome สวนชินจูกุ เกียวเอนจึงเป็นสถานที่พักผ่อนใจกลางเมืองที่เหมาะสำหรับทุกฤดูกาล ทั้งสำหรับการปิกนิก เดินเล่น หรือถ่ายภาพธรรมชาติ